เมื่อก่อน ยังไม่คุ้นเคยกับคำว่าการจัดการความรู้สักเท่าไหร่ อาจเรียกว่าไม่เคยได้ยินเลยด้วยซ้ำ จนเมื่อประมาณปี 2550 ที่ทำงานได้มีดำริที่จะให้มีการจัดการความรู้ขึ้น มีการพูดถึงคำนี้ในที่ประชุมทั้งในระดับหน่วยงาน และระดับกรม ซึ่งเมื่อได้ยินครั้งแรก ยอมรับเลยว่าไม่รู้จัก การจัดการความรู้ คืออะไร? มีความเหมือนหรือแตกต่างจากการจัดการโดยทั่วไปอย่างไร...? ก็ได้แต่เก็บงำความสงสัยเอาไว้คนเดียว ยังไม่กล้าที่จะถามใคร เพราะกลัวว่าจะถูกหาว่าเชย ไม่รอบรู้ ไม่รู้เรื่อง และอีกสารพัดความรู้สึกกลัว ที่จะคิดได้ แต่เมื่อเกิดความรู้สึกกลัวต่างๆนั้นแล้ว ก็พยายามหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อที่จะทำความรู้จักกับ การจัดการความรู้นี้ให้ได้ โดยได้ใช้วิธีการค้นคว้าด้วยตนเองผ่านทางอินเตอร์เนต Google.com เป็นที่แรกที่ใช้ค้นหา รวมถึงตำราต่างๆที่มีในห้องสมุดของหน่วยงาน ซึ่งก็ทำให้ได้รู้จักกับการจัดการความรู้สมใจอยาก แต่ก็ยังไม่สนิทนัก จนกระทั่งที่ทำงานได้เชิญอาจารย์ทรงพล เจตนาวณิชย์ และอาจารย์นวลทิพย์ ชูศรีโฉม จากสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข มาเป็นวิทยากรให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตามวิสัยทัศน์ของหน่วยงานที่ได้กำหนดไว้ว่า จะเป็นผู้นำด้านการจัดการความรู้และการจัดการภาคีเครือข่ายเพื่อการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรค และภัยสุขภาพในพื้นที่สาธารณสุขเขต 14 ภายในปี 2553 การได้พบกับอาจารย์ทั้ง 2 ท่านนี้ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์เป็นอย่างมาก ทำให้ได้รู้จักกับการจัดการความรู้มากขึ้น โดยได้รู้ว่าการจัดการความรู้หรือ Knowledge Management (KM) คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ โดยองค์ความรู้หรือความรู้ที่ว่านี้ก็จะมีทั้งความรู้ที่มีในตัวบุคคล เป็นความรู้ฝังแน่น เกิดจากการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล (Tacit Knowledge) และความรู้ที่อยู่ในตำราต่างๆหรือจะเรียกว่าเป็นความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) วิธีการที่จะทำให้ได้ความรู้ก็ต้องมีกระบวนการ และกระบวนการที่ว่าก็คือ กระบวนการจัดการความรู้นั่นเอง จะว่าไปแล้วการจัดการความรู้มันก็เป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่เราสามารถนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพแก่งาน ทั้งยังนำมาพัฒนาตัวเองได้ เพราะจากการที่ได้สัมผัสกับการจัดการความรู้ แม้จะยังไม่ลึกซึ้งมากเหมือนคนอื่นๆ ก็ยังมีความรู้สึกว่า การจัดการความรู้ทำให้เราได้พัฒนาตัวเอง เกิดความลุ่มลึกในหลายๆด้าน ทั้งได้เรียนรู้หลักในการฟังอย่างตั้งใจ หลักในการทำสุนทรียสนทนา หลักในการสร้างความปิติเล็กๆน้อยๆด้วยการให้บทบาท การชื่นชมยินดี การเรียนรู้อย่างสนุกสนาน และอีกหลายต่อหลายเทคนิค ที่ได้เรียนรู้ ในเวลาที่เรียนรู้กับท่านวิทยากร จะเน้นบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เพราะอาจารย์บอกว่าเรื่องบรรยากาศเป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องทำให้เกิดความรู้สึกแบบส่งเสริมการเรียนรู้ หรือทำให้เกิด Learning Mode แล้วการเรียนรู้จะสนุกสนานไม่น่าเบื่อ ซึ่งเท่าที่ได้รู้จักกับการจัดการความรู้ก็รู้แล้วว่าการนำเอาการจดการความรู้มาจัดการนั้นไม่มีวันน่าเบื่อเลย เราเองตอนนี้ก็พยายามที่จะนำเอาการจัดการความรู้มาใช้จัดการกับชีวิต พยายามทำตัวเองให้อยู่ใน Learning Mode ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา เราไม่รู้เราก็ต้องแสวงหาความรู้ ต้องเรียนเพื่อรู้ และรู้เพื่อนำไปปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติก็จะรู้ เมื่อรู้ก็ทบทวน แล้วสรุปเป็นองค์ความรู้ที่เป็นของตัวเอง ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ แต่สิ่งที่ได้อาจไม่เท่ากัน ความไม่เท่ากันที่ว่านี้คือความแตกต่าง และความแตกต่างที่ว่านี้คือสิ่งสวยงาม แง่มุมที่มองต่างคือสิ่งสวยงามที่สามารถนำมาเติมเต็มให้กันและกันได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเรียนรู้คือการต่อยอดการเรียนรู้ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ...ดอกไม้แห่งการเรียนรู้จะเบ่งบาน...มันช่างสวยงามนัก
เมื่อเริ่มรู้จักการจัดการความรู้ของขวัญ
การจัดการความรู้คืออะไร
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
KPN AC jack · 30 ม.ค. 2552
supolpp · 30 ม.ค. 2552
ราพาล่า · 30 ม.ค. 2552
ครอบครัวตัวดี · 30 ม.ค. 2552
บุณยกร · 30 ม.ค. 2552
JJ · 30 ม.ค. 2552
การจัดการความรู้อย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้สู่โลกภายนอก เป็นหลักคิดที่ดีนะคะ ทำให้เราไม่รู้อยู่คนเดียว...ขอให้มีความสุขกับการค้นคว้า แลกเปลี่ยนเรียนรู้และการจัดการความรู้ใน G2K ค่ะ
เห็นด้วยกับท่านจริง ๆ ค่ะ และอยากเล่าเรื่องราวต่าง ๆ อย่างนี้บ้าง คงจะมีความสุข
เป็นกำลังใจให้ทำสิ่งดี ๆ ต่อไปค่ะ