ในวันที่อายุเกิน 40 กว่าๆมาแป๊บนึงแล้วนี้ เวลามองอะไรต่ออะไรแล้วเข้าใจได้เลยค่ะว่า วันเวลาที่ผ่านมาสอนอะไรให้กับเราได้มากมาย เห็นคุณค่าของประสบการณ์ชีวิตจริงๆ เข้าใจแล้วว่าทำไมคนที่อายุเยอะๆส่วนมากจะใจเย็นและรับรู้เรื่องราวต่างๆได้อย่างไม่ตื่นเต้นกับอะไรเลย
นอกจากผ่านการเรียนรู้ที่เราพบปะกับคนมากมายหลายประเภทแล้ว การอ่านหนังสือมากมายหลากหลายแบบ ก็ทำให้เราได้คิด ได้วิเคราะห์ ได้มองสิ่งต่างๆรอบตัวได้หลายๆมุมมากขึ้น
มาถึงวันที่เราโกรธน้อยลง เราตอบสนองกับสิ่งต่างๆช้าลง มองสิ่งต่างๆแบบใช้ตัวเราความคิดเราตัดสินน้อยลง เราจะพบว่า ทุกอย่างมีเหตุมีผลในตัวของมันเอง ทุกเรื่องมีที่มาที่ไป ทุกเรื่องมีทางออกซึ่งไม่จำเป็นที่เราจะต้องหาทางออกให้ทุกๆเรื่อง มีเรื่องหลายๆเรื่องที่การไม่ทำอะไรเลยดีกว่าการตอบสนอง ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเรานั้น เป็นเพียงสิ่งที่เรามองและกำหนดเอาด้วยใจของเราเท่านั้นเอง ถ้าเราเห็นว่าทุกเรื่องเป็นเรื่องดี มองหาให้เห็นว่าอะไรคือสิ่งดีในเรื่องที่ครั้งแรกที่กระทบเราแล้วเราคิดว่าไม่ดี เราก็จะพบเองว่า เรื่องดีหรือไม่ดีนั้นอยู่ที่วิธีคิดของเรานั่นเอง
วันนี้ได้ฟังคุณพินิจ คนช่างคิดแห่งหน่วย Chem ของเรา อ่านหนังสือของท่าน ว.วชิรเมธี เรื่อง 7 มหัศจรรย์แห่งชีวิต ที่ท่านสอนให้เรารู้จักขอบคุณสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต ฟังแล้วคิดได้ว่าตัวเองเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่เรามี และเชื่อว่าทุกคนก็คงจะเรียนรู้ที่จะมีความสุขได้ หากรู้จักวิธีคิด ใช้ทั้ง "ใจ"และ"สมอง" ให้ถูกที่ถูกเวลา ความสุขหาไม่ยากจริงๆค่ะ
แต่ก่อนพี่เป็นคนใจร้อน ใจเร็ว รออะไรไม่เป็น ตาต่อตา ฟันต่อฟัน เรียกว่า ออกแนวบู๊ เหมาะจะเป็นแม่ทัพหน้า ซึ่งจริงๆ พี่ชอบนะคะ มันเป็นบุคคลิกมาตั้งแต่เกิด อาจจะเพราะเป็นคนราศีสิงห์ด้วย
แต่พอกาลเวลาผ่านไป ความเร็ว ความไว เหมือนเดิม แต่สุขุม รอบคอบขึ้นมากๆ รู้จักการรอ ความอดทน การข่มใจมากขึ้นมากค่ะ
อาจจะเป็นเพราะ ผ่านการเรียนรู้มามาก มีประสบกาณ์ชีวิตมากขึ้นค่ะ
ขอบคุณสำหรับข้อคิดดี ๆ ครับผม...
