อาหารบนแผ่นดินของตัวเอง

เมื่อครั้งหนึ่งในอดีต ชุมชน ต.แม่ทา เคยถูกเปรียบเปรยว่าเป็น ‘ชุมชนกาฝาก’ ด้วยเหตุเพราะมีความทุรกันดารสูง ไม่สามารถเข้าถึงการบริการต่างๆ ของรัฐได้ เช่น การศึกษา ระบบอุปโภค สาธารณูปโภค ซ้ำยังเคยเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้สัมปทานป่าไม้สัก ไม้ทำหมอนรถไฟ แก่บริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 และปี พ.ศ. 2512 1

หลังจากสัมปทานป่าไม้สิ้นสุด สิ่งที่เหลือคืนให้ชุมชน ต.แม่ทา คือ สภาพ “ป่าแล้งน้ำ” คนในชุมชนต่างได้รับผลกระทบจากการที่รัฐรวบอำนาจจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มีส่วนร่วมของชุมชนนี้ แต่ทุกวันนี้ สภาพแวดล้อมอันอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน ผืนป่า และสายน้ำ กลับคืนมาหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน ต.แม่ทา อีกครั้ง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือผลลัพธ์ของพลังชุมชนที่ร่วมกันทุ่มเทฟื้นฟู ดูแล และรักษาทรัพยากรป่า ให้ฟื้นคืนจากการถูกตัดโค่นในยุคสัมปทานป่า โดยการร่วมกันกำหนดแนวเขตป่าป่าชุมชนกว่า 60,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เขตต้นน้ำ ห้ามทำการรุกล้ำ และพื้นที่ป่าใช้สอย สามารถเข้าไปทำกินได้ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่ป่าชุมชนทั้งหมด

ในขณะที่ผืนป่า และทรัพยากรธรรมชาติ ต.แม่ทา เริ่มกลับคืนมาสู่ความอุดมสมบูรณ์จากการร่วมกันดูแลของคนในชุมชนหลังจากการปิดป่าสัมปทานไปแล้ว และภายหลังต่อมารัฐบาลได้ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 696,250 ไร่ หรือ 1,114 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอสันกำแพง อำเภอดอยสะเก็ด กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ 2 และท้องที่อำเภอบ้านธิ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โดยพื้นที่ป่าบางส่วนของ ต.แม่ทา ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ นี้ กลับถูกเหมารวมเป็นผู้บุกรุก ‘ป่าของรัฐ’

นับแต่ยุคสัมปทานป่าถึงยุคที่รัฐทำตัวเป็น ‘เจ้าป่า-เจ้าเขา’ โดยมีท่าทีไม่อยากจะยอมรับความจริงว่าคนอยู่กับป่าได้นั้น ทำให้เกิดการรังวัดแนวเขตป่าอุทยานแห่งชาติไปทับกับ “ป่า” ซึ่งเป็นทั้งบ้านที่อยู่อาศัยและแหล่งหาอยู่หากินแต่เดิมมาของชาวบ้าน ส่งผลให้หลายพื้นที่ซึ่งมีชุมชนอาศัยอยู่ในเขตป่าทั่วประเทศต่างได้รับผลกระทบจากความพยายามสารพัดวิธีของหน่วยงานรัฐด้านป่าไม้-อุทยาน ที่ต้องการให้คนออกไปจากป่าให้หมด

พื้นที่ ต.แม่ทา เป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากแนวคิดเอาคนออกจากป่า นอกจากที่ผ่านมาจะได้ลุกขึ้นมายืนยันสิทธิและความชอบธรรมของคนอยู่กับป่า โดยแสดงเจตนารมณ์ และพิสูจน์ให้สังคมเห็นถึงสิทธิจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม เพื่อเป็นแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน โดยการกำหนดแนวเขตป่าต้นน้ำ-ป่าชุมชน แล้ว ยังรวมไปถึงการที่คนในชุมชนหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหาร โดยค่อยๆ ปลดแอกตัวเองให้หลุดจากวิถีเกษตรเชิงเดี่ยว-เชิงพาณิชย์ ที่พ่วงมาพร้อมกับการใช้ปุ๋ย-สารเคมี บำรุงพืช อย่างเข้มข้น จนกลายเป็นประหนึ่งโซ่ล่ามขาผูกไว้กับความเสื่อมโทรมของคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพที่เสื่อมทรุด และหนี้สินที่พอกพูนขึ้นอย่างแทบไม่ทันตั้งตัว

จากวันนั้นถึงวันนี้ เรียกได้ว่า ชุมชน ต.แม่ทา ได้พิสูจน์ถึงความเป็นหนึ่งในชุมชนตัวอย่างด้านการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม และการทำเกษตรกรรมยั่งยืนอย่างชัดเจน (เกษตรกรรมยั่งยืน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เกษตรอินทรีย์ - ปลอดจากการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ยาฆ่าแมลง) โดยมีเกษตรกรหลายคนเป็นตัวแทนรูปธรรมของการสร้างความมั่นคงทางและอธิปไตยทางอาหารให้กับตนเองจากต้นทุนผืนดินที่มีอยู่ ประสบการณ์ดังกล่าวของชุมชน ต.แม่ทา ที่ผ่านมา เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับคนหลากหลายกลุ่มเข้ามาศึกษา-แลกเปลี่ยน ข้อมูล ความคิด ประสบการณ์ สถานการณ์ อย่างต่อเนื่อง และก็ไม่ว่ากันถ้าใครจะนำไปทำตามบ้าง

 

พ่อเจริญ โปธาสุ เกษตรกรชาวบ้านแม่ทา ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ครั้งหนึ่งเขาตั้งความหวังไว้ว่าการทำเกษตรเชิงเดี่ยว-เชิงพาณิชย์น่าจะให้ผลกำไรที่คุ้มค่า และสามารถสนับสนุนเศรษฐกิจของครอบครัวให้ดีขึ้น ทว่า หลังจากลงมือ-ลงทุน ปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยวในแปลงนาข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยวอยู่ได้ไม่นาน กลับได้หนี้ก้อนโตกว่า 120,000 บาท เป็นผลตอบแทนต่างกำไร เพื่อปลดตัวเองออกจากหนี้สินที่สะสมพอกพูนขึ้นมา เขาเริ่มตั้งคำถามต่อแนวทางการเกษตรเชิงเดี่ยว-เชิงพาณิชย์ และคิดหาออกว่าจะทำอย่างไรให้อยู่เอย่างยั่งยืนโดยใช้ต้นทุนที่ดิน 1 ไร่ 3 งาน ที่มีอยู่ จึงเริ่มศึกษารูปแบบการทำเกษตรแบบอื่นๆ ที่ลงทุนแต่พอประมาณแต่ได้ผลยั่งยืน ไม่ใช่ยิ่งลงทุนกลับยิ่งเสี่ยงไปไม่รอด อย่างเช่นที่ผ่านมา

 

ปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 8 ปี แล้ว ที่พ่อเจริญ ดำเนินวิถีการผลิตแบบเกษตรกรรมยั่งยืน หรือเกษตรอินทรีย์-ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี สารเคมี หรือยาฆ่าแมลงในการดูแลบำรุงพืช แต่กว่าจะตัดสินใจเลือกหันมาทำเกษตรกรรมยั่งยืนได้ เขาใช้เวลากว่า 3 ปี เพื่อศึกษาข้อมูล และจดเก็บบันทึกรายละเอียดรายรับ-รายจ่ายครัวเรือนอย่างรอบคอบ

