“กลุ่มเพศวิถี “ชาย” กับสิทธิ์ทางศาสนา”(8)

แต่ในทัศนะผู้เขียนเองฟันธงแบบไม่ต้องคิดได้เลยว่าผู้เขียนเชื่อได้เลยวิธีการดังกล่าวไม่ได้ถูกสนองตอบแน่นอนและเป็นเรื่องที่ห่างไกลต่อโอกาสที่จะเป็นไปได้อย่างแน่นอนแต่ในเวลาเดียวกันก็มีกลุ่มที่เห็นด้วยและสนับสนุนกลายต่อพฤติกรรมดังกล่าวว่าสามารถบวชได้ถ้าไม่ทำให้เกิดเป็นโลกวัชชะชาวโลกติเตียนที่ว่าทำตัวเหมือนกะเทยโยมแต่งหน้าทาปากหรือใช้เครื่องสำอางค์มีวิธีแต่งผ้าจีวรที่แปลกจากรูปแบบในพระธรรมวินัยถ้าบวชเพื่อปฏิบัติจริงตรงนั้นควรสนับสนุนแล้วถ้าพระพุทธศาสนาจะออกแบบเป็นกรณีไปก็คงเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาได้มีช่องทางในการเข้าถึงและแสวงหาพุทธธรรมได้มากขึ้นรวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมแห่งพุทธธรรมอย่างแท้จริงมิใช่กลายเป็นวิวาทะและเกิดช่องว่างในฐานะเป็นชาวพุทธด้วยกันจนกระทั่งกลายเป็นการเผชิญหน้ามากกว่าที่จะหาทางออกร่วมกันเพื่อแสวงหาสันติตามแบบของชาวพุทธได้

สรุป

ประเด็นปัญหานี้คงไม่มีคำตอบว่าได้หรือไม่ได้เสียทีเดียวแต่เพื่อเป็นการแสวงหาความเข้าใจร่วมกันเสียมากกว่า      โดยทัศนะส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับต่อสถานะของกลุ่มพระตุ๊ด

เณรแต๋วโดยตรงแต่ยอมรับในฐานะเป็นสมาชิกในสังคมที่จะสามารถปฏิบัติธรรมและเรียนรู้ได้ก็หมายความว่า  แนวคิดในทางพระพุทธศาสนาไม่ได้ยกให้เป็นเงื่อนไขหรือผู้ใดเท่านั้นก็หมายความว่าพระพุทธศาสนาก็เปิดโอกาสให้แต่ก็มีบางทัศนะที่มองว่าถ้าเข้ามาด้วยเจตนาที่ประสงค์ต่อการปฏิบัติจริงก็เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนแต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะแก่สมณสารูปอันจะเป็นสาเหตุของโลกวัชชะเหมือนกับที่เกิดขึ้นถึงความเหมาะสมไม่เหมาะสมได้

พระพุทธศาสนายอมรับศักยภาพของมนุษย์ในฐานะเป็นผู้ที่จะสามารถพัฒนาได้และในเวลาเดียวกันศาสนาก็ไม่ได้มีเงื่อนไขต่อเพศในการเข้าถึงธรรมหรือบรรลุธรรมแต่ประการใดดังกรณีที่พระองค์ได้ตรัสแก่พระอานนท์แต่เงื่อนไขกับสิทธิ์ในการบวชเป็นกระบวนการคัดสรรค์โดยมีเป้าหมายปลายทางเพื่อการรักษาสังฆะก็คือหมู่คณะกรอบเกณฑ์เหล่านี้จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของหมู่คณะเสียมากกว่าความเป็นปัจเจก

ดังนั้นเพียงแต่เราแสวงหาความเข้าใจร่วมกัน และสามารถหาทางออกร่วมกันได้ในเบื้องต้นเพื่อพัฒนาการของพระพุทธศาสนาอาจสร้างทางเลือกมากขึ้นโดยไม่ละเลยกรอบเกณฑ์เดิมอันดีไว้ก็จะเป็นการสมควรไม่น้อยและในเวลาเดียวกันความเจริญหรือจะเสื่อมของพระพุทธศาสนาก็โดยพุทธบริษัทเราเองในฐานะเป็นชาวพุทธใน๔ก็มีหน้าที่และความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบริษัทอื่นแต่อย่างใด        ในการที่จะช่วยกันรักษาและสืบต่ออายุ

พระพุทธศาสนารวมไปถึงช่วยกันรักษาคุณค่าและความบริสุทธิ์ของพระพุทธศาสนาไว้ร่วมกันในฐานะเป็นชาวพุทธรวมไปถึงปฏิบัติตนเพื่อไปสู่ปลายทางแห่งพุทธธรรมด้วยภาวะที่เราเป็นอย่างตั้งใจจะมีประโยชน์อะไรถ้ามีผ้ากาสาวะคลุมกายแต่ไม่ได้พัฒนาจิตยกใจเพื่อไปสู่พุทธธรรมจะต่างอะไรกับผ้าที่ใช้คลุมขอนซึ่งผ้าก็ไม่ได้ทำให้ขอนพัฒนาไปสู่หนทางใดได้         แต่ขอนก็ไม่ได้รับรู้ต่อคุณค่าของผ้าอันเป็นสัญลักษณ์ของความ

บริสุทธิ์แต่ประการใด

พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตถ้ายกจิตบริหารใจได้จะมีอาภรณ์ใดคลุมกายก็ช่างความบริสุทธิ์ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติอย่างแน่นอน