ในโลกชองปัญญาก็มีผลประโยชน์เหมือนกัน  ตัวอย่างเช่น  ถ้าเด็กอยากเขียนภาพแม่  การได้เขียนภาพแม่ก็เป็นผลประโยชน์(ทางปัญญา)   อยากจะเขียนวรรณกรรม  การได้เขียนวรรณกรรมก็เป็นผลประโยชน์, อยากไปดูภาพศิลปะในพิพิธภัณฑ์  การได้ไปดูก็เป็นผลประโยชน์, อยากเขียนตำรา การได้เขียนตำราก็เป็นผลประโยชน์,  อยากทำโจทย์เลข  การได้ทำโจทย์เลขก็เป็นผลประโยชน์,  อยากอ่านหนังสือ การได้อ่านก็เป็นผลประโยชน์, อยากจะเสนอความคิดในที่ประชุม  การได้เสนอก็เป็นผลประโยชน์  อยากจะทำวิจัย  การได้ทำก็เป็นผลประโยชน์,  อยากทดลองทางวิทยาศาสตร์  การได้ทดลองก็เป็นผลประโยชน์,อยากสร้างยานอวกาศ  การได้สร้างก็เป็นผลประโยชน์, อยากจะท่องดวงดาว  การได้ท่อง  ก็เป็นผลประโยชน์, ฯลฯ   เหล่านี้  จัดอยู่ในกลุ่มผลประโยชน์ในโลกของปัญญา

นักเรียนเรียนอยู่ในห้องเรียนทุกวัoๆ ก็อยู่ในโลกของปัญญา  และหากว่า "อยากเรียน"  การได้เรียนก็เป็นผลประโยชน์ ทางปัญญา  นักวิทยาศาสตร์อยากรู้อะไรอย่างหนึ่งจึงหมกมุ่นอยู่ในห้องทดลองเป็นเดือน  การได้บรรลุผลการทดลองถือเป็นผลประโยชน์, สถาปนิกต้องการออกแบบบ้านที่เป็นเลิศ  การได้แบบบ้านดังกล่าวก็เป็นผลประโยชน์,  วิศวกรอยากสร้างรถยนต์ที่ไม่เหมือนใคร  การได้บรรลุผล  ก็เป็นผลประโชน์, เป็นต้น

ผู้ที่ต้องการผลประโยชน์ดังที่กล่าวมา  จัดเป็นผูที่อยู่ในโลกของปัญญา  ผลประโยชน์เป็นผลประโยชน์ทางปัญญา

ถ้าจะถามว่า  คนทั้งโลก  ถ้าจัดเข้ากลุ่มใฝ่หาผลประโยชน์ทางกาย / อารมณ์  กลุ่มหนึ่ง  กับกลุ่มใฝ่หาผลประโยชน์ทางปัญญาอีกกลุ่มหนึ่ง  แล้วกลุ่มไหนจะมากกว่ากัน?  คำตอบน่าจะเป็นดังนี้

ถ้าเรานำความรู้จากโค้งปรกติมาใช้  ก็น่าจะได้ว่า  พวกอยู่ในโลกของปัญญามีน้อย  คือราวๆ  16 %  พวกที่อยู่ในโลกของกาย และอารมณ์จะมีมากราวๆ 84% !!!