ครูก็คือครู ที่รักและห่วงใยลูกศิษย์ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ โดยไม่หวังสิ่งใดใดตอบแทน

#ครูทรงชัย  วรรณกุล# ครูผู้สืบสานวัฒนธรรมไท-ยวน#ได้ถึงแก่กรรมแล้วเมื่อบ่ายวันอังคารที่ 7 พฤษภาคม 2561 ที่ศูนย์วัฒนธรรมไท-ยวน#  อำเภอเสาไห้  จังหวัดสระบุรี  

... เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ผมได้ไปกราบท่าน แล้วเขียนบันทึกเรื่องราวของท่านไว้  จึงขอนำมาเล่าให้ฟังต่อในโอกาสนี้ครับ...

    ************************

ปีใหม่นี้(2552)ผมได้ทำกิจกรรมที่เป็นมงคลแก่ตนเองหลังเกษียณอายุราชการหลายอย่าง  เช่นได้เชิญชวนญาติผู้ใหญ่และมิตรสหายที่สนิทชิดเชื้อเป็นพิเศษมารับประทานอาหารที่บ้านในฝันหลังใหม่ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่อำเภอไทรน้อย  ได้ออกกำลังกายตามหลักสูตรอย่างเป็นระบบ  ได้ไปทำบุญไหว้พระที่วัด เป็นต้น 
         แต่เรื่องที่ผมมีความประทับใจมากที่สุดคือการพาครอบครัวไปกราบคารวะและขอพรคุณครูที่อยู่ในหัวใจของผมตลอดมา  คือคุณครูทรงชัย วรรณกุล#  ที่ศูนย์วัฒนธรรมไท-ยวน
 #  อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ซึ่งตอนนี้ท่านได้กลายเป็นบุคคลสำคัญของชาวสระบุรี และของชาวไทยทั่วประเทศไปแล้ว
        ผมเองรู้สึกผิดอย่างมากที่ตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมออกมาเกือบร่วม 50 ปีแล้ว ยังไม่ได้ไปกราบคุณครู ทั้งที่ใจไม่เคยลืมคุณครูท่านนี้เลย  ก็คงเป็นเหมือนศิษย์อีกหลายๆคนที่ปฏิบัติกัน จนทำให้เขาเปรียบครูว่า
“เหมือนเรือจ้าง” ที่ส่งศิษย์ขึ้นฝั่งแล้วศิษย์ก็หายวับไปกับตา 
         
       
คุณครูทรงชัยในวันนี้ ท่านอายุ 70 ปีแล้ว  แม้ท่านจะเปลี่ยนทรงผมไปให้เข้ากับวัฒนธรรมไท-ยวนที่ท่านมุ่งสืบสาน  แต่ก็ดูท่านยังกระฉับกระเฉง  แข็งแรง สง่างาม ไม่ทิ้งแววแห่งความเป็นครูพลศึกษาที่ผมเห็นมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก 
         ทันทีที่ผมเข้าไปกราบท่าน  ท่านจ้องมองหน้าผมครู่หนึ่ง  แล้วยิ้มออกมาอย่างดีใจ  เรียกชื่อผมออกมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน พร้อมทั้งบอกตำบลบ้านเกิด  ถามถึงพี่ชายที่เคยเป็นศิษย์ท่าน(ไม่เคยไปหาท่านเหมือนกัน)  ไม่มีคำตำหนิจากปากท่านแม้แต่น้อย ที่ไม่เคยมาหาครู  และไม่มีคำกระแนะกระแหนอย่างที่ผมเคยคาดการณ์ไว้ว่าจะได้ยิน  “พอครูมีชื่อเสียงโด่งดังแล้วจึงมาหาใช่ไหม?”
           ครูก็คือครู ที่รักและห่วงใยลูกศิษย์ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์  โดยไม่หวังสิ่งใดใดตอบแทน  ผมไม่มีกระเช้าสวยๆมากราบคุณครู  มีเพียงผักคะน้า  ผักกวางตุ้ง  ผักกาด  และคื่นช่าย ที่ปลูกกับมือมาฝากท่านถุงหนึ่ง  ซึ่งดูท่านจะดีใจที่ได้พบผมมากกว่า
         
      
ท่านถามสารทุกข์สุกดิบของผมกับครอบครัวอย่างอาทร  ถามถึงความสำร็จในหน้าที่การงาน ผมก็เล่าให้ท่านฟังตามความเป็นจริง ซึ่งผมก็ไม่รู้สึกว่าตนประสบความสำเร็จหรือมีความสูงส่งใดใด   แต่ดูท่านดีใจและภูมิใจในตัวศิษย์เหลือเกิน  ถึงกับหลุดปากออกมาว่า
          “ได้สายสะพายถึงสายที่สาม ก็ระดับนายพลนะสิ  ครูไม่นึกว่าไอ้เด็กบ้านนอก  ตัวผอมกะหร่องของครู  มันจะมาถึงวันนี้ได้...”
         นึกย้อนอดีตตอนผมเป็นนักเรียนโรงเรียนสระบุรี (ปัจจุบันชื่อโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม) หรือสมัยนั้นเรียกว่าโรงเรียนชาย ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด มีอาคารยาวหลังเดียว  แบ่งเป็นโรงเรียนสหายหญิงอีกซีกหนึ่ง   ทั้งโรงเรียนมีครูพลศึกษาเพียงคนเดียว  คือ คุณครูทรงชัย ท่านต้องสอนนักเรียนทุกคน (ประมาณ 500 คน)  ตั้งแต่ชั้น ม.ศ. 1 – ม.ศ.5    ตอนนั้นเรารู้แต่ว่าบ้านท่านอยู่แถวตำบลต้นตาล  อำเภอเสาไห้   ภาพที่เราเห็นจนชินตาทุกเช้า จะเห็นท่านขี่ม้าเลาะชายทุ่งมาผูกไว้ริมสนามฟุตบอล  ภาพของท่าน ทั้งใบหน้า ท่าทางและการยิ้ม ช่างสง่างาม เหมือนกับพระเอกหนังไทยที่โด่งดังสมัยนั้นคือ สมบติ  เมทะนี ไม่ผิดเพี้ยน
           ผมนึกถึงตนเองตอนเป็นเด็ก ที่รูปร่างผอมกะหร่องจนครูคนอื่นตั้งฉายาให้ว่า “สตีฟลีบ” คงล้อเลียน “สตีฟลีฟ” ดารานักกล้ามที่โด่งดังสมัยนั้น  เวลาเรียนวิชาพลศึกษา ที่ต้องออกกำลังกายบนบาร์คู่  ตอนขึ้นข้อหัวบาร์ และวิดบาร์ เด็กคนอื่นๆที่รูปร่างเขาสมส่วน เขาก็ทำได้อย่างทะมัดทะแมง  แต่พอถึงคิวผมครั้งใด เพื่อนๆก็จะส่งเสียงเชียร์ ด้วยความขบขัน”
        “ สตีฟลีบสู้เขา...”
        แต่คุณครูทรงชัย ท่านไม่เคยแสดงความขบขันหรือเห็นความบกพร่องในรูปร่างของผมเลย ท่านจะปรามเพื่อนๆไม่ให้ล้อเลียนด้วยคำพูด  สอนไม่ให้ดูถูกคนอื่น ให้เคารพในความเป็นมนุษย์   การสอนของท่านจะดูพื้นฐานของผู้เรียนแต่ละคนแล้วอธิบาย สาธิตให้ดู  ฝึกทักษะย่อยๆ อย่างช้าๆ ดูพัฒนาการอย่างเป็นขั้นตอน ท่านให้กำลังใจผมระหว่างฝึกตลอดเวลา ทำให้ผมไม่รู้สึกว่าตนเองมีปมด้อยและตั้งใจฝึกตามที่ครูสอน  แม้ผลที่ออกมาจะไม่สามารถเทียบเคียงกับคนอื่นที่เก่งๆได้  แต่ก็มีความก้าวหน้ามากขึ้นในระดับหนึ่ง  จนสามารถผ่านหลักสูตรได้สำเร็จ และไม่เคยสอบตกในวิชาของท่านเลย
        เมื่อผมมาเป็นศึกษานิเทศก์ ใหม่ๆ  เวลานิเทศการสอนของครู  ก็นึกถึงตัวอย่างการสอนและการวัดผลประเมินผลของคุณครูทรงชัยเป็นต้นแบบว่า   การสอนวิชาทักษะ  ต้องเริ่มต้นจากการดูพื้นฐานนักเรียน  สาธิตทักษะรวม แล้วสาธิตทักษะย่อยอย่างช้าๆประกอบคำอธิบายที่กระจ่างชัด  สังเกตความเข้าใจของผู้เรียน  แล้วให้ลองฝึกทักษะย่อยๆอย่างเป็นขั้นตอน  คอยสังเกตดู ถ้าทำไม่ถูกต้อง  ก็สอนแนะ แก้ไข  ให้กำลังใจ  อดทนฝึกสอนจนเขาปฏิบัติได้  และให้ฝึกซ้ำๆจนติดเป็นทักษะที่ถาวร
         การวัดและการประเมินผล  แม้จะกำหนดเกณฑ์กลางๆเอาไว้  เช่น ถ้ากระโดดสูงต้องให้ได้ไม่น้อยกว่า   1 เมตร แต่เวลาปฏิบัติจริงก็ต้องยืดหยุ่นตามสภาพพื้นฐานของผู้เรียนแต่ละคนด้วย  เช่นถ้าเด็กอ้วนไปก็จะลดเกณฑ์ลงมาเหลือ 80 เซนติเมตร เป็นต้น
        คุณครูทรงชัยได้เล่าเบื้องหลังที่ มาตั้งศูนย์วัฒนธรรมไท-ยวน  ว่า 
      
