ปลายเดือนที่แล้ว ผมได้เข้าประชุมร่วมกับผู้นำท้องถิ่นทั่วจังหวัด ประมาณ 80 คน
ขณะประชุม ก็ไม่ค่อยจะมีใครซักถามอะไรหรอกครับ แต่พอออกจากห้องประชุมมา หลายคนโทรศัพท์มาสอบถามผมให้จ้าละหวั่นไปหมด
ถามว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอะไร จะให้เขาทำอย่างไร ทำอย่างนี้ถูกไหม
ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผมเลย แต่ผมก็ตอบคำถามเขาไปทุกคนครับ
จากเหตุการณ์ดังกล่าว แสดงว่ายังมี “วัฒนธรรมแบบผู้ใหญ่ลีอยู่ครับ” และ สาเหตุที่ยังมีวัฒนธรรมแบบผู้ใหญ่ลีอยู่ ผมคิดว่า
1. ผู้นำท้องถิ่นบางท่าน ยังมีลักษณะ “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” อยู่ครับ นั่นคือมีความทันสมัยในเรื่องของวัตถุและปัจจัย แต่ในเรื่องความรู้ในการทำงาน ยังคงทำงานตามความรู้สึก ตามความเคยชิน และ ยังทำงานตามสั่งอยู่ โดยไม่ศึกษาหาข้อมูลให้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเองอย่างถ่องแท้
2. ทางการเอง ก็มักจะสื่อสารแบบ “ทางก๊าร ทางการ” ครับ พูดจาอะไรออกมาเป็นภาษาทางการไปหมดครับ แม้กระทั่งบางเรื่อง ผมเองฟังแล้วก็ยังงง ๆ อยู่ ว่าจะให้ทำอะไร จะให้ทำอะไรก็น่าจะบอกมาให้ชัดเป็นรูปธรรมเลยครับ จะให้ไปยิงนก ตกปลา หาปู ที่ไหน ก็บอกมาเลยตามตรง ไม่ควรบรรยายความตามไท้จนไม่ได้ความ
จากกรณีดังกล่าว ผมว่า ถ้าจูนคลื่นเข้าหากัน โดยทาง “ผู้ใหญ่ลี” ก็น่าที่จะศึกษา “ทางการ” ให้เข้าใจ ขณะเดียวกัน ฝ่ายทางการ ก็น่าที่จะสื่อสารออกมาให้ง่ายๆ เป็นรูปธรรมให้ผู้ใหญ่ลีเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้
ผมว่าถ้าต่างฝ่ายต่างปรับลดซึ่งช่องว่าง ผมว่าอะไรต่างๆในบ้านในเมือง ก็น่าที่จะดีขึ้นมาบ้างครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะท่าน ผอ.
สวัสดีครับ ครูอ้อย
- ตื่นเช้าเหมือนกันนะครับ
- ครับ ความยากตรงที่จะสื่อสารออกมาอย่างไรให้เข้าใจครับ
- ผมเองก็หนักอยู่เหมือนกัน ที่จะสือสารให้คนอื่นเข้าใจ
- กับบางคน ก็คงต้องเคี้ยวและป้อนใส่ปากให้นั่นแหละครับ
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับ ท่านรองฯ
ขอยกคำกล่าวที่ท่านว่า
"ถ้าต่างฝ่ายต่างปรับลดซึ่งช่องว่าง ผมว่าอะไรต่างๆในบ้านในเมือง ก็น่าที่จะดีขึ้นมาบ้างครับ"
ผมขออนุญาตตีความอีกมุมนึงนะครับว่า
ทุกฝ่ายน่าจะเพิ่ม "ช่องว่าง" มากกว่า
เพราะทุกวันนี้ความเป็นตัวตน
มันเยอะจนแทบไม่มี "ช่องว่าง"
สำหรับบรรจุสิ่งอื่นๆ แล้วครับ
แล้วที่มีคนจำนวนมาก
โทรมาถามท่าน
ผมคิดว่าไม่แปลก
เพราะพวกเขาน่าจะสัมผัสได้ว่า
ใครมี "ช่องว่าง" ที่สามารถรองรับพวกเขาได้
แต่ที่ยังจนปัญญาและผมก็ยัง
"คิไม่เอาะ"
"สุกร" นั้น คือ ฉันใดกันหนอ???
