วันที่ ๘ ธ.ค. ๕๑ ผมไปร่วมประชุมกลุ่มสามพราน    มีการนำเสนอเรื่อง โครงการวิจัยเพื่อปรับปรุงแนวทางเวชปฏิบัติอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ : แนวทางการตรวจและการสร้างเสริมสุขภาพในประเทศไทย”  โดย นพ. สุรจิต สุนทรธรรม,  นพ. เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ และ พญ. เด่นหล้า ปาลเดชพงศ์   ชื่อเรื่องยาวและเข้าใจยาก   จริงๆ แล้วเป็นการพัฒนา Guidelines สำหรับการตรวจคัดกรองด้านสุขภาพ   เพื่อให้มีการใช้การตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม   พูดง่ายๆ คือ ให้ได้ผลดีและคุ้มค่า  

 

หลังจากร่วมประชุมและร่วมให้ข้อคิดเห็นอยู่ ๒ ชั่วโมงเศษ    ผมสรุปกับตัวเองว่า นี่คือโครงการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมเรียนรู้   เรียนรู้วิธีคิดอย่างซับซ้อน    ไม่ถูกหลอกหรือชักจูงง่ายด้วยข้อมูลเดียว    รู้จักคิดโดยใช้ข้อมูลหลายชุด   เป็น composite information   โดยมีสูตรคำนวณ

 

ยกตัวอย่าง   ผลการดำเนินการตามคำแนะนำ

·        ตรวจแมมโมแกรมผู้หญิงอายุ ๔๐-๕๐ ปี   ช่วยยืดอายุ ๐ ๕ วัน

·        ตรวจแมมโมแกรมผู้หญิงอายุ ๕๐-๗๐ ปี   ช่วยยืดอายุ ๑ เดือน

·        ตรวจแป๊บสเมียร์ อายุ ๑๘-๖๕ ปี  ช่วยยืดอายุ ๒-๓ เดือน

·        ช่วยคนอายุ ๓๕ ให้เลิกสูบบุหรี่   ช่วยยืดอายุ ๓-๕ ปี

·        เริ่มออกกำลังแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ เมื่ออายุ ๔๐ เป็นต้นไป ช่วยยืดอายุ ๙ เดือน ๒ ปี

 

ตัวเลขข้างบนน่าตกใจ ว่าเรากำลังเสียเงินตรวจกรองหาโรคโดยได้ผลน้อยมาก ไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป   ดัง ๓ ตัวอย่างแรกข้างบน   โดยที่การเปลี่ยนพฤติกรรมโดยไม่เสียเงิน กลับได้ผลดีกว่านับร้อยเท่า ดัง ๒ ตัวอย่างหลัง

 

เครื่องมือช่วยการคิดอย่างซับซ้อน คือคณิตศาสตร์   ในที่นี้จะต้องเอาตัวเลขหลายตัวมาเข้าสูตรคณิตศาสตร์   ได้แก่ ความไว (sensitivity)   ความแม่นตรง (specificity) ของการทดสอบ   ความชุกของโรค   และในการกำหนด guideline ของการใช้หรือไม่ใช้การทดสอบกรอง ต้อคำนึงถึงความรุนแรงของโรค และการมีวิธีรักษา หรือปฏิบัติตัว ที่ได้ผลดีหลังตรวจพบโรค หรือพบปัจจัยเสี่ยง

แค่ตัวความแม่นตรง (specificity) ของการทดสอบ ก็ต้องทำความเข้าใจอย่างซับซ้อน   อ. หมอเชิดชัย นำเสนอตัวเลขการตรวจเลือดหาระดับ PSA เพื่อตรวจกรองหามะเร็งต่อมลูกหมากในชายไทยอายุ ๖๕-๖๙ ปี   โดยใช้ค่า PSA = 23 เป็นตัวเลขบอกผลบวกหรือลบ   ตรวจ ๑ ล้านคน   จะพบผลบวก ๒๐,๑๕๑ คน  ในจำนวนนี้เป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพียง ๑๕๘ คน (อีก ๑๙,๙๙๓ คนเป็นผลบวกปลอม)   และในคน ๙๗๙,๘๔๙ คนที่ให้ผลลบ จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ๑๗๑ คน เรียกว่า ได้ผลลบปลอม   อ่านแล้วจะเห็นความซับซ้อนของการตีความผลการทดสอบนะครับ 

 

ผมกลับมา AAR ที่บ้าน ว่าโครงการนี้มองมุมหนึ่งเป็นโครงการจัดการความรู้   หากมีการจัดการกระบวนการให้ดี   จะเกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยเหลือคณา    เพราะจะช่วยให้สังคมเรียนรู้วิธีคิดอย่างซับซ้อน  

คือต้องไม่ใช่แค่มองตัว recommendation เป็นเป้าหมาย (end)   แต่มองเป็น เครื่องมือ”(means) สำหรับนำไปจัดกระบวนการเพื่อเรียนรู้   ในคน ๓-๔ กลุ่ม คือ

1.     กลุ่มผู้ให้บริการระดับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

2.     กลุ่มผู้ให้บริการทั่วๆ ไป

3.     กลุ่มประชาชนทั่วไป

4.     กลุ่มนักจัดการงานวิจัย และ คุณอำนวย ของ KM

เป้าหมายของการจัดกระบวนการมี ๒ ชั้น   คือชั้นที่ตรงตัว เพื่อให้มีการใช้การตรวจหรือทดสอบกรองอย่างสมเหตุสมผล ไม่สิ้นเปลืองโดยไม่คุ้มค่า หรือยิ่งก่อผลร้าย   และชั้นที่ ๒ เพื่อพัฒนาทักษะ/จริต ในการคิดอย่างซับซ้อน ให้แก่สังคมไทย

 

วิจารณ์ พานิช

๙ ธ.ค. ๕๑

1 ทีมวิจัยจากซ้าย สุจริต เด่นหล้า เชิดชัย

2 บรรยากาศในห้องประชุมมี ศ.นพ.ประเวศ วะสี นั่งหัวโต๊ะ

3 หนังสือ Guideline ที่จัดทำครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว