กกร.เตรียมเสนอมาตรการเร่งด่วนฟื้นเศรษฐกิจแก่นายกฯ

กกร.เตรียมเสนอมาตรการเร่งด่วนฟื้นเศรษฐกิจแก่นายกฯ พร้อมจัดเวทีดินเนอร์ทอล์กให้นายกฯ พบนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นภาคเอกชน ห่วงส่งออกปี 52 เจอศึกหนัก หนุนต่อเวลา 6 มาตรการ ลุ้นให้รัฐบาลอยู่นานเกิน 1 ปีเพื่อเห็นผลงาน  รัฐบาลเร่งอัดฉีดแผนและงบกระตุ้นเศรษฐกิจเข้า ครม. 13 ม.ค.นี้ หุ้นไทยเปิดปีฉลูเด้งฉลุย 28 จุด

เมื่อวันที่ 5 มกราคม นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) 3 สถาบัน ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ว่าที่ประชุม กกร.ได้เตรียมวาระเศรษฐกิจที่จะเสนอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับมาตรการเร่งด่วนที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ  และเห็นว่าควรจะจัดให้รัฐบาลพบกับภาคธุรกิจและเอกชนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ โดยจะจัดเป็นดินเนอร์ทอล์ก คาดว่าน่าจะจัดได้ช่วงปลายเดือน ม.ค.นี้

ประธานหอการค้าฯ  ระบุว่า  ภาคเอกชนยังมีความเป็นห่วงภาคการส่งออกในปีนี้ เพราะมองว่าเศรษฐกิจปีนี้จะยังไม่ฟื้น  คงชะลอตัวต่อไป ภาคเอกชนคิดว่าควรจะกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศขึ้นมารองรับภาคการส่งออก  โดยในวันพุธที่ ม.ค.นี้  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะเรียกตัวแทนภาคเอกชนไปประเมินสถานการณ์ก่อน แต่อย่าคาดหวังว่าจะโตมากนัก  เพราะตลาดโลกซบเซามาก บางอุตสาหกรรมยอดสั่งซื้อปีนี้ก็ลดลง 20-30% แล้ว ซึ่งจะต้องพยายามรักษาและหาตลาดใหม่ ๆ มาทดแทนด้วย "หวังว่ารัฐบาลชุดนี้น่าจะอยู่นานพอที่จะทำงานสำคัญ ๆ  ในระยะเบื้องต้นได้   โดยมองว่าถ้าอยู่นาน 1 ปีถึง 1 ปีครึ่งก็น่าจะพอที่จะทำตามข้อเสนอเร่งด่วนที่เสนอไปได้ แต่หากน้อยกว่านี้ก็ไม่สามารถดำเนินการได้  เพราะอย่างน้อย 1 ปีก็น่าจะเห็นผลงานต่าง ๆ ได้" นายประมนต์กล่าว

สำหรับการที่รัฐบาลจะขยายระยะเวลา 6 มาตรการนั้น นายประมนต์เห็นว่า จะเป็นประโยชน์แก่ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งบางมาตรการไม่จำเป็นก็ควรยกเลิก เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง และควรออกมาตรการอื่นทดแทนเพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ เพราะขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัว ส่วนกรณีที่รัฐบาลยังไม่จะปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี)  จะเป็นภาระต่อบริษัท ปตท.  จำกัด (มหาชน) พอสมควรที่จะต้องรับภาระส่วนต่างราคา แต่ในอนาคตคงจะต้องมีการปรับราคาให้สอดคล้องกับภาวะตลาด

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ในวันที่ 6 ม.ค.นี้ กกร.จะการหารือร่วมกับประธานวุฒิสภา และกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ เพื่อประเมินเรื่องสถานการณ์แรงงาน และต้นทุนโลจิสติกส์ โดยปีนี้ภาคเอกชนเป็นห่วงภาคการส่งออก มองว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 0-5% แต่หากจะให้ได้ 5% ก็คงจะต้องทำงานหนัก และรัฐบาลจะต้องอยู่นาน เพราะยิ่งอยู่นานเท่าไหร่ความเชื่อมั่นก็จะยิ่งดีขึ้น โดยมองว่าหากอยู่เกิน 3 เดือนแล้วมีผลงาน ประชาชนก็คงอยากให้อยู่นาน  ส่วนการขยายเวลา  6 มาตรการ เห็นด้วยที่จะให้มีอยู่ แต่อาจจะปรับปรุงรายละเอียดบางมาตรการ และเห็นด้วยที่รัฐบาลจะชะลอหรือทบทวนการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม 

ด้านนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการหารือ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เกี่ยวกับการปรับราคาก๊าซแอลพีจีว่า ปัจจุบันสถานการณ์ราคาน้ำมันและก๊าซแอลพีจีเปลี่ยนไป สมมติฐานต่างจากราคาปัจจุบันในตลาดโลกมาก เพราะฉะนั้นทางกระทรวงพลังงานจะกลับไปดู  ส่วนกรณีของราคาก๊าซเอ็นจีวีนั้นที่มีการเกรงกันว่าจะขึ้นราคาทาง นพ.วรรณรัตน์ยืนยันว่า ไม่มีความคิดจะขึ้นราคาเอ็นจีวีแต่อย่างใด 

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูงานด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยภายหลังการประชุมจัดทำร่างกรอบบริหารราชการแผ่นดิน ระยะ 3 ปี ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ว่าในวันที่ 6 ม.ค.นี้ นายกฯ จะชี้แจงและมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการทั่วประเทศ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 14.00 น. จากนั้นนายกรัฐมนตรีขอให้เร่งผลักดันแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่ออัดฉีดสู่ประชาชนราวเดือนมีนาคม-เมษายน ควบคู่กับร่างแผนบริหารราชการแผ่นดินที่จะจัดทำให้เสร็จภายในสัปดาห์หน้า และจะนำร่างเข้าขอความเห็นชอบต่อ ครม.ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ต่อไป ดังนั้นไอเดียหรือแนวคิดจะไม่สำคัญเท่าไปกว่าแผนที่เป็นรูปธรรม สามารถจัดทำแผนให้ประชาชนได้ประโยชน์โดยแท้จริง "ตามกรอบบริหารราชการแผ่นดินรัฐบาลจะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทุกภาคส่วนภายในเดือนมกราคม2552มนโยบายของรัฐบาล และมาตรการเร่งด่วน เช่น แผนกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ แผนแก้ปัญหาการว่างงาน  แผนแก้ไขปัญหาภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี  ทั้งภาคส่งออกและภาคการท่องเที่ยว รวมไปถึงแผนงานเศรษฐกิจพอเพียงโดยคาดว่าในไตรมาสแรกของปี 2552 เศรษฐกิจโดยรวมของไทยจะมีอัตราการขยายตัวขึ้น" นายกอร์ปศักดิ์กล่าว

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในการเสวนาหัวข้อ "การกอบกู้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย" จัดโดยสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่ารัฐบาลเตรียมจะเสนอแผนการจัดทำงบประมาณกลางปีเพิ่มเติม 1 แสนล้านบาท ให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาเห็นชอบในการประชุม ครม. วันที่ 13 ม.ค.นี้ จากนั้นจะเสนอเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 21  ม.ค. ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเร่งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภคมีเงินใช้จ่ายหมุนเวียนมากขึ้น  และยืนยันว่าเงินงบประมาณในส่วนนี้จะไม่ใช้ในโครงการเมกะโปรเจ็กต์อย่างแน่นอน แต่จะเน้นกระจายลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคมากขึ้น

รมว.คลังระบุว่า รัฐบาลประเมินว่าในช่วง 2-3 เดือนที่จะถึงนี้ จะมีการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท และเชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยมีโอกาสขยายตัวได้ดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์กันไว้ได้ภายในปีนี้ อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าด้วย เพราะไทยพึ่งพาการส่งออกสูงกว่า 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)  "รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงประสานการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ถ้าเราประสบความสำเร็จในการหลอมประสานระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ เราจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะ 1-2 ปีข้างหน้าได้" รมว.คลังกล่าว

ไทยโพสต์ (บางส่วน)  กรุงเทพธุรกิจ 6 มกราคม 2552