กระทรวงการคลังออกมายอมรับว่าการจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า

ในขณะที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณสำหรับออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมากแต่กระทรวงการคลังออกายอมรับว่าการจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลก ส่งผลให้การส่งออกติดลบ และการจัดเก็บภาษีทุกประเภทลดลง ทำให้ล่าสุดกระทรวงการคลังเตรียมปัดฝุ่นกฏหมายภาษีที่ดินและภาษีมรดกขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งหากสามารถออกมาเป็นกฏหมายได้สำเร็จจะทำให้สามารถจัดเก็บภาษีส่วนนี้ได้เพิ่มเป็นจำนวนมาก

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อวันที่ 22 มกราคม ว่า จะมีการผลักดันกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก  ตามที่ สศค. เสนอขึ้นมา เนื่องจากเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะมีการเก็บภาษีในลักษณะดังกล่าว เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคมมากขึ้น  "สศค.ได้รายงานให้ทราบว่า ได้มีการพยายามเสนอกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
มาหลายรัฐบาลแล้ว แต่ไม่สามารถออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้ เนื่องจากพอไปถึงชั้นสภาก็จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก่อน  ซึ่งหากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความเหมาะสม ก็จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเพื่อดำเนินการให้สภาพิจารณาต่อไป   ส่วนภาษีมรดก จากการอ่านรายงานของนักวิชาการและกระทรวงการคลังที่ผ่านมาพบว่า ยังมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ซึ่งยังต้องพิจารณารายละเอียดในครบถ้วน ก่อนที่จะมีการเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป"

นายกรณ์กล่าวและว่า มีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ เพราะมีภาษีหลายตัวต้องปรับปรุงแก้ไข แต่การแก้ไขปรับปรุงที่ละตัวจะทำให้ไม่มีประสิทธิภาพ ควรทำกันไปพร้อมทั้งระบบ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ ต้องดำเนินการให้รอบคอบและให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ

นายกรณ์ กล่าวว่า สศค. ยังได้เสนอให้มีการตั้งกองทุนดูแลแรงงานนอกระบบที่ปัจจุบันมีกว่า 20 ล้านคนซึ่งหลักการจะคล้ายกับกองทุนประกันสังคม  โดยดึงเงินสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มาร่วมส่วนหนึ่ง เพื่อให้แรงงานนอกระบบสามารถออมเงินเพื่อความมั่นคงในอนาคตได้ ซึ่งได้ให้ สศค. ไปทำรายละเอียดมาเสนอ เพราะหากเดินหน้าได้ภายในปีนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจอย่างมาก  นอกจากนี้ได้ให้ สศค. เดินหน้าการผลักดันกฎหมายการเงินใหม่ เช่น กฎหมายหลักประกันธุรกิจ จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำสินค้าคงคลังมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้ จะเป็นการเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ  ส่วนที่ภาคเอกชนต้องการให้ขยายมาตรการลดหย่อยภาษีอสังหาริมทรัพย์ ที่สามารถนำเงินต้นจากการซื้อบ้านใหม่มาหักลดหย่อนภาษีได้ 3 แสนบาท ให้กับผู้ที่ซื้อบ้านมือสองด้วยนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ออกมาตอนนี้ถือว่ามีเหมาะสมอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามจะรับข้อเสนอทุกเรื่องที่เสนอมา

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่าในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการจัดประชุม รัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 ที่จังหวัดภูเก็ต โดย รมว.คลังแต่ละประเทศให้การตอบรับการเข้าประชุมแล้ว ซึ่งจะมีการหารือถึงการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจของภูมิภาคจากวิกฤติโลก และมีการนำเสนอผลการประชุมต่อที่ประชุมอาเซียนซัมมิทในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้  

ขณะที่แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง ระบุว่า การขยายนำเงินต้นซื้อบ้าน 3 แสนบาทมาลดหย่อนภาษีให้กับคนซื้อบ้านเก่า จะทำให้เกิดปัญหาตามาภายหลังได้ เช่น กรณีมีการซื้อขายบ้านกันเอง เพื่อให้ได้สิทธิหักลดหย่อนภาษี 3 แสนบาท ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จะไม่ได้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเกิดความเสียหายการเก็บรายได้ภาษีตามมาอีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาระสำคัญของกฎหมายที่ดินฯ คือการกำหนดอัตราภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั่วไปไม่เกิน 0.5% ของฐานภาษี  ส่วนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อที่อยู่อาศัยของตนเองโดยไม่ประกอบเชิงพาณิชย์จัดเก็บไม่เกิน 0.1% ของฐานภาษี  ขณะที่ที่ดินประกอบเกษตรกรรมจัดเก็บไม่เกิน 0.05% ของฐานภาษี ส่วนที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน ให้เสียภาษีไม่เกิน 0.5% ใน 3 ปีแรก หากไม่ได้ทำประโยชน์อีก กำหนดให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าในทุกๆ 3 ปี แต่ไม่เกิน 2% ของฐานภาษี

