วันที่ ๒๗ ม.ค. ๕๒ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมทำหน้าที่นำคณะบุคคลเข้าเฝ้าเจ้านาย   ผมไปในฐานะหัวหน้าคณะ นำผู้ใหญ่ขององค์กรที่ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม PMAC 2009   ได้แก่ประธานมูลนิธิ ร็อกกี้เฟลเล่อร์    ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิ ร็อกกี้เฟลเล่อร์    ประธาน CMB   และรองประธาน WB   และมีคนไทยอีก ๒ คน คือ ศ. นพ. สุพัฒน์ วาณิชย์การ  และ นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ

          เราเข้าเฝ้าที่ห้องรับรองชั้นบนของอาคารชัยพัฒนา   เป็นห้องขนาดประมาณ ๑๐ x ๑๐ เมตร   ที่ผนังด้านหนึ่งมีพระรูปฉายของสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ประดับหลายรูป   ทรงประทานเวลาสนทนาถึง ๔๕ นาที    คุยเรื่องท่านโดนนับเป็นศิษย์ของ Prof. Nevin Scrimshaw   เรื่องงานด้านสาธารณสุขและการศึกษาในที่ทุรกันดารของท่าน   เป็นที่น่าประทับใจที่พระองค์ท่านสนใจเรื่องราวของผู้ยากไร้เป็นคนๆ สนใจเข้าไปในรายละเอียด และนำความรู้เหล่านั้นมาประมวลเพื่อจัดระบบงาน   ท่านเล่าว่า คำแนะนำของ Prof. Scrimshaw มักจะช่วยให้งานได้ผลครบถ้วนยิ่งขึ้น   และเล่าเรื่องท่านไปเยี่ยม Prof. Scrimshaw ซึ่งป่วย ที่รัฐ นิวแฮมเชียร์ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

          ฝรั่งเขาสนใจ ว่าความเข้มแข็งเป็นพิเศษของงานสาธารณสุข และวิชาชีพพยาบาลของไทยมีที่มาที่ไปอย่างไร   เขาสนใจที่เรื่องมันโยงไปยังสมเด็จพระบรมราชชนก และสมเด็จย่า   และโยงไปยังมูลนิธิ RF  

          ท่านเล่าเรื่องการไปรับงานมูลนิธิสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ ต่อจากสมเด็จกรมหลวงฯ    ที่จะขยายขอบเขตการให้รางวัลพยาบาลที่ทำคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่   ให้ครอบคลุมไปทั่วโลก   ไม่จำกัดเฉพาะในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน   คือท่านอยากให้ใช้แนวคิดเปิดกว้างแบบเดียวกับมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ   

          ท่านเล่าว่าเมื่อเช้าไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตเกือบ ๘ พันคน   ว่าท่านเป็นผู้ชำนาญในการทำงานคล้ายเครื่องจักร    แต่ก็ได้มีโอกาสสังเกตและปลื้มใจที่ได้เห็นความสำเร็จของคนที่ท่านเคยช่วยเหลือ   ดังกรณีทหารที่ได้รับบาดเจ็บตาบอดทั้งสองข้าง   และแขนขาดข้างหนึ่ง    ท่านพระราชทานเงินให้จำนวนหนึ่ง    ก็โดนภรรยาฉกเงินหนีไป   แต่เขาต่อสู้ชีวิต ทำธุรกิจและตั้งตัวได้   แล้วเข้าเรียนจนจบปริญญาทางกฎหมายหลังตาบอด ๓๕ ปี    ท่านดีพระทัยมากที่ได้พบเขาอีกครั้งหนึ่ง และเห็นเขาประสบความสำเร็จ

          การทำหน้าที่นำคนเข้าเฝ้าแบบนี้สนุกดี   คือผมไม่ต้องทำอะไรเลย   ไม่ต้องพูดสักคำเดียว   คอยเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆ เท่านั้น   ผมบอกตัวเองว่า นี่คือมหรสพในความหมายของผม ผู้ไม่ดูทีวี ไม่อ่านหนังสือนวนิยาย   แต่ชอบเก็บเกี่ยวซึมซับมหรสพในชีวิตจริง

ิจารณ์ พานิช
๒๗ ม.ค. ๕๒