ช่วงนี้ที่นี่กำลังดำเนินการเตรียมผืนดินไว้แปลงหนึ่ง เพื่อที่จะปลูกบ้าน สร้างอาคาร ไว้สำหรับลูกศิษย์ที่ต้องการพาครอบครัวมาลงหลักปักฐานในบั้นปลายของชีวิต...
หลังจากมีลูกศิษย์ท่านหนึ่งเตรียมที่จะซื้อที่ดินบริเวณข้าง ๆ ที่ติดริมรั้ว แต่ท่านพระอาจารย์บอกกับลูกศิษย์คนนั้นว่า "ไม่ต้องซื้อหรอก เดี๋ยวให้ปลูกตรงนี้..."

สองวันที่ผ่านมานี้เอง พวกเรา "บริษัทพุทธก่อสร้าง (Buddhist Building Company : BBC)" จึงได้ดำเนินการปรับแต่งพื้นที่โดยเฉพาะการ "ตัดต้นไม้..."
ตัดต้นไม้เหรอ...
เราเองเป็นคนที่นิสัยประหยัดและมัธยัสถ์มาตั้งแต่เล็ก ๆ การที่จะเสียอะไรไปสักอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่ามันจะใช้การไม่ได้แล้ว เราก็จะเก็บไว้ หวงไว้ "จนล้นบ้าน" ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่ต้องพูดถึงต้นไม้ เพราะใบไม้ กิ่งไม้แต่ละต้น เราจะรักเขามาก ไม่กล้าจะตัดหรือแม้กระทั่งจะเด็ด แต่งานนี้ต้องตัด ตัด ตัด แล้วก็ตัด เพื่อให้ได้พื้นที่ที่สมบูรณ์ที่สุด
ดังนั้นสองวันที่ผ่านมานี้ เราจึงรู้สึกมึนหัวมาก เพราะการที่ได้เดินตามท่านพระอาจารย์ ต้องคอยสะเทือนใจมากเมื่อได้ยินว่า "ตัด หรือเอาออก" โอ้ย โอ้ย โอ้ย ต้องตัดด้วยเหรอ เสียดาย เสียดาย...!
แล้วยิ่งตอนสายวันนี้หลังจากที่เดินไปเห็น "ต้นตาล" ที่เคยยืนตระหง่านได้ล้มลงนอนแน่นิ่งแล้ว ยังไม่ทันได้ทำใจ สมองกลับต้องคิดไปเมื่อเห็นคนต่างเข้าไปตัด ไปแต่ง มาเพื่อ "ปลีและคออ่อน"

"ปลีตาลนี่ราคาตั้งเจ็ดสิบบาทนะ อันเล็กนี่ก็ห้าสิบบาท ถ้าเป็นคออ่อนนี่หลายร้อย"
อันนี้ยังไม่ต้องพูดถึงต้นมะม่วงสามต้นที่ถูกตัดลงเมื่อวานนี้ ในวันนี้ถูกลำเลียงไปขายให้กับร้านทำเฟอร์นิเจอร์ "เสียดาย เสียดาย..."
สองสามวันนี้เราให้คนเขาเข้ามาตัดต้นไม้เพื่อเตรียมสถานที่ "เขาตัดให้ฟรี ไม่คิดสตางค์" แต่เขาขอไม้และทุกสิ่งที่จะขายได้ อื่ม...
ไม้มะม่วงกับปลีตาลก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่เจ้าต้นไม้ใหญ่อย่างเจ้าต้น "สำโรง" และไม้แก่นที่ล้มลงไปนี่ได้ข่าวว่าถ้าไปตัดขายได้หลายหมื่นบาท

"ถ้าโยมจะเอาก็เอาไป"
คำพูดของท่านพระอาจารย์ช่างเยือกเย็นเสียนี่กระไร
ท่านพระอาจารย์ครับ ต้นไม้ต้นนี้ราคาหลายหมื่นเลยนะครับ...?
"ต้นทองกวาวนี่ ถึงแม้จะดูไม่สมบูรณ์ เพราะอยู่ในร่ม แต่ถ้าโยมขุดไปแล้วไปเลี้ยงสักสี่ห้าเดือน ก็ขายได้หกเจ็ดหมื่นแล้ว เอารถเครนมายกได้เลยนะ..."
โอ้... แล้วทำไมเราไม่ย้ายเก็บไว้เองล่ะครับ...?

(ต้นทองกวาว ก๋าว หรือ จาน มีดอกสีแดง)
หัวสมองเราเริ่มกระบวนการในสมการของ "เงิน" หมุนติ้ว ติ้ว ติ้ว อันโน้นก็เงิน อันนี้ก็เงิน แต่เราก็ไม่ได้เอาสิ่งที่สมมติว่าเป็นเงินไว้กับตัวเองเลย
ท่านพระอาจารย์นั้น "เมตตา" เหลือที่สุดเหลือประมาณ
ท่านมีความสุขกับการให้ แต่เรากลับต้องปวดหัวเพราะเสียดายกับ "สิ่งสมมุติ"
ต้นไม้นี่แพง ขายได้เงินเยอะ อันนี้ก็ขายได้ ปลีตาลก็ขายได้ ยอดมะพร้าวก็ขายได้ แม้แต่ต้นมะพร้าว ต้นตาลที่ล้มลงไปยังเอาไปขายทำครกส้มตำได้เลย
ในหัวสมองเรามีแต่ "เงิน เงิน เงิน แล้วก็เงิน"
แต่แล้วเราก็ถึงบางอ้อเมื่อใจกลับคิดขึ้นได้ว่า "อื่ม... มันก็แค่สิ่งสมมติ"

เราจะไปคิดอะไรให้มันมากไปนักหนา ตายไปก็ไม่เห็นจะเอาไปได้ เราจะมามัวเสียดายสิ่งสมมตินี้อยู่ทำไม สู้เอาเวลาที่เหลือน้อยนี้มาทำใจให้ "สบาย สบาย" แบบท่านพระอาจารย์ดีกว่า
โลกเรานี้ล้วนแต่สอนสมการในการยึดติดกับของมีค่าที่สามารถตีราคาได้ซึ่ง "เงิน"
ชีวิตนี้เราจึงต้องเครียด ต้องทุกข์
ทุกข์เพราะไม่รู้จักปล่อยวางในของสมมติที่อยู่นอกกาย
งานวันนี้เองเราจึงได้รู้จักปล่อยวางทรัพย์ภายนอกอันเป็นทรัพย์กำพร้า เพื่อรักษาทรัพย์ภายในอันเป็นอริยะทรัพย์ คือ การมี "ใจดี ใจสบาย" ไม่ยึดติดกับสิ่งที่เปื่อยย่อยและเน่าสลายได้ด้วยกาลเวลา
อื่ม... สิ่งสมมตินี้ทำให้เราวุ่นวายใจเสียสี่กระไร
ปล่อยวางสิ่งสมมตินี้เพื่อให้เรามี "ใจดีที่สมบูรณ์"

การขนย้ายต้นทองกวาว (กวาวเครือ หรือ จาน...)