อย่างไรก็ตามในการกำหนดฐานภาษีนั้นได้กำหนดให้จัดตั้งคณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีที่ดินฯ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และมีกรรมการที่มาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังเห็นชอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถออกข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อกำหนดอัตราภาษีเพิ่มขึ้นจากอัตราที่คณะกรรมการฯ กำหนด แต่ต้องไม่เกินเพดานภาษีที่กำหนดไว้ หากมีเหตุผลและความจำเป็นในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

ทั้งนี้ กฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ เป็นการยกร่างกฎหมายใหม่ โดยยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับคือ กฎหมายภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508  กฎหมายกำหนดราคาปานกลางของที่ดินสำหรับการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2529  และกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475  หรือเป็นการปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้ทันสมัย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่สำคัญยังเป็นการลดภาระงบประมาณในการจัดสรรเงินงบประมาณให้กับ อปท.  หลังจากที่พบว่า อปท.มีรายได้ลดลงจากการลดค่าธรรมเนียม การโอน และการจดจำนองที่ดิน จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์

สำหรับภาษีมรดก กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเตรียมศึกษาการจัดเก็บภาษีมรดก ซึ่งหลักการจะเก็บภาษีไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ต้องศึกษาว่าจะเก็บจากผู้ให้หรือผู้รับ และการโอนภาษี ไม่จำเป็นว่าต้องเก็บเฉพาะกรณีเก็บจากผู้เสียชีวิตแล้วเท่านั้น แต่สามารถจัดเก็บจากการโอนมรดกจากบุคคลหนึ่งไปสู่บุคคลหนึ่งที่ยังไม่เสียชีวิตได้ รวมถึงยังต้องมีหลักเกณฑ์การตีมูลค่าทรัพย์สิน ในกรณีที่เป็นการโอนมรดกที่เป็นสิ่งของ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีมากที่สุด

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)อนุมัติให้ใช้มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ออกไปอีก 6 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่1 กุมภาพันธ์- 31 กรกฎาคม 2552 โดยมีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและครอบคลุมทุกกลุ่ม เช่นน้ำประปาฟรีสำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 30 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน จะมีผู้ได้รับประโยชน์ แบ่งเป็นเขตนครหลวง 1.02 ล้านราย และเขตภูมิภาค 7.25 ล้านราย   ขณะที่มาตรการลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือนที่กำหนดไว้ 90 หน่วยต่อเดือน คาดว่าสามารถครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศประมาณ 8.81 ล้านราย  มาตรการรถเมล์ฟรี มีประชาชนได้รับประโยชน์ประมาณ 4 แสนคนต่อวัน และรถไฟชั้น 3 จะมีประชาชนได้รับประโยชน์จำนวน 3.2 ล้านคนต่อเดือน

มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายรัฐมนตรี จะใช้เวทีประชุมประจำปีของWorld Economic Forum ครั้งที่ 39 ณ เมืองดาวอส สหพันธรัฐสวิส (สวิตเซอร์แลนค์) ระหว่างวันที่ 30 มกราคม -1 กุมภาพันธ์ 2552 เพื่อชี้แจงกับผู้นำประเทศต่าง ๆ ต่อมุมมองในแง่ลบของประเทศไทยที่เกิดขึ้นภายใน 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนายอภิสิทธิ์ จะสร้างความมั่นใจต่อสายตาชาวโลก ว่า สถานการณ์การเมืองของไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และพร้อมจะเดินต่อไปข้างหน้า  ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์จะกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก ในหัวข้อ

"REBOOTING GLOBAL ECONOMY" (เศรษฐกิจที่ถูกครอบงำด้วยโลกาภิวัฒน์) นอกจากนี้จะให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์บลูมเบิร์ก สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น สำนักข่าวบีบีซี และนิตยสารไทม์ด้วย

แนวหน้า  ไทยโพสต์  คม ชัด ลึก  ผู้จัดการรายวัน  ข่าวสด  ข่าวหุ้น 23 มกราคม 2552