SPBB,ABC,MTEF,EVA

ระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์

(Strategic Performance-Based Budgeting System-SPBBS)

                การปฎิรูประบบราชการนั้น มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ระบบราชการ เป็นกลไกที่จะเอื้อต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของทุกภาคส่วน และทุกคน ตลอดจนเพื่อความสามารถในการแข่งขัน ในระดับโลกได้ มาตราการหนึ่งที่มีการปรับปรุงพัฒนา คือ การปรับเปลี่ยนระบบงบประมาณจากเดิม ที่มุ่งเน้นการควบคุมการใช้ทรัพยากร มาเป็นระบบที่มุ่งเน้น ผลผลิต (Outputs) และ ผลลัพท์ (Outcomes) ของงาน เพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม เป็นระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ตามยุทธศาสตร์ (Strategy Performance Based Budgeting - SPBB)   
                ระบบงบประมาณแบบนี้บางทีเรียกว่า งบประมาณแบบแสดงแผนงาน
( Program Budgeting ) เริ่มใช้ครั้งแรกในประเทศสหรับอเมริกาในปี ค..1964 มีจุดเริ่มต้นการพัฒนาจากบริษัท ( General Motors ในปี 1924 )  PPB หรือ PPBS   มีลักษณะสำคัญคือ

·         PPBS นำเอาการวางแผนระยะยาว  ( 3 - 5 ปี )  มาใช้ในการกำหนดวงเงินงบประมาณ    การวางแผนจะเชื่อมโยงกับนโยบาย เป้าหมายของรัฐบาล และเห็นภาพการดำเนินงานที่ต่อเนื่องไปในอนาคต

·         จัดทำแผนงานแยกตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละด้าน เช่น นโยบายด้านเศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ

·         จำแนกแผนงานเป็นแผนงานหลัก แผนงานรอง โครงการหลัก โครงการรอง และกิจกรรม และจำแนกงบประมาณตามแผนงาน / โครงการ

·         จะต้องกำหนดและวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของโครงการ   ผลลัพธ์  และผลกระทบที่เกิดขึ้นของโครงการ

·         วิเคราะห์ทางเลือกต่าง ๆ เพื่อเลือกวิถีทางที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ

·         พิจารณาค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโครงการ

·         PPBS จะเน้นการวิเคราะห์ ซึ่งมีเทคนิคการวิเคราะห์ต่าง ๆ ที่นำมาใช้ ได้แก่ System analysis, Zero base budget analysis, Quantitative analysis, Qualitative analysis, Marginal analysis และ Cost effectiveness หรือ Cost - benefit analysis

·         การเสนอของบประมาณต้องจัดทำเอกสาร 3 ชุด คือ

1.        Program Memorandum ( PM ) เป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นโครงสร้างของสายงาน ความสัมพันธ์ของแผนงาน โครงการ วัตถุประสงค์ ผลงาน และผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ

2.        Program Financial Plan ( PFP ) เป็นแผนการใช้จ่ายของโครงการที่ต้องการเงิน-
งบประมาณในระยะยาว เพื่อเป็นหลักประกันว่าโครงการจะดำเนินต่อไปได้ในปี
ต่อ ๆ ไป

3.        Special Study ( SS ) เป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นถึงการวิเคราะห์โครงการและ
ทางเลือกโครงการต่าง ๆ

แนวคิดของระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์

1. รัฐบาลสมารถใช้วิธีการและกระบวนการงบประมาณให้เป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดผลสำเร็จตามนโยบาย และให้เห็นผลที่ประชาชนได้รับจากรัฐบาล

2. มุ่งเน้นให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณ ที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล โดยคำนึงถึงความโปร่งใส

3. มอบความคล่องตัวในการจัดทำและบริหารงบประมาณให้กับผู้ปฏิบัติ (Devolution) ในขณะเดียวกันหน่วยปฏิบัติจะต้องแสดงถึงความรับผิดชอบ (Accountobility) จากการนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดผลตามยุทธศาสตร์และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน โดยผ่านระบบตรวจสอบผลการปฏิบัติงานและผลทางการเงินที่รวดเร็ว ทันสมัย

                จากระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าระบบจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสของโลกาภิวัฒน์ที่รวดเร็ว รวมทั้งปัจจัย  เงื่อนไขต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ   สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ  สังคม  และการเมืองที่ถูกกำหนดโดยกติกาในสากลโลก  ทำให้สังคมโลกตกอยู่ในสถานการณ์แข่งขันกันมากขึ้น  ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ  ทำให้การเคลื่อนย้ายข้อมูลข่าวสาร  เงินทุน สินค้าและคน  ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว  ดังนั้นรัฐบาลจะต้องปฏิรูปวิธีการ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลมากขึ้น   การปฏิรูประบบดังกล่าวที่ว่าควรมีการถ่ายโอนอำนาจการตัดสินใจ และความคล่องตัวให้แก่หน่วยงานปฏิบัติควบคู่ไปกับการเสริมสร้างภาระรับผิดชอบในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน  รวมถึงการสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้นด้วย

 

                                                           การคิดต้นทุนของการผลิตภัณฑ์แบ่งแยกตามกิจกรรม

                                                                               (Activity Base Costing: ABC)             
                ในกระบวนการผลิตสินค้าหรือบริการนั้นโดยปกติสมมุติฐานที่ตั้งไว้ก็คือเราจะมีสินค้าและบริการที่ดี ส่งมอบทันเวลาและสินค้าและบริการต้องเป็นที่พอใจของผู้บริโภคและกิจการจะมีกำไรจากการขายสินค้าหรือบริการนั้นแต่ในโลกแห่งความเป็นจริงมักไม่เป็นเช่นนั้น
  ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องหาวิธีการที่จะทำให้สามารถคำนวณหาต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าได้โดยใช้วิธีการ Activity Base Costing หรือ การคิดต้นทุนของการผลิตภัณฑ์แบ่งแยกตามกิจกรรม ซึ่งแต่เดิม ณ. การคิดมูลค่าที่ บัญชีแยกประเภทอาจให้ความสนใจน้อยเกี่ยวกับ วิธีการเฉลี่ยค่าต้นทุน โดยอาจเป็นการตัดสินมูลค่านั้นๆ จากแผนกบัญชีเป็นหลัก ซึ่งอาจมีผลทำให้ ค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้น ถูกแบ่งเฉลี่ยไปให้แต่ละฝ่ายหรือผลิตภัณฑ์ ไม่ถูกต้องเพียงพอ และในที่สุด ผลรวม ที่บัญชีแยกประเภทอาจจะไม่ตรง ถ้ามองบนพื้นฐานของ ABC ทั้งนี้มิได้หมายความว่าทุกอย่างที่ไม่ได้ทำแบบ ABCนั้นผิด

ประโยชน์ของการคิดต้นทุนของการผลิตภัณฑ์แบ่งแยกตามกิจกรรม
1.  ช่วยให้เราจะชี้ชัดลงไปได้ว่าสินค้าใดทำกำไรหรือสินค้าใดทำให้ขาดทุน

2.สามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจเปรียบเทียบว่ากิจกรรมนั้นๆควรจะทำเองหรือจ้างบริการภายนอกทำจะคุ้มกว่ากัน

