‘Multiple Sclerosis’ เป็นกลุ่มอาการของโรคทางระบบประสาทส่วนกลางมี่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด โรคนี้เกิดขึ้นได้กับบุคคลทุกเพศทุกวัย โดยมีอาการหลักคือ ความเหนื่อยล้าระหว่างการทำงาน ความบกพร่องทางการขับถ่ายหนักเบา ปัญหาการควบคุมอารมณ์และการรับรู้ การเกร็งสั่นกล้ามเนื้อและเดินผิดปกติ ปัญหาการมองเห็น วิงเวียนและมึนงงง่าย การพูดและการกลืนลำบาก อาการชาและปวดกล้ามเนื้อ อาการชักเป็นครั้งคราว และปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ อาการต่างๆ เหล่านี้มีผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ไม่สมบูรณ์เทียบเท่ากับบุคคลอื่นๆ โดยเฉพาะการเข้าร่วมทำกิจกรรมยามว่าง เช่น กิจกรรมทางสังคม กิจกรรมการออกกำลังกาย กิจกรรมการพักผ่อน และกิจกรรมการเรียนรู้ ก็จะลดลงไปทันที

ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขของอเมริกาต้องลงทุนช่วยเหลือผู้ป่วยเหล่านี้เป็นมูลค่าเกินกว่าห้าหมื่นเหรียญต่อปี ขณะที่ประเทศไทยไม่มีการสำรวจและวิจัยการรักษาทางการแพทย์ในผู้ป่วยกลุ่มนี้มากนัก ขณะนี้ผมกำลังศึกษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ในประเทศออสเตรเลีย จึงอยากให้ผู้อ่านทุกท่านช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลเหล่านี้สู่เพื่อนๆเพื่อเป็นแนวทางการแนะนำผู้ป่วยให้ไปปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ทางการฟื้นฟูสภาพระบบประสาทต่อไปครับ

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวได้พยายามค้นคว้าและวิจัยโปรแกรมการรักษาที่มีประสิทธิผลมากที่สุดต่อผู้ป่วยกลุ่มนี้ แต่ผลการรักษาที่ดีขึ้นไม่ได้เกิดจากการได้ทำโปรแกรมโดยตรง ที่สำคัญขึ้นอยู่กับการเรียนรู้สภาพอาการของผู้ป่วยด้วยตนเองเป็นสำคัญ (Self-management program of symptomatic therapy) และปรับปรุงการกิจกรรมการดำรงชีวิตของตนเอง (modification of activity and participation) พร้อมๆกับการได้ทำโปรแกรมการรักษาและฟื้นฟูสภาพต่างๆ เช่น กิจกรรมบำบัดด้วยโปรแกรมการจัดการกิจกรรมยามว่าง (Occupational therapy in leisure management) หรือกายภาพบำบัดด้วยโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อบำบัดโรค (Physical therapy in therapeutic exercise)

จากงานวิจัยที่ผ่านมา การออกกำลังกายแบบใช้ออกซิเจน (aerobic training) เป็นระยะเวลาสิบห้าสัปดาห์สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความทนทานของร่างกายในผู้ป่วย แต่ไม่สามารถลดระดับความเหนื่อยล้าและระดับสภาพจิตใจของความวิตกกังวลซึมเศร้าได้โดยตรง สำหรับการฝึกการยศาสตร์ของกิจกรรมบำบัด (ergotherapy of occupational therapy) ช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อของผู้ป่วยให้ทำกิจกรรมการดำรงชีวิตประจำวันได้ระดับหนึ่ง แต่ยังคงต้องศึกษาค้นคว้าเทคนิคการรักษาอื่นๆ ในการพัฒนาความสามารถการทำกิจกรรมต่างๆ ต่อไป เช่น กิจกรรมยามว่าง เป็นต้น

อย่างไรก็ตามหากท่านผู้อ่านพบบุคคลที่ท่านรักมีอาการดังกล่าว สิ่งที่คุณสามารถทำได้ดีที่สุดคือการพาผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญและพยายามสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกำลังใจจากสมาชิกภายในครอบครัวและนำผู้ป่วยร่วมทำกิจกรรมต่างๆ เหมือนครั้งที่ผู้ป่วยยังเคยดำเนินชีวิตก่อนเกิดโรค ที่สำคัญการช่วยเหลือและให้กำลังใจในการเพิ่มพูนความสามารถในการทำกิจกรรมหนึ่งๆของผู้ป่วยถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการรักษาและฟื้นฟูสภาพทางการแพทย์เช่นกัน

ก่อนจบบทความนี้ ผมอยากมอบบทกลอนหนึ่ง เพื่อเป็นแรงใจแก่ผู้ป่วยและครอบครัวที่เค้ารักครับ

วันนี้ที่ช่องว่างความแตกต่างเริ่มหดสั้นทุกครั้งที่ได้คุยกัน

         วันนี้ที่ความฝันเริ่มก่อตัวบนพื้นฐานของความเข้าใจ

                 แม้การได้รักใครสักคนอาจไม่ได้หมายถึงการได้อยู่เคียงข้างกันไปตลอดก็ตาม

             ขอแค่เพียงมีช่วงเวลาหนึ่งที่ได้คิดถึงได้ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างระยะห่างของความรู้สึกเท่านั้นก็พอ