แน่นอนว่า สิ่งสำคัญอีกอย่างนอกเหนือจากอาหารแล้วก็คือการออกกำลังกายนั่นเอง
การออกกำลังกายแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆคือ
1. แอโรบิค
2. อนาโรบิค
การออกกำลังแบบ แอโรบิค คือการออกกำลังด้วยความเข้มข้นในอัตราสม่ำเสมอ เช่น การวิ่งไปเรื่อยๆ การปั่นจักรยานด้วยแรงสม่ำเสมอ ส่วนการออกกำลังกายแบบ อนาโรบิค คือการออกแรงเป็นช่วงๆ เช่นการยกน้ำหนักเป็นยกๆ
การออกกำลังกายแบบ แอโรบิค สามารถลดไขมันได้มากกว่า อนาโรบิค
การออกกำลังกายแบบ อนาโรบิค สร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่โตได้มากกว่าแบบ แอโรบิค
แอโรบิค สร้างความเหนียวแน่นให้กล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อมีความทนทานได้ในเวลานานๆ
อนาโรบิค สร้างกล้ามเนื้อให้ทนแรง(น้ำหนัก)มากๆได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
การออกกำลังทั้งสองแบบมีข้อดีในตัวเอง เราจึงต้องตัดสินใจเลือกเอาเองว่าควรออกกำลังกายแบบไหน เพราะว่าร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ดังนั้นความต้องการของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน การออกกำลังทั้งสองแบบ ต่างก็ต้องใช้พลังงาน ดังนั้นถ้าเราทานอาหารน้อยกว่าที่เราใช้ออกไป ร่างกายเราก็ต้องไปนำไขมันสะสม หรือ กล้ามเนื้อที่เรามีอยู่ มาเผาผลาญเป็นพลังงานในการออกกำลังกาย
สำหรับคนที่สนใจเรื่องการสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่โตแข็งแรง แนะนำเว็ปนี้ครับ
ส่วนคนที่ต้องการเผาผลาญพลังงานให้มากกว่าการออกกำลังกายแบบปกติ ก็สามารถใช้วิธีที่เรียกว่า HIIT ในการออกกำลังกาย ซึ่งมีการศึกษาในต่างประเทศว่าสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการออกกำลังกายแบบปกติถึง 6 - 9 เท่าทีเดียว แต่อย่าทำเกินความสามารถของร่างกายนะครับ หัวใจล้มเหลวได้
สำหรับคนที่ไม่มีอุปกรณ์ออกกำลังกายอะไรเลยก็ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์ เพราะทุกคนต่างมีอุปกรณ์ติดตัวมาแต่เกิดแล้วก็คือร่างกายของตัวเอง ด้วยการทำ Burpee ครับผม หรือจะลองค้นท่าออกกำลังจาก เวปนี้ ได้ครับ
ส่วนวิธีการออกกำลังกายแบบอื่นๆที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ซึ่งก็ดีต่อร่างกายของเราเหมือนกันได้แก่ โยคะ ชี่กง ไทชิ ไทเก๊ก รำกระบอง(พลอง) โดยเฉพาะ ชี่กง (Qi Gong) ที่มีต้นกำเนิดมาก่อนเราเกิดตั้งหลายพันปีมาแล้ว พวกต่างชาติได้ศึกษาและมีหนังสือเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยกำลังภายในที่เกิดจากการฝึกชี่กงนี้วางขายอยู่หลายเล่ม หนังสือไทยก็มีเช่นกันแต่อาจจะยังไม่ละเอียดเท่าของต่างชาตินัก ลองหาในเว็ปเจอครับ หากสนใจลองค้นหาใน google คำว่า "ชี่กง" ดูก็จะเจอเว็ปน่าสนใจเกี่ยวกับชี่กงเป็นภาษาไทยอยู่หลายแห่งเลยครับ(ประมาณ 3-4 แห่งที่ตรงกับความต้องการจริงๆ)
สรุปสิ่งสำคัญที่ต้องจำ...
1. อุ่นร่างกาย (Warm up) และยืดเส้นยืดสาย(Streching) ก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง ประมาณ 5-20 นาที
2. หลังออกกำลังกาย อย่าลืมช่วง Cool Down ค่อยๆลดความเข้มข้นลง และยืดเส้นหลังจากนั้นด้วย
3. ตั้งใจทำให้เป็นประจำ อาทิตย์ละ 3 - 4 ครั้ง
4. ออกกำลังกายครั้งละ 30 - 45 นาที ก็เพียงพอแล้ว (รวมช่วง warm up, cool down และ streching แล้วก็อยู่ในราวๆ หนึ่ง ถึง หนึ่งชั่วโมงครึ่ง ต่อครั้ง)
5. อย่าออกกำลังรุนแรงเกินความสามารถของเรา เพราะจะทำให้ร่างกายบาดเจ็บ หรืออาจหัวใจวายตายได้
คนสมัยก่อน หรือคนในชนบท ออกกำลังกายโดยการทำงาน ทำไร่ไถนา ปลูกพืชผัก แต่คนปัจจุบันทำงานในออฟฟิศ จึงไม่ค่อยได้ออกแรงเท่าไหร่ พอเครียดมากๆก็กินเยอะ เลยทำให้มีไขมันส่วนเกินสะสมอยู่มาก ถ้าหากเราสละเวลาซักนิดมาออกกำลังกาย หรือหาวิธีออกกำลังกายในขณะทำงานในออฟฟิศได้ ก็จะดีกับสุขภาพของตัวเองนะครับ
สำหรับสุภาพสตรี ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีร่างกายใหญ่โตเทอะทะเหมือนพวกนักกล้ามชายนะครับ เพราะว่าฮอร์โมนเพศ ควบคุมให้สรีระร่างกายและกล้ามเนื้อของผู้หญิงไม่ใหญ่เหมือนกับพวกผู้ชายครับผม
สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกๆคนสุขภาพร่างกายแข็งแรง จิตใจสดใส ร่าเริง กันทุกคนครับ
สวัสดีปีใหม่ 2552 ค่ะ
มีความสุขในทุกๆวันนะคะ
โชคดี ตลอดปีและตลอดไป
Jสุขภาพแข็งแรงค่ะJ
สวัสดีปีใหม่ 2552 เช่นกันครับคุณ @..สายธาร..@ ขอให้มีความสุข โชคดี สุขภาพแข็งแรง เช่นกันครับผม @^_^@
เพาะกาย