3. สามารถใช้ผลของมันมาพิจารณาในการลดต้นทุนได้
4. ผลที่ได้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนเชิงกลยุทธในภาวะที่มีการแข่งขันสูง
วิธีการคำนวณต้นทุนแบบ
ABC
                การคำนวณต้นทุนแบบนี้จะให้ความสำคัญต่อการที่จะค้นหาว่าค่าใช้จ่ายโรงงานถูกใช้ไปจริงในแต่ละกิจกรรมของกระบวนการผลิตเป็นเท่าใด  เพราะต้นทุนรวมเกิดจากผลรวมของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกิจกรรมต่างๆ ดังนั้นหากเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละกิจกรรมในกระบวนการผลิตได้อย่างลึกซึ้ง  จะ สามารถนำมาใช้ในการวางแผนเกี่ยวกับการควบคุมต้นทุนได้เป็นอย่างดี
เมื่อไหร่จึงจำเป็นจะต้อง นำการคำนวณต้นทุนแบบ
ABC มาใช้
                1. เมื่อพบว่าค่าใช้จ่ายโรงงานสูงผิดปกติ
                2. เมื่อมีการผลิตหลายๆ ผลิตภัณฑ์
                3. เมื่อรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเลขต้นทุนของแต่ละผลิตภัณฑ์
                4.  เมื่อมีการแข่งขันสูง

การจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง

(Medium Term Expenditure Framework: MTEF)              

                การจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง  หมายถึง การจัดทำกรอบประมาณการงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะ 3 – 5 ปี ซึ่งจะแสดงภาพรวมของภาระงบประมาณที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภายใต้การดำเนินงานตามนโยบาย / ยุทธศาสตร์ที่ดำเนินการในปัจจุบัน  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ส่วนราชการ  รัฐวิสาหกิจ  และหน่วยงานอื่นภาครัฐทบทวนเป้าหมายผลผลิตและประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าตามนโยบายต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณปีงบประมาณ พ.. 2547ซึ่งมีผลให้ต้องดำเนินการต่อไปในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 และประมาณการเป้าหมายผลผลิต รวมทั้งประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าของผลผลิตที่จะดำเนินการตามนโยบายใหม่ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลของประเทศในการวางแผนงบประมาณ และเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐบาลในการกำหนดทางเลือกของการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ นโยบายการคลังระยะปานกลาง และเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศ

ระดับของการจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง

การจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางมี 2 ระดับได้แก่
1. กรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางระดับประเทศ (Top-down MTEF)

การจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางระดับประเทศเป็นการกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายของประเทศระยะเวลา 4 ปี ซึ่งพิจารณาจากกรอบเศรษฐกิจ และการคลังมหภาค ดังต่อไปนี้

1.1 ประมาณการภาวะเศรษฐกิจ 4 ปี ประกอบด้วย ข้อมูลการส่งออกสินค้าและบริการ การนำเข้าสินค้าและบริการ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และอัตราเงินเฟ้อ

              1.2 ประมาณการรายได้ 4 ปี

1.3 ประมาณการภาระหนี้ 4 ปี

1.4 นโยบายงบประมาณ (สมดุล/ขาดดุล/เกินดุล) 4 ปี

1.5 นโยบายรัฐบาล / แผนพัฒนาเศรษฐกิจ / ทิศทางการจัดสรรงบประมาณ 4 ปี

ทั้งนี้ การกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางดังกล่าว เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างหน่วยงานกลาง 4 แห่ง ได้แก่ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย

2. กรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางระดับกระทรวง /หน่วยงาน (Bottom-up MTEF)

การจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางในระดับกระทรวง / หน่วยงาน เป็นการจัดทำวงเงินงบประมาณในระดับกระทรวง และหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง ระยะเวลา 4 ปี โดยในการดำเนินการจะต้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์ เป้าหมายการให้บริการ เป้าหมายผลผลิต ผลลัพธ์ และค่าใช้จ่ายผลผลิต เพื่อเป็นกรอบในการประมาณการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

หลักการในการจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางในระดับกระทรวง /หน่วยงาน

