ผู้เขียนกลับมาทบทวนข้อความตอนหนึ่งในหนังสือที่อ่านค้างไว้ เรื่อง “Skillful Means” เขียนโดย ตาร์ถัง ตุลกู แปลเป็นภาษาไทยใช้ชื่อว่า “แห่งการงานอันเบิกบาน” โดย โสรีช์ โพธิ์แก้ว ที่เขียนไว้ว่า “การให้คุณค่ากับงาน ความชอบหรือความรักในงาน จะปราศจากความหมาย หากเรามองว่างานเป็นเพียงเครื่องมือหากินเท่านั้น แต่ถ้าเรามองว่างานเป็นวิถีที่จะดื่มด่ำและเพิ่มความหมายให้กับประสบการณ์ชีวิต เราจะเห็นคุณค่าของงานได้ด้วยใจเราเอง จุดประกายให้กับผู้อื่นรอบๆ ตัวเราได้ และใช้ทุกๆ แง่ของงานในการเรียนรู้และงอกงาม...หากเราไม่มีความรู้สึกซาบซึ้งในงานของเรา กว่าครึ่งหนึ่งของชีวิต ซึ่งหมายถึงเวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันจะถูกใช้ไปในการทำสิ่งที่เราเองมิได้สนใจ ...ซึ่งจะทำให้เราไม่สามารถรู้จักความสุขที่แท้จริงของชีวิตเรา...” หนังสือเล่มนี้เป็นของสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง ผู้เขียนซื้อมาอ่านเพราะต้องทำงานเกี่ยวกับ “ความสุขในที่ทำงาน” จึงอยากเรียนรู้และทำความเข้าใจความหมายของ “งาน” และ “ความสุข” อย่างหลากหลายแง่มุม
ผู้เขียนได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้ว่า การทบทวนเป้าหมายในการทำงานของตนเองว่าแท้จริงแล้วเราทำงานเพื่ออะไร มีความสำคัญต่อการให้คุณค่ากับงานที่เราทำมาก หากเรามองว่างานเป็นเพียงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เราก็อาจจะใช้เวลาทำงานได้วันละไม่กี่ชั่วโมง ทำให้มันผ่านไปวันๆ แต่หากเรามองว่างานคือส่วนหนึ่งของชีวิต คือการเพิ่มความหมายให้กับการมีชีวิตอยู่ เราก็คงสามารถทำงานได้ตลอดเวลาอย่างมีความสุข
ผู้เขียนจัดตัวเองอยู่ในประเภทความรู้น้อยและยังด้อยพัฒนาอยู่มาก เมื่อผ่านเวลามาครึ่งชีวิตจึงได้ซาบซึ้งกับความหมายของงานในชีวิตว่า “งานคือเครื่องมือเรียนรู้และพัฒนาตนเอง” หากมีโอกาสเลือกผู้เขียนก็อยากจะเลือกทำงานที่ตนเองรัก แต่ส่วนใหญ่ที่เลือกไม่ได้ก็อยากจะรักในงานที่ตัวเองต้องทำ เพราะเชื่อว่าถ้ามีความรักก็จะมีความตั้งใจและทุ่มเทอย่างเต็มที่ ใส่ใจในงานทุกชิ้นที่ทำ ทำงานได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ แม้มีปัญหาอุปสรรค หรือข้อจำกัดอะไร เราก็มีแรงใจพอที่จะก้าวผ่านมันไปได้...ถึงวันนี้ผู้เขียนอยากทำงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนอื่นๆ บ้าง นอกเหนือจากการเลี้ยงชีพตัวเอง หลายครั้งที่ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำงานชิ้นใด ไม่ใช่เพราะต้องการสร้างเงื่อนไขอะไร เพียงแต่อยากให้แน่ใจว่า งานที่ทำไปกับเงินที่ได้มา ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
ปลาทูแม่กลอง
18 ธันวาคม 2551