พ่อเจริญ เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปี ก่อนเริ่มพลิกวิถีการทำเกษตรแบบเน้นขายเข้าตลาดมาสู่การทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนว่า แปลงนามรดก 1 ไร่ กับ 3 งาน ที่มีอยู่เป็นที่ปลูกข้าวทำกินมาตั้งแต่ปี 2515 จนกระทั่งปี 2526 เริ่มมีบริษัทเอกชนเข้ามาชักชวนและส่งเสริมให้เกษตรกรในละแวกนั้นหันมาปลูกข้าวโพดขาย เกษตรกรหลายคนรวมทั้งตัวเองจึงลงทุนปลูกข้าวโพดเป็นรายได้เสริมหลังข้าวในนาเก็บเกี่ยวเสร็จในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

ผมทำนาข้าวสลับกับการปลูกข้าวโพดมาตั้งแต่ปี พ.. 2526-2538 ตอนนั้นที่คิดจะปลูกข้าวโพดก็เพราะว่าน่าจะได้กำไรเอามาสนับสนุนความเป็นอยู่ของครอบครัวให้ดีขึ้น แต่ปรากฏว่ามันก็ไม่ได้ดั่งใจคิด กลับมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในครอบครัวมากขึ้นกว่าเดิมจนเป็นหนี้สิน…”

...สาเหตุที่เป็นหนี้สินเพราะรายจ่ายในครอบครัวสูงขึ้นด้วย และส่วนหนึ่งก็มาจากการลงทุนปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว มีระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต 60 วัน ในระหว่างนั้น ตนเองก็ไม่มีโอกาสที่จะออกไปรับจ้างข้างนอกหารายได้เพิ่ม ในขณะที่มีค่าใช้จ่าย ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สำหรับบำรุงดูแลแปลงข้าวโพด นอกจากนี้ครอบครัวก็ต้องกิน ต้องใช้ จึงจำเป็นต้องขอยืมเงินญาติพี่น้องมาใช้จ่ายก่อน เมื่อขายข้าวโพดได้แล้วถึงค่อยเอามาใช้คืน เป็นวงจรอยู่อย่างนี้จนมีหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

 

 

พ่อเจริญ กล่าวว่า ต้นทุนการปลูกข้าวตั้งแต่การไถพรวนดิน ปลูก ดูแลรักษา ขนข้าวเข้ายุ้งฉาง โดยเฉลี่ยคิดเป็นเงินทั้งหมดประมาณ 3,200 บาท สามารถเก็บผลผลิตข้าวทั้งหมด 70 ถัง ราคาขายข้าวในชุมชนคิดถังละ 50 บาท หรือ 3,500 บาท (70 x 50 = 3,500) สรุปแล้วหากปลูกข้าวไว้ขายจะมีกำไรสุทธิเหลือแค่ 300 บาท (3,500 – 3,200 = 300) แต่ถ้าปลูกข้าวไว้กิน ก็ต้องเสียค่าสีข้าวถังละ 5 บาท เช่น ข้าว 70 x 5 = 350 บาท นั่นก็เป็นรายจ่ายที่ตามมาด้วยเช่นกัน

 

 

สำหรับการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว 2 ครั้ง/ปี (ปลูกหลังการเก็บเกี่ยวข้าว) มีค่าใช้จ่ายในการลงทุน อาทิ ค่าจ้างคนงาน ค่าจ้างไถกลบตอซังข้าวโพด ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ยรองพื้น ค่าปุ๋ยกลบต้น โดยไม่ได้บวกค่าแรงของตนเอง 60 วันที่ต้องดูแลไร่ข้าวโพด รวมเป็นค่าต้นทุนทั้งหมด 5,730 บาท/ปี (2,865 x 2 = 5,730) ในขณะที่ได้ผลผลิตข้าวโพดโดยเฉลี่ย 600 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ไร่ 3 งาน ขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท หรือคิดเป็นเงิน 24,000 บาท (600 x 2 x 20 = 24,000) เมื่อหักต้นทุนออกแล้ว เหลือกำไรสุทธิเพียง 18,270 บาท (24,000 - 5,730 = 18,270)

