สำหรับหลักสูตรในการเรียนของโรงเรียนชาวนา คุณเดชา กล่าวว่า หลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนชาวนาประกอบด้วย 3 หลักสูตร แต่ละหลักสูตรจะใช้เวลาทั้งสิ้น 18 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง เนื้อหาของหลักสูตรมีดังนี้
1. ระดับประถมศึกษา เป็นระดับเริ่มต้นก่อน หลักสูตรเน้นที่การจัดการศัตรูพืชโรคแมลงโดยเฉพาะ จุดประสงค์คือ ต้องการให้นักเรียนยอมรับว่า ในการทำนาไม่ต้องใช้สารเคมีในการป้องกันแมลงศัตรูข้าวได้ แต่หลักสูตรนี้โรงเรียนจะผ่อนผันให้นักเรียนยังสามารถนำยาฆ่าหญ้าพร้อมกับปุ๋ยเคมีและเมล็ดพันธุ์ ที่ซื้อมาจากท้องตลาดมาใช้แปลงนาได้
2. ระดับมัธยมศึกษา เป็นหลักสูตรที่ต่อเนื่อง จะเริ่มต้นหลังจากที่นักเรียนได้ประสบการณ์ในระดับประถมศึกษามาแล้ว หลักสูตรชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนจะเน้นถึงการเลิกใช้ปุ๋ยเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ โดยมารู้จักวิธีการผลิตปุ๋ยหมัก การทำปุ๋ยพืชสดแทน แต่เรื่องของยาฆ่าหญ้ายังผ่อนผันให้ใช้อยู่เหมือนเดิม
3. ระดับอุดมศึกษา เป็นหลักสูตรต่อเนื่อง จากสองหลักสูตรข้างต้น เป้าหมายการให้การศึกษาในหลักสูตรนี้ กำหนดไว้อย่างเข้มข้นว่า ผู้เรียนต้องเลิกการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเด็ดขาด รวมถึงยาฆ่าแมลงทุกชนิดด้วย รวมถึงการเลิกใช้พันธุ์ข้าวปลูกที่ซื้อมาจากท้องตลาด เพราะวิชาหนึ่งที่เปิดเสนอสำหรับผู้เรียนคือ การคัดพันธุ์ข้าวขึ้นมาใช้เองโดยไม่ต้องซื้อ และที่สำคัญจะเป็นสายพันธุ์ที่ไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมีต่างๆ
หลังจากจบหลักสูตรทั้ง 3 ขั้นข้างต้นแล้ว โรงเรียนชาวนายังมีหลักสูตรการเรียนที่เข้มข้น เพื่ออบรมให้ความรู้และทำกิจกรรมมาปลูกข้าวแบบคุณภาพสูงสุด และพัฒนาไปสู่การทำข้าวอินทรีย์ในที่สุด
"และเป็นเป้าหมายที่โรงเรียนชาวนาของเรามุ่งมั่นมาก ด้วยจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นได้รับการคัดเลือกให้เป็นจังหวัดนำร่องการปลูกข้าวอินทรีย์ตามวาระเกษตรอินทรีย์แห่งชาติของรัฐบาลและซีอีโอของจังหวัดสุพรรณบุรีก็สนับสนุนกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ของจังหวัดเลยว่า อีก 5 ปี สุพรรณบุรี ต้องเป็นจังหวัดข้าวอินทรีย์ทั้งหมด"
ดังนั้น การไปสู่จุดนั้นได้ เกษตรกรต้องรู้ถึงเทคนิควิธีการก่อนว่า การทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะข้าวอินทรีย์นั้นต้องเริ่มต้นอย่างไรและมีเทคนิควิธีการอย่างไร ประธานมูลนิธิยกตัวอย่างง่ายๆ คือ พันธุ์ข้าว
"พันธุ์ข้าวที่มาปลูกเป็นข้าวอินทรีย์ ต้องเป็นข้าวพันธุ์อินทรีย์จริงๆ ไม่ใช่ไปซื้อพันธุ์ข้าวจากตลาด มีการคลุกปุ๋ยคลุกยามาปลูก แบบนี้ไม่มีทางเป็นข้าวอินทรีย์ได้เลย การปลูกข้าวอินทรีย์เราต้องคัดพันธุ์ขึ้นมาเอง แม้จากเพียงข้าวเปลือกเมล็ดเดียว แต่มีคุณภาพดี มีแนวโน้มว่าจะเป็นสายพันธุ์ที่ดี ชาวนาก็สามารถนำมาเพาะและคัดเลือกสายพันธุ์ได้เอง ซึ่งเทคนิคเหล่าเป็นเรื่องที่โรงเรียนจะสอนให้หมด"
สุดท้ายเมื่อวันหนึ่ง ผู้เรียนจากโรงเรียนสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ได้ จะทำให้สามารถปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวเพื่อบริโภคมาเป็นปลูกข้าวเพื่อขยายพันธุ์ อันจะสร้างรายได้ที่ดีกว่าที่เราทำทุกวันนี้ เราเจาะถึงชาวนาเลย เพราะเราต้องทำให้เขารู้จริงถึงการทำเกษตรอินทรีย์ แต่ที่ผ่านมานั้นภาครัฐมีนโยบาย ชาวบ้านนั้นไม่สามารถทำได้เพราะเทคนิคไม่ถึง ง่ายๆ แค่ว่า เรื่องการเลิกใช้ปุ๋ยเคมี ทั้งที่จริงๆ ไม่ต้องใช้ก็ได้ แต่ภาครัฐกลับบอกว่า ปุ๋ยเคมีเลิกไม่ได้ ได้แค่สามารถลดปริมาณการใช้ลงครึ่งหนึ่ง แล้วแบบนี้ชาวบ้านจะทำได้หรือ อย่างในสุพรรณบุรี ที่นา 1 ไร่ จะใส่ปุ๋ยเคมีประมาณ 50 กิโลกรัม ต่อปี หากลดลงเหลือ 25 กิโลกรัม สิ่งที่ภาครัฐส่งเสริมให้ใช้แทนคือ ปุ๋ยหมัก แต่ปุ๋ยหมักที่ต้องใช้นั้นต้องใช้ถึง 5,000 กิโลกรัม แค่นี้ ชาวบ้านก็ไม่เอาแล้ว เพราะต้องลงทุนค่าปุ๋ยเท่าไร หรือถึงแม้จะให้ฟรีก็หนักแบกไปหว่านลงนาไม่ไหว"
"แต่ที่สำคัญคือ ทำให้ชาวนามีการลดต้นทุนการปลูกข้าวลงให้ได้มากที่สุด โรงเรียนชาวนาของเราพร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เราศึกษา เราคิดค้นมา วันนี้พูดได้เลยว่า เทคโนโลยีการปลูกข้าวที่เราศึกษาก้าวหน้าไปกว่าปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 10 ปี" ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวในที่สุด
โรงเรียนชาวนาสุพรรณบุรี
โรงเรียนชาวนาสุพรรณบุรี
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
p'yorm · 18 ธ.ค. 2551
napa pasiktep napasa pasiktep · 18 ธ.ค. 2551
ว่าที่ พ.ต.ดร. ณัฏฐพล ตันมิ่ง · 18 ธ.ค. 2551
kanlaya noy ratanasuphakarn · 18 ธ.ค. 2551
จินดา · 18 ธ.ค. 2551
kanlaya noy ratanasuphakarn · 18 ธ.ค. 2551
kanlaya noy ratanasuphakarn · 18 ธ.ค. 2551