คุณพี่ศศิฯ ช่วยเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองบ้างสิคะ โอ๋เองก็เคยเป็นคนใจร้อนค่ะ เวลาเห็นคนอื่นๆเป็นเดี๋ยวนี้แล้ว อยากจะหาวิธีอะไรที่เราสามารถถ่ายทอดให้เขาได้รู้ เพื่อที่จะได้ใช้เวลาน้อยลงกว่าจะเรียนรู้แบบที่เราได้รู้น่ะคะ คิดว่าตัวเองก็ยังสื่อสารไม่ได้อย่างที่ต้องการสักเท่าไหร่ บันทึกนี้เขียนเพราะอ่านบันทึกนี้ของอ.ลูกหว้าน่ะค่ะ ไม่ทราบพี่ศศิฯได้อ่านหรือยัง น่าเห็นใจและน่าชื่นชมที่อ.ลูกหว้าเข้มแข็ง แต่ก็บอบช้ำไปพักนึงทีเดียว
ขอบคุณคุณMr.Directค่ะ รู้สึกว่าคงเคยโดนพ่นพิษมาแล้วเช่นกัน พี่โอ๋เคยอ่านเจอแล้วค่ะ และชื่นชมการตอบสนองของคุณ Mr.Direct มากๆเลยนะคะ
พี่โอ๋คะ
ชอบบันทึกนี้จังเลยค่ะ
เมื่อวันก่อน คุยกับน้องคนหนึ่ง เราก็กำลังอธิบายนู้นนี่นั่น โดยพูดแบบให้เธอได้คิดเอง แต่กลายเป็นว่าเธอทำท่าทางไม่พอใจ ประมาณว่าไม่ได้คำตอบที่ต้องการสักที หนูเห็นก็ไม่โกรธแต่ก็พยายามอธิบายดีๆ ต่อไป กลับมานั่งคิด แอบงงตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่โกรธ ใจเย็นจนไม่อยากเชื่อตัวเองค่ะ ประมาณว่าเค้าร้อนมา เราก็เย็นกลับไป
สวัสดีค่ะคุณพี่โอ๋
อ้าว เพิ่งมีเลข 4 นำมาแป๊บๆ ของดาวลูกไก่ก็รู้สึกว่าเพิ่งผ่านมาเมื่อวันก่อนเหมือนกันค่ะ เผลออีกไม่กี่ปีจะได้เลข 5 มาประดับแล้ว ถ้าสืบเสาะมากกว่านี้อย่างไรจะขออนุญาตใช้สรรพนามพี่โอ๋ต่อไปนะคะ เพราะเป็นรุ่นพี่ที่นี่ด้วย
ความสุขุม ใจเย็นมาพร้อมกาลเวลา (วัย) และการฝึกฝนด้วยนะคะ แต่ก่อนไม่อยากนับหนึ่งถึงสิบ วันนี้นับได้แต่อาจยังไม่ถึงสิบค่ะ อย่างน้อยในระหว่างนับ ใจก็มีเวลาเพิ่มได้คิดใคร่ครวญ ฝึกบ่อยๆ ก็เป็นโดยธรรมชาติได้
หลายวันมานี้มีเรื่องใกล้ตัว นำความไม่สบายใจมาให้มาก ที่ไม่ได้กระทำเองโดยตรงแต่ได้ผลกระทบโดยอ้อม
คิดถึงประโยคนี้ค่ะ
มีเรื่องหลายๆเรื่องที่การไม่ทำอะไรเลยดีกว่าการตอบสนอง ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเรานั้น เป็นเพียงสิ่งที่เรามองและกำหนดเอาด้วยใจของเราเท่านั้นเอง
หากคำนึงจุดนี้ หลายเรื่องคงไม่บานปลายเป็นปัญหาใหญ่นะคะ ขอบคุณเรื่องดีๆ ที่นำมาแบ่งปันค่ะ
ดีใจกับน้อง มะปรางเปรี้ยวนะคะที่ได้รับรู้ความรู้สึกดีๆแบบนี้ได้ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เพราะจะทำให้เราทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้เวลาที่มีใครโมโหโกรธาใกล้ๆเราแล้วเราสามารถทำให้เขาเย็นลงได้ หรือเราไม่"หลง"ตามอารมณ์ไปด้วย พี่โอ๋ก็ยังแอบดีใจกับตัวเองอยู่บ่อยๆเลยค่ะ
น้องดาวลูกไก่ ชื่นชมยินดีคะ ยินดีเป็นพี่โอ๋ค่ะ (เอาหน้าตาในรูปเป็นเกณฑ์ก็ได้ค่ะ ดูหน้าคุณน้องเอ๊าะกว่าพี่โอ๋แน่นอนค่ะ) ถ้าอายุจริงๆก็คงห่างกันนิดหน่อยเท่านั้นแหละค่ะ เพราะลูกพี่โอ๋คนโตก็รุ่นเดียวกับสาวน้อยคนสวยของน้องดาวลูกไก่เลยค่ะ