                1. การจัดทำประมาณการรายจ่ายล่วงหน้า 3 ปี ซึ่งจะแสดงเฉพาะภาพรวมของภาระงบประมาณที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณที่รัฐบาลกำหนดของปีที่จัดทำงบประมาณ ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ งาน/โครงการ และผลผลิตตามนโยบายต่อเนื่อง และงาน/โครงการ และผลผลิตตามนโยบายใหม่ หากกล่าวในเชิงของการจัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน จะหมายถึง การแสดงเป้าหมายผลผลิต และค่าใช้จ่ายผลผลิตในระยะ 3 ปีล่วงหน้า ภายใต้แผนงาน/งาน/โครงการตามนโยบายที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาล ในปีงบประมาณนั้น

                2. การวางแผนงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องกันไป (Rolling Plan) ประมาณการงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าของปีที่ 1 จะนำมาใช้เป็นฐานงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีต่อไป ดังนั้น การประมาณการงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าของหน่วยงานจะต้องอาศัยหลักการวิเคราะห์ และประมาณการบนพื้นฐานของความเป็นไปได้ในการดำเนินงานด้วยความระมัดระวังเช่นเดียวกับการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อจะนำมาใช้เป็นฐานสำหรับการจัดทำงบประมาณปีต่อ ๆ ไป

                3. ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางในปีถัดไปหรือปีที่ 2 อาจจะต้องมีการทบทวนปรับตัวเลขประมาณการรายจ่ายล่วงหน้า (Rolling Plan) โดยประเด็นการทบทวนหลัก ๆ ได้แก่

                                3.1 ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตลอดจนระดับราคาที่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ จะต้องใช้ตัวเลขที่หน่วยงานกลาง เช่น สำนักงบประมาณประกาศใช้

                                3.2 ยุทธศาสตร์หรือนโยบายใหม่ของรัฐบาล

                                3.3 ผลการดำเนินงาน และรายงานการเงินของส่วนราชการ

สรุปได้ว่าMTEF เป็นพื้นฐานของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี โดยนำแผนที่กำหนดไว้เดิมมาพิจารณาต่อเนื่อง คือ ประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าของปีที่ 1 จะนำมาใช้เป็นฐานในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีต่อไป ซึ่งจะช่วยลดภาระการพิจารณาคำของบประมาณในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับหน่วยงาน รัฐมนตรีที่กำกับดูแล และระดับหน่วยงานกลางในการพิจารณาภาพรวม โดยจะใช้เวลาในการมุ่งพิจารณารายละเอียดเฉพาะคำของบประมาณที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย การทบทวนแผน/ผลการดำเนินงาน และคำของบประมาณตามนโยบายใหม่

มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐศาสตร์
Economic Value Added: EVA