ที่ตรงนี้เดิมเป็นที่นาตระกูลของครู  ครูมีความสำนึกว่าตนเป็นชาวไท – ยวน พอได้ศึกษาประวัติศาสตร์ไท-ยวนอย่างจริงจัง  ก็เกิดความสำนึกที่อยากจะอนุรักษ์วัฒนธรรมไท-ยวนให้ปรากฎ  โดยจะใช้ความเป็นครูที่มีอยู่ในจิตวิญญาน มุ่งเผยแพร่ อบรมสั่งสอน ปลุกจิตสำนึกของเยาวชนชาวไท-ยวน ให้เกิดความรัก ความภาคภูมิใจ อนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไท-ยวนให้เป็นวิถีชีวิตที่ยั่งยืน   จึงเริ่มสร้างบ้านทรงไทยหลังแรกในที่ดินผืนนี้ด้วยเงินเดือนครู ตั้งแต่ยังไม่มีถนนหนทาง ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ได้อาศัยน้ำจากแม่น้ำป่าสัก และขุดคลองหลังบ้านขึ้นเอง  ครูได้เริ่มสะสมของเก่า หามาเก็บรักษาเพิ่มขึ้น  ต่อมาได้ซื้อเรือนไทยหลังที่ 2 จากเจ้าของเดิมที่นิยมสร้างตึกแทนเรือนไม้ ในราคา 6,000 บาท หลังจากนั้นก็ได้ซื้อเรือนเก่าและต่อเติมสะสมขึ้นมาเรื่อยๆดังที่เห็นในปัจจุบัน หลังจากจบชีวิตราชการครู  ก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรมชาวไท-ยวน จึงทำหน้าที่เป็นครูต่อไปอีก  คงต้องเป็นครูจนตลอดชีวิตนั่นแหละ
        
     
คุณครูทรงชัยในวันนี้ ก็ยังทำหน้าที่เป็นครูสอนผมอยู่เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนจากสอนวิชาพลศึกษามาเป็นสอนประวัติศาสตร์ ท่านเล่าถึงประวัติความเป็นมาของชาวไท-ยวนที่เสาไห้ ให้ฟังว่า     
      
“จากอดีตครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ใน พ.ศ 2347 ได้มีบัญชาให้เจ้าพระยายมราชยกทัพหลวงไปร่วมกับหัวเมืองฝ่ายเหนือ เชียงใหม่ น่าน ลำปาง และเวียงจันทน์ จัดทัพเป็น 5 ทัพ ยกไปตีเมืองเชียงแสน หลังจากล้อมเมืองอยู่ได้ 1-2 เดือน จึงตีเชียงแสนสำเร็จ ได้ทำการเผาทำลายป้อมปราการ กำแพงเมือง และกวาดต้อนผู้คนชาวเชียงแสนได้ประมาณ 23,000 คนเศษ ชาวเชียงแสนส่วนหนึ่งได้อพยพเข้าไปอยู่ในเชียงใหม่ น่าน ลำปาง เวียงจันทน์ อีกส่วนหนึ่งได้อพยพเข้าอยู่ในสระบุรี และราชบุรี เรียกตัวเองว่า ไท - ยวน
       