:)
ที่พูดมา ตรงที่สุดเลยครับ โดยเฉพาะพวกชอบตามกระแส เพื่อให้ดูทันสมัย (แต่ไม่พัฒนา)
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณสำหรับ "ช่องว่าง" ครับ ในอีกมุมมองหนึ่ง
น่าจะเพิ่มช่องว่างในการบรรจุสิ่งอื่นๆ ครับ เห็นด้วยครับ
ส่วนเรื่องของสุกร ต้องลองไปถามตาสีหัวคลอนดูครับ ว่าได้คำตอบหรือยัง 555..
ขอบคุณมากครับ
การมีส่วนร่วม คือ แกน่ะทำ
มีส่วนร่วม คือ มีส่วนร่วมฟัง
เอ...คุ้นๆ นะครับ
ขอบคุณครับ
“สวัสดีครับท่าน รอง บางครั้งเราเรียก“ผู้นำ” แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็น“ผู้นำ”ในชุมชนจริงๆหรือเปล่า ผมเคยไปทำงานในหมู่บ้าน ตำบล ไปหาผู้นำเป็นทางการของหมู่บ้าน ตำบล ผลปรากฏว่า ไม่สำเร็จ ก็สอบถามคนในหมู่บ้านว่า ใครที่ชาวบ้านเคารพนับถือ ศรัทธา ก็เลยไปหาท่าน ๆ ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรในชุมชน ขอให้ท่านช่วยทำความเข้าใจ ปรากฏว่า สำเร็จ ครับ
เรียนท่าน รอง กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งที่เรียกว่า ผู้นำ ของบ้านเรา ทุกระดับ น่าจะยังมีปัญหา "อำนาจ อิทธิพล เงิน ญาติพี่น้องมีมาก" พวกมากก็ลากกันไปเป็นผู้นำ เราก็ได้ผู้นำ แบบ ผู้ใหญ่ลี ครับ
ผมเข้าประชุมร่วมกับผู้นำท้องถิ่นที่เป็นทางการ
หลายคน ไม่กล้าคิด ไม่กล้าพูด ไม่กล้าตัดสินใจ ครับ
ประเภทรักนวลสงวนตัว กลัวเสียรูปมวย
ส่วนเรื่องทำความเข้าใจ ผมก็จะทำหน้าที่ของผมต่อไป เท่าที่จะทำได้
ขอบคุณมากครับ
เพราะเข้าสู่ตำแหน่งด้วย อำนาจ เงิน พวก
ก็เลยเป็นผู้นำแบบผู้ใหญ่ลี
ผมยกมือเชียร์เห็นด้วยที่สุดครับ
ขอบคุณครับ
อ่านแล้วคิดได้หลายประเด็นค่ะท่านอ.หนุ่มเล็ก
....
คิดถึงเรื่องผู้นำ แบบตำแหน่ง และ ผู้นำแบบธรรมชาติ
ซึ่ง ส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านจะให้ใจ มักเป็นประเภทหลังค่ะ
เพราะ เข้าถึง ติดดิน ไม่พิธีรีตอง เข้าทำนอง คุยภาษาเดียวกัน
....
ขอบคุณค่ะ มีความสุขกับ ทุกกิจกรรมเพื่อชุมชน เยาวชนนะคะ
ไม่มีภาพสุกร เอาภาพนี้มาฝากค่ะ :)
จากประสบการณ์ หลายครั้งครับที่ผู้นำแบบตำแหน่ง ไม่กล้าตัดสินใจ ต้องคอยเงี่ยหูฟัง ผู้นำตามธรรมชาติ ครับ
ภาพนี้ ถ้าผมไปบอกตาสีหัวคลอน ว่าเป็นสุกร ก็ได้อยู่ครับ
ขอบคุณมากครับ