เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน และ ความสุขก็เกิดขึ้นแทน

  คุณค่างานจ่ายกลาง

   การเริ่มงานที่หน่วยจ่ายกลาง ในวันที่  1   สิงหาคม  2551 ( รวมระยะเวลาทำงานมา   3  เดือนครึ่ง )  เป็นสิ่งที่ตัวฉันคิดหนัก      เพราะ ไม่มีความรู้  ไม่มีประสบการณ์  ไม่มีทักษะอะไรเลย  เหตุที่ได้มาอยู่ก็เนื่องจาก  หัวหน้างานคนเดิมได้ลาออกกะทันหัน โดยไม่มีการการมอบหมายงานเลย  แต่ยังต้องปฏิบัติงานที่ห้องคลอด  ห้องผ่าตัด  แรกๆ ก็คิดไป ต่างๆนาๆ เพราะเป็นงานที่ไม่ถนัด เพื่อนหลายคนก็หวังดีบอกว่าอย่าไปเลยไปทำอะไรดูเหมือนงานไม่มีค่า  งานก็ งั้นๆ    ไม่มีใครเขาคิดจะไปทำงานประเภทนี้หลอก   ทำให้ฉันรู้สึกสับสน  เป็นกังวล  คิดมากทีเดียวจนสิวขึ้นเต็มหน้า   แต่มาคิดอีกทีก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะสิ่งที่ฉันอยากปรับปรุงในการห่อชุดเครื่องมือก็สามารถทำได้เลย  จะตรวจสอบอะไรก็ทำได้ทันที  สิ่งที่ฉันสงสัยมาตลอดคือ แผ่นตรวจสอบทางเคมีภายในผ้าคลอด ไม่ผ่าน ทั้งที่  ผลตรวจสอบทางชีวภาพ ให้ผลลบตลอด จึงเกิด คำถามขึ้นในใจเสมอมาว่าการตรวจสอบนี้ทำอย่างไร ได้ค้นหาด้วยตัวเองบ้าง ศึกษาในข้อมูลบ้าง สอบถามผู้รู้  ทดลองหลายหนทางจนเกิดการเรียนรู้ และได้รู้ข้อเท็จจริง   ในเรื่องต่างๆ ซึ่งต้องขอบคุณทีมงานทุกคนในหน่วยจ่ายกลาง  ที่ได้ให้ข้อมูล ตั้งแต่เริ่มรู้ว่าจะได้มาอยู่ฉันต้องนั่งอ่านหนังสือทุกวันสืบค้นหาข้อมูลต่างที่เกี่ยวข้องกับงานจ่ายกลาง และศึกษาเรื่องสิ่งที่ตนเองไม่รู้และรู้ไม่จริง 

 

        เมื่อมาอยู่ใหม่ๆ  ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับเครื่องนึ่ง ดูเหมือนฟ้าไม่ปราณีฉันเลย  ใครๆก็ว่าเมื่อก่อน  ยังอยู่กันได้อย่างสงบและราบเรียบ  แต่ตอนนี้อะไรก็ชำรุด เพราะว่าเครื่องนึ่งไฟฟ้าใช้ไม่ได้ ทั้งที่  เครื่องนึ่งอีกเครื่องพบว่า spore  test  positive ในวันที่ 28 สิงหาคม 2551    ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เจอ  และแล้วพวกเรา ทีมงานก็ร่วมกันค้นหาความจริงว่าด้วยเรื่องการทำ spore  test ที่ถูกวิธี  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า งานจ่ายกลางนี้ไม่ธรรมดาซะแล้วซิ   บทเรียนครั้งนั้น ทำฉันเรียนรู้ว่า อุปสรรคทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ต้องขอบคุณ เพราะทำให้ฉันได้คิดหาวิธีที่จะเอาชนะอุปสรรคนั้นเหล่าได้ตามสติปัญญาที่ทีมเรามี  ด้วยตนเอง และขอบคุณทีมงานอีกครั้ง   ซึ่งในแต่ละวันมีเรื่องราวที่ไม่สามารถบรรยายได้ด้วยอักษร แต่พวกเราก็มีการปรับปรุงวิธีการทำงานให้สะดวกขึ้น สบายขึ้น  ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน  ลดความเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งปัญหาประจำวันที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันซึ่งทำให้เราได้แก้ไขร่วมกัน     ถึงแม้ในตอนแรกๆสิ่งที่ฉันคิดว่าต้องทำแนวทางปฏิบัติต่างๆไว้กำกับงานเพราะเดิมยังไม่มีแนวทางปฏิบัติไว้เลยและอีกอย่างการย้ายไปอยู่อาคารใหม่   ที่เกิดจากแรงผลักดันจากหัวหน้าพยาบาล   หลังจากได้ข้อเสนอแนะจากทีมพรพ.เมื่อ  2  ปีก่อน   จึงได้ไปศึกษาดูงานจากโรงพยาบาลต้นแบบหลายแห่ง  จากนั้นจึงได้ออกแบบก่อสร้างอาคารให้มีการสัญจรเป็นระบบทางเดียว  และแบ่งส่วน เป็นโซนการปฏิบัติงานที่แยกกันชัดเจน   ผู้บริหารก็เล็งเห็นความสำคัญจึงได้อนุมัติงบประมาณแต่ก็มีจำกัด   ก็ได้ย้ายเข้าไปเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม  2551  มีเฉพาะตัวอาคาร  ครุภัณฑ์ต่างๆยังต้องรอ  ก็ได้แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน  ฉันจึงคิดว่าการสรุปแนวทางปฏิบัติต่างๆนั้น  ยังต้องรอออกไปก่อนเพราะสิ่งต่างๆยังจะต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนคนที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ และบางครั้งต้องลองผิดลองถูกจนรู้จริง เช่น เครื่องนึ่งไฟฟ้าซึ่งไม่มีคู่มือการใช้งานเลย  ต้องมานั่งเฝ้าดูการทำงานของเครื่อง และเข้าใจการทำงาน   ค้นหาใน เวปไซด์  และจากแหล่งอื่นๆ  จนสามารถทำทะเบียนการตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่องได้  