 ชาวไท - ยวน ในสระบุรี แรกเริ่มอาศัยอยู่ตามสองฝั่งของแม่น้ำป่าสัก ทั้งซ้ายและขวา เหนือจรดใต้ ใช้ชีวิต โดยผู้หญิงทำนา เลี้ยงลูก และทอผ้า ส่วนผู้ชายก็มีอาชีพทำนา หาฟืน เลี้ยงสัตว์ และจักสาน ต่อมาได้รับเอาอารยธรรมจากส่วนกลางเพิ่มขึ้น จนถึงในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งพัฒนาการคมนาคมจากทางน้ำเป็นทางบก และให้เมืองสระบุรีเป็นเมืองผ่าน ทำให้วิถีชีวิตของชาวไท - ยวนเปลี่ยนแปลงมากขึ้น จนถึงปัจจุบัน ชาวไท - ยวนในสระบุรี สืบเชื้อสายกันมาถึง 5 ชั่วคน นับได้ 205 ปี จำนวนชาวไท - ยวนนับได้ราว 80,000 คน กระจายอยู่ในทุกอำเภอของสระบุรี อำเภอที่มีชาวไท - ยวนอาศัยอยู่มากที่สุดคือ อำเภอเสาไห้
          ระหว่างที่
คุณครูทรงชัยพาผมและครอบครัวชมบ้านทรงไทยแต่ละหลัง และให้ความรู้อย่างครูกับศิษย์อยู่นั้น  เราได้เห็นผู้เยี่ยมชมจากต่างถิ่นทยอยเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย  อีกมุมหนึ่งจะเป็นกลุ่มเยาวชนไท-ยวนตัวน้อยๆกำลังฝึกฟ้อนรำตามวัฒนธรรมดั้งเดิม ที่มีคุณครูซึ่งเป็นภรรยาของคุณครูทรงชัยทำการฝึกสอนให้   ...วิถีชีวิตที่เงียบสงบและมีความหมาย ณ ริมฝั่งแม่น้ำป่าสักแห่งนี้  ช่างเป็นบรรยากาศ ที่น่าอยู่ น่าประทับใจยิ่งนัก
         
        
       
หากใครต้องการสัมผัส
บรรยากาศ ณ ที่แห่งนี้ อันเป็นสถานที่เคยถ่ายทำละครทีวีย้อนยุคมาหลายเรื่อง  เช่น พระเจ้าตากสินมหาราช  ปี่แก้วนางหงส์  สู่ฝันนิรันดร ฯลฯ (รวมทั้งเรื่องบุพเพสันนิวาสด้วย) และอยากมาร่วมสืบสานวัฒนธรรมไท-ยวน กับคุณครูทรงชัย  วรรณกุล  ก็สามารถเดินทางมาได้ตามเส้นทางถนนเลี่ยงเมืองสระบุรี-ลพบุรี เลยสี่แยกเสาไห้ ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำป่าสักประมาณ 1 กิโลเมตร  แล้วเลี้ยวซ้ายตรงทางแยกเข้าบ้านปากบาง ไปไม่ไกลนัก  ก็จะเห็นหมู่บ้านทรงไทยอันสงบร่มเย็น  โทรศัพท์ 036-725224, 036-391100  ท่านสามารถเยี่ยมชมหรือพักค้างคืนแบบโฮมสเตย์เป็นครอบครัวหรือเป็นกลุ่มก็ได้ 
                คุณครูทรงชัยบอกว่า 
      
“ถ้าต้องการความสงบ ร่มเย็นกับความเป็นธรรมชาติ  อยากศึกษาวิถีชีวิตแบบย้อนยุคก็มาที่นี่  แต่ถ้าต้องการความสะดวกสบายแบบสมัยใหม่ก็ต้องไปที่โรงแรมหรือรีสอร์ท”
        นี่คือคุณครูทรงชัย  วรรณกุล ผู้อุทิศทั้งชีวิตให้กับการเป็นครู
..


                                *************************