                ในปัจจุบัน มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Value Added หรือ EVA) ได้รับการยอมรับว่าเป็นมาตรวัดที่สามารถบ่งชี้ผลงานโดยรวมของบริษัทได้อย่างเหมาะสมมากกว่ามาตรวัดอื่นๆ EVA เป็นการคำนวณโดยการใช้กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี ลบด้วยต้นทุนเงินทุนที่ใช้ไปเพื่อสร้างกำไรนั้นๆ บางครั้งอาจเรียกต้นทุนเงินทุนว่ากำไรขั้นต่ำที่ต้องทำได้ EVA สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นมากที่สุดเป็นการนำทรัพยากรไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าได้สูงสุด หากไม่มุ่งเน้นที่มูลค่าผู้ถือหุ้น การใช้ทรัพยากรของบริษัทจะเป็นไปอย่างสิ้นเปลือง และเป็นการสูญเสียมูลค่าที่สามารถสร้างให้สังคมโดยรวม ในการคำนวณ EVA มี 2 ส่วนที่แตกต่างจากการคำนวณกำไรทางบัญชี เนื่องจากการคำนวณกำไรทางบัญชีไม่ได้คำนึงถึง ได้แก่
                1.ค่าเสียโอกาสของผู้ถือหุ้นตามความเสี่ยง
                2.การปรับปรุงยอดกำไร/ขาดทุนทางบัญชี 
                 แนวความคิด EVA เป็นตัวสร้าง Internal Corporate Governance และทำให้ผู้บริหาร และพนักงาน รู้สึกเหมือนเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งในบริษัท ดังนี้
                1. การพัฒนาการวัดผล ให้เห็นภาพว่า EVA ภายในองค์กรเกิดขึ้นที่ไหนอย่างไร
                2. สามารถนำไปเชื่อมโยงกับการบริหาร การวางแผน เพื่อสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น
                 3. สามารถนำไปเชื่อมโยงกับกระบวนการตัดสินใจในการลงทุนให้มั่นใจว่าเงินที่ได้ลงทุนไปก้อนใหม่นั้น จะช่วยสร้างมูลค่าได้ในอนาคต
                 4. สามารถนำไปเชื่อมโยงกับการบริหารผลงาน ทำให้มั่นใจว่า KPI ที่อยู่ในระดับต่างๆ เชื่อมโยงกับ EVA ภาพรวมยังไง ถ้า KPI ในระบบต่างๆดีขึ้น จะส่งผลต่อ EVA ยังไง
                 5. สามารถนำไปเชื่อมโยงกับผลตอบแทนของผู้บริหารระดับสูง และพนักงานทั้งหมด มั่นใจว่าสิ่งที่เราวางแผนไว้จะได้รับการนำไปปฏิบัติต่อ
                6. การสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้บริหารและพนักงานภายในองค์กรให้เข้าใจว่าทำไมการสร้างมูลค่าของผู้ถือหุ้นถึงมีความสำคัญและต้องทราบด้วยว่าทำอย่างไรให้มี EVA ที่ดีและสร้างความสำคัญมากขึ้น เพื่อทำให้ EVA ดีขึ้นแล้วจะส่งผลกลับมาต่อผู้บริหารและพนักงานอย่างไร  
                 ในส่วนของสถาบันการเงิน สามารถนำ EVA ไปใช้เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นโดยการบริหารทุนที่เพียงพอ และส่งเสริมให้ตามสาขาของสถาบันการเงินคำนึงถึงแนวคิด EVA ในส่วนของภาครัฐไม่ได้เป็นองค์กรที่สร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น  แต่เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่สาธารณะ  ซึ่งความสำเร็จที่ได้จะเกิดจากการถ่วงน้ำหนักระหว่างการสร้างประโยชน์ให้แก่สาธารณะ และต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ใช้ โดยการนำทุนที่มีอยู่จำกัดไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งนี้ภาครัฐจึงไม่สามารถดูผลจากค่า EVA เพียงอย่างเดียว
                สรุปได้ว่ามูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐศาสตร์ คือ เครื่องมือที่ใช้วัดผลการปฏิบัติงานโดยไม่ได้มุ่งเน้นแต่เพียงกำไรสุทธิเป็นหลักเท่านั้น  แต่ยังพิจารณาต้นทุนค่าเสียโอกาสของเจ้าของเงินทุน (ผู้ถือหุ้น) ด้วย  ดังนั้นในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจจะต้องสร้างรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายต่างๆในการดำเนินธุรกิจ และต้องมีกำไรจากการดำเนินการเพียงพอที่จะชำระต้นทุนการลงทุนของผู้ให้กู้และผู้ถือหุ้นนั่นเอง

อ้างอิง

“EVA: Economic Value Added แนวทางสู่ความสำเร็จแห่งการบริหารองค์กร.[ออนไลน์].เข้าถึงได้

                http://www.fpo.go.th/content.php?action=view&section=9000000000&id=4871.2004.

 “Medium Term Expenditure Framework: MTEF”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้

                http://www.bb.go.th/download/work_plan_2547/4.%20%E0%B9%81%E0%B8%99% (MTEF).doc

“Activity Based Costing (ABC)”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้  http://www.businessthai.co.th/content.php?data=405403_Management%20Accounting . 2550

Strategic Performance-Based Budgeting System-SPBBS”.[ออนไลน์].เข้าถึงได้ 

                http://klang.cgd.go.th/sti/p.3.12.48.doc