เมื่อนำต้นทุนการปลูกข้าวและปลูกข้าวโพดรวมเข้าด้วยกันแล้ว พบว่าใช้เงินลงทุนโดยเฉลี่ย 8,930 บาท (3,200+5,730 = 8,930) หากคิดเป็นกำไรสุทธิที่ได้จากการปลูกข้าวและปลูกข้าวโพด รวมเป็น 18,570 บาท/ปี (300 + 18,270 = 18,570) หรือสรุปได้ว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี พื้นที่ 1 ไร่กับ 3 งาน ให้รายได้ เฉลี่ยเดือนละ 1,500 กว่าบาท หรือตกวันละประมาณ 50-60 บาท/ครอบครัว

“หลังจากเห็นข้อมูลว่าพื้นที่ 1 ไร่ กับ 3 งาน หากปลูกข้าวกับข้าวโพดเพียงสองอย่างนี้ ทำรายได้ให้เราเฉลี่ยวันละ 50-60 บาท เท่านั้น ตรงนี้นับเป็นจุดสำคัญมาก เพราะรู้แล้วว่าหากยังดื้อดึงทำแบบนี้ต่อไป หนี้ก็ไม่มีวันหมด ต่อมาปี พ.ศ. 2542 จึงเริ่มศึกษาการทำเกษตรกรรมยั่งยืนจนเข้าใจ และจดรายการอาหารที่กิน แต่ไม่ได้จดราคาเอาไว้ เช่น พืช ผัก ผลไม้ เพื่อจะได้รู้ว่าในแต่ละปีเรากินผัก ผลไม้ชนิดใดบ้าง เก็บข้อมูลจนครบ 1 ปี ก็เห็นได้ชัดว่ามีพืชผัก ผลไม้ ที่ซื้อกินถึง 109 ชนิด/ปี จากนั้นมาก็ลงมือปลูกพืชเหล่านั้น และเดี๋ยวนี้พืชผักที่เคยซื้อกินทั้ง 109 ชนิด มีอยู่ในสวนเกษตรกรรมยั่งยืนของเราทั้งหมดแล้ว”

มาถึงวันนี้ พ่อเจริญ ทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืน จนสามารถปลดหนี้สินได้ และยังมีรายได้พอเพียงจากการขายพืชผัก ผลไม้ ปลอดการใช้ปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีอื่นใด โดยมีรายได้เฉลี่ยประมาณวันละ 100-200 บาท ส่วนอาหารการกิน แทบจะไม่ต้องซื้อเพราะมีอยู่ในสวนเกษตรที่ปลูกผสมผสาน มีพืชหลากหลายชนิด

ผืนดินแปลงเล็กๆ ของพ่อเจริญ นอกจากสามารถผลิตอาหารปลอดภัยเลี้ยงดูคนในครอบครัวแล้ว ยังให้ผลตอบแทนด้านอื่นๆ ที่ไม่อาจประเมินเป็นตัวเงินได้อย่างน้อย 6 ประการ ดังต่อไปนี้

1. หมอ จากพืชอาหารอินทรีย์ 109 ชนิด อย่าง พืชผัก ผลไม้ที่ปราศจากการใช้สารเคมีใดๆ กินแล้วทำให้ร่างกายเราสมบูรณ์ขึ้น 2. ครู จากประสบการณ์การลงมือทำเกษตร เช่น พืชผัก ผลไม้แต่ละชนิดเติบโตได้ดีต่างกันในแต่ละฤดูกาล หากสักแต่ปลุกไปโดยไม่สังเกต ไม่รู้ข้อมูล ก็ไม่ค่อยได้ผล ซึ่งหมายความถึงต้นทุนที่สูญเสียไปด้วย เช่น ค่าเมล็ดพันธุ์ และเวลาในการบำรุง ดูแล 3. คุณธรรม จากการขายพืชอาหารปลอดภัยให้กับคนซื้อ เหมือนการให้ชีวิตและสุขภาพที่ดี ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม 4. การวางแผนชีวิตที่ดี เมื่อรู้จักวางแผนเพื่อให้รู้ว่าอีก 10 ปี ข้างหน้า เราจะอยู่กินอย่างไร ก็รู้ว่าควรปลูกพืชระยะยาวเตรียมไว้ เมื่ออายุมากขึ้นแล้ว อย่างน้อยก็มีสวัสดิการจากพืชที่ปลูกไว้ โดยไม่ต้องคอยอาศัยเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลที่ไม่มีความแน่นอน 5. ความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัว มีเวลาดูแลเอาใจใส่กันและกัน มีความผูกพันกันมากขึ้น 6. อิสรภาพในการทำงาน ที่กำหนดเองได้โดยไม่ต้องให้ใครเป็นผู้ออกคำสั่ง เราเป็นผู้กำหนดเวลาในการดูแลแปลงเกษตรอินทรีย์ด้วยตัวเอง

ที่สำคัญมากไปกว่านั้น คือ ความสุขจากการแบ่งปันอาหาร ที่บางครั้งผลผลิตในแปลงก็นำไปแจกจ่ายให้แก่ญาติ พี่น้อง เพื่อนบ้าน หรือกระทั่งคนอื่นๆ ที่อยากจะเข้ามาเก็บกิน พ่อเจริญบอกว่า “ไม่หวง” ขอเพียงอย่าเอาไปขายต่อ

“สวนเกษตรของผมไม่มีรั้วล้อม ใครจะเข้ามาเอาไปกินก็ได้ ขอเพียงอย่าเอาไปขาย วันไหนมีคนกินของเราก็รู้สึกยินดี เราก็มีความสุขในการที่ได้แบ่งปัน ที่ทำเป็นแปลงเปิดแบบนี้เพราะคิดว่าเป็นการให้ใจ และเชื่อว่าคนที่เข้ามาเก็บผลผลิตไปกินตลอด อย่างน้อยวันข้างหน้าเขาจะได้เริ่มพิจารณาเอาเองว่าจะขออย่างเดียวไม่ได้ ควรต้องพึ่งตัวเองให้ได้ด้วย”

นอกจากนี้ยังมี ความสุขจากการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ที่คนอื่นๆ เข้ามาร่วมเรียนรู้ ซึ่งพ่อเจริญเชื่อว่าแนวทางแบบเกษตรผสมผสาน-ยั่งยืน เช่นนี้ อย่างน้อยก็ช่วยทำให้คนที่นำไปปฏิบัติมีความสุข สามารถสร้างอธิปไตยและความมั่นคงทางอาหารให้ตนเองได้ในระดับหนึ่ง ทั้งยังเป็นแนวทางที่เกื้อกูลธรรมชาติ ดูแลสิ่งแวดล้อมให้สมดุลอีกด้วย

พ่อเจริญ กล่าวย้ำท้ายไว้อย่างน่าสนใจทีเดียวว่า “เคยมีคนเข้ามาศึกษาดูงานและถามผมว่าอาหารมาจากไหน? ผมก็บอกเขาไปว่า อาหารมาจากการกระทำ การลงมือปฏิบัติงานในสวนของเรา และมาจากธรรมชาติด้วย เพราะที่จริง ธรรมชาติสร้างอาหารมาให้เราแล้ว แต่ตอนนี้ธรรมชาติเริ่มหาย เพราะมนุษย์เราเป็นผู้ทำเอง ดังนั้น ที่หลายคนกังวลว่าวิฤตธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และอาหาร จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ การจะแก้ไขปัญหาเราต้องหาทางนำธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กลับคืนมาให้ได้ เกษตรกรรมยั่งยืนก็เป็นทางหนึ่งที่ทำได้ และถ้าหากคนเราปลูกอาหารกินเองได้แล้ว เรื่องวิกฤตอาหารก็ไม่ต้องกลัว”

เรื่องโดย ทิพย์อักษร มันปาติ