 นอกจากนั้นฉันมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า   ทีมงานของเรา มีจิตใจผ่องใสที่ใฝ่การพัฒนาอยู่ในตัวของแต่ละคนอยู่แล้ว  จึงไม่เรื่องที่เราหนักใจ     หากทุกคนในทีมได้เข้าใจและเข้าถึงใจ  ต่อความต้องการที่แท้จริงของผู้รับบริการของพวกเรา  เราก็จะมอบสิ่งดีๆให้แก่กันและกัน  ซึ่งสิ่งนี้ฉันได้เรียนรู้และรับรู้ความทุกข์ของผู้ป่วยเบาหวานเมื่อหลายปีก่อน  ได้รู้ซึ้งถึง  สภาพที่เป็นจริงกับสิ่งที่ผู้ให้บริการคิดแทนผู้รับบริการ  อีกทั้งความต้องการให้เป็นดั่งใจตัวเองของผู้ให้บริการ   โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกและความต้องการ  ที่แท้จริงของผู้รับบริการนั้นเป็นสิ่งที่ฉันเข้าใจดี    จึงลองนำมาปรับใช้ในงานจ่ายกลางลองดู  สิ่งที่พวกเราทำในช่วงแรกๆก็คือ การสอบถามความต้องการเจ้าหน้าที่ผู้ใช้เครื่องมือจากหน่วยจ่ายกลางแล้วปรับเปลี่ยน Set ตามความต้องการที่พิเศษตามประเภทของแผล  จึงเห็นความพอใจของเจ้าหน้าที่ที่ใช้  Set  ทำให้ทีมเราก็เกิดความรู้สึกสุขใจเล็กๆ เพียงเท่านี้  แต่ก็ทำให้ฉันสุขใจไม่น้อย  ที่เดินเข้ามาทำงานทุกๆวัน   ฉันอยากจะพัฒนางานนี้  ด้วยเพราะว่างานนี้มันไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิดตั้งแต่แรก     แต่กลับเป็นงานที่มีคุณค่า  อย่างน้อย ก็ทำให้ฉันสุขใจเมื่อคิดจะพัฒนางาน  ฉันเริ่มรักงานอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน   แต่ที่แน่ๆฉันสามารถเปลี่ยนความคิดของตัวเองได้    ซึ่งเพียงแค่ เปลี่ยนความคิด  ชีวิตก็เปลี่ยน และ ความสุขก็เกิดขึ้นแทน  และมีพลังที่จะทำไม่เหนื่อยหน่ายอย่างบอกไม่ถูก  ซึ่งตัวฉันเองได้รับรู้ด้วยตนเอง      แต่ถ้าหากจะเปลี่ยนความคิดของคนอื่นๆ   ที่เคยบอกว่า ฉันคิดผิดที่เลือกมาทำงานที่หน่วยจ่ายกลางนั้น   คงต้องให้เขาได้เห็นผลจากการกระทำของ  พวกเราทีมงานจ่ายกลาง จะดีกว่า  ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันต้องทำให้เกิดขึ้นคือ  การพัฒนางานของทีมงานเรา  ตามรูปแบบและมีขั้นตอนที่ไม่ซ้ำกับใครมาก่อน  เพื่อผลลัพธ์ที่ดี  ให้จงได้   

         

 

        เมื่อวันที่  13-14 พฤศจิกายน 2551   ที่โรงแรมเจพีเอ็มเมอร์รัล      ฉันมีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ เป็นเรื่องที่ฉันคิดว่าฉันโชคดีที่สุดในโลก      ที่ได้มาเรียนรู้แนวคิด ใน  World café  ( การพัฒนาภาพโรงพยาบาลด้วยความรัก )

 

แล้วฉันก็ได้เรียนในสิ่งที่ฉันไม่เคยรู้  ที่ผองเพื่อนชาวสาธารณสุขที่ได้แบ่งปัน ความรู้สึกดีๆ  รับฟังเรื่องราวต่างๆที่ฉันพูด   พูดแต่เรื่องดีๆกัน  การได้ไปในสองวันนั้น  ฉันเหมือนกับไปพักผ่อน พักผ่อนทางใจ   แต่ก็ยังนึกถึงทีมงานในที่ทำงานที่หน่วยจ่ายกลาง  ที่ยังคงต้องทำงานกับสิ่งไม่มีชีวิตกับการผลิต Set ต่างๆ   เพราะหากขาดอัตรากำลังไปคนหนึ่งทีมงานต้องทำงานหนักและต้องเร่งรีบเพื่อให้ทันเวลาส่งมอบงาน เอ..ในงานในหน่วยจ่ายกลางจะเกี่ยวอะไรกับ เรื่อง  “Holistic Humanized Healthcare” หนอ... ฉันยังคิด..ตลอดเวลา  มาผิดงานแน่เลยเรา    แต่สิ่งที่ฉันได้และมีสิ่งที่ฉันตั้งใจ ที่จะมาทำหลังกลับจากได้ไปเรียนรู้ก็คือ กลับมาจะชวนทีมงาน  มาทำสิ่งที่ดีให้กับผู้ป่วย และเพื่อนร่วมงาน กัน นั่นเป็นสิ่งที่ฉันคิดอยู่ตลอดเวลา......

        ขณะทำงานฉันได้พูดคุยกับทีมในหน่วยจ่ายกลางตลอดว่า  พวกเราไม่ลองไปเยี่ยมผู้ป่วยที่เราทำ  Set ทำแผลให้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีแผลเรื้อรัง   ซึ่งพยาบาลห้องฉุกเฉิน  และผู้ป่วยใน ได้สอนการทำแผลแก่ญาติและผู้ป่วย    ก่อนกลับบ้านจำนวน  3  ราย   แต่ละรายมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน  ซึ่งพวกเราได้สอบถามพยาบาล ที่ดูแลแผล       การจัดทำ Set  ทำแผลพิเศษให้กับผู้ป่วย  3  ราย ขณะที่ทำในแต่ละครั้งพวกเรา  ก็เกิดความสงสัยถามกันทุกครั้งว่าแผลที่ทำมานานนี่  จะดีขึ้นมั๊ยหนอ เพราะไม่มีใครได้เห็นแผลผู้ป่วยเลย  พวกเราจึงตัดสินใจว่าจะไปเยี่ยมผู้ป่วยทั้ง 3 ที่บ้านด้วยเหตุที่ว่า  เราไม่รู้ว่าจะทำ  Set  ทำแผลพิเศษได้เหมาะสมกับความต้องการของ พวกเขาเหล่านั้นหรือไม่  นี่คือจุดเริ่มต้น    ที่พวกเราคิดกันมาตลอด  ซึ่งหาโอกาสที่จะไปนั้นยากเหลือเกิน  และแล้ววันที่ 13 มกราคม 2552  จึงเป็นวันที่พวกเราได้  เปิดใจรับฟังความทุกข์ของผู้อื่น  รับรู้ความทุกข์ของพวกเขา   

สิ่งอื่นๆที่พวกเราได้เห็น ในแต่ละคนขณะไปเยี่ยมบ้านในวันนั้น พวกเราได้นำมาพูดคุยถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้   

ซึ่งรอฟังในเรื่องเล่า   ที่หนึ่งในทีมงานจะเล่าให้ฟังในวันต่อๆไป  และพวกเราได้อะไรจากการไปทำกิจกรรมครั้งนี้  ต้องรอติดตามต่อ  ในตอนต่อๆไป