ศาสนสถานวัดคุ้งตะเภา
The Building in WatKungtapao
|
||||
![]() |
อุโบสถ วัดคุ้งตะเภา
อุโบสถ วัดคุ้งตะเภา เริ่มสร้างในปี ๒๔๙๒ และสร้างเสร็จเมื่อปี ๒๔๙๘ (อาคารอุโบสถนี้เป็นอาคารปูนหลังแรกของหมู่บ้านคุ้งตะเภา) ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปประธานมีนามว่า "พระพุทธสุวรรณเภตรา" ผู้ดำริให้จัดสร้างคือ พระครูธรรมกิจจาภิบาล (กลม สุวณฺโณ) อธิบดีสงฆ์วัดดอยท่าเสา และเกจิอาจารย์รูปสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ในสมัยนั้น อุโบสถหลังนี้เป็นอุโบสถทรงไทยประยุกต์ ขนาดกลาง ทรงโรง ลายหน้าบันด้านทิศตะวันตกปั้นรูปพระอินทร์ถือสังข์และจักรประดิษฐานในพระ แท่นมุขย่อมุมปูนปั้นลายไทยกนกล้อม ปิดทอง ประดับกระจกสีฟ้า หน้าบันด้านทิศตะวันออกปั้นรูปเหมือนด้านตะวันออกหลังรูปปั้นพระอินทร์ ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำโบราณ และพระพุทธรูปอื่น ๆ ประดับศิลาอ่อนจารึกฤกษ์อุโบสถ ลายไทยกนกล้อมรอบ หลังคาอุโบสถมุงกระเบื้องขอ มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีเสาหานกลมทั้งสองด้าน ปูพื้นด้วยหินอ่อนทั้งด้านนอกและด้านในรวมทั้งบันได มีรูปพญานาคบันไดทางขึ้นอุโบสถ ศิลปะล้านนา ๔ ตน หน้าต่างแกะสลักลายไทยรูปเทพจำหลัก ล้อมลายกนก ลายเครือเถา ประตูด้านทิศตะวันตกจำหลักเป็นรูปนารายณ์และอิศวรเทพประทับครุฑ (นารายณ์ทรงครุฑ) ประตูด้านทิศตะวันออกจำหลักพระพุทธรูปปางประทานพร ลงรักชาด ปิดทอง (อุโบสถหลังนี้ได้รับการบูรณะใหญ่ใน ปี ๒๕๓๗ โดยดำริของพระสมุห์สมชาย จีรุปญฺโญ (รองเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภารูปปัจจุบัน) โดยทำการบูรณะเสร็จในปี ๒๕๓๙ สิ้นงบประมาณ ๑,๖๗๕,๓๒๙.๕๐ บาท และลักษณะองค์ประกอบของอุโบสถดังกล่าวมาเป็นลักษณะอุโบสถหลังการบูรณะในปี ๒๕๓๙)
|
|||
|
ซุ้มประตูวัดคุ้งตะเภา ซุ้มประตู วัดคุ้งเตะเภา ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดริมทางแยกคุ้งตะเภา (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลขที่ ๑๑ หรือ ถนนสายเอเชีย) ลักษณะซุ้มเป็นซุ้มประตูทรงไทยประยุกต์ศิลปะล้านนาขนาดใหญ่ ออกแบบโดยสล่าเมืองเหนือ ประยุกต์จากรูปแบบเจดีย์ล้านนา บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่นำมาจากจังหวัดลำปาง ๓ องค์บนองค์เจดีย์บนยอดซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ซุ้มจรนัมทั้ง ๔ ด้าน ประดับเสาและตัวซุ้มด้วยลวดลายปูนปั้นสัตว์หิมพานต์และลายเครือเถาศิลปะล้าน นาสวยงาม โครงซุ้มประตูทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งซุ้ม ฐานเสาเข็มเทปูนแท่งเสริมเหล็กลึก ๕ เมตร ขนาดกว้าง ๕ เมตร สูง ๒๙ เมตร แล้วเสร็จบริบูรณ์สิ้นราคาค่าก่อสร้าง เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๑,๐๗๖,๗๖๙, . บาท
|
|
|
เดิมที นั้น ก่อนสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ตัวศาลาเดิมตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน อันเป็นทางสัญจรคมนาคมในสมัยก่อน ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าศาลาในที่ตั้งเดิมนั้นสร้างในสมัยใด (คาดว่าอาจจะสร้างมาแต่ครั้งแรกตั้งวัดในสมัยอยุธยาตอนปลาย) จาก หลักฐานบ่อน้ำข้างบันไดศาลาทำให้ทราบว่าศาลาหลังนี้ย้ายที่ตั้งขึ้นมาจากริม แนวแม่น้ำน่านเดิมบริเวณต้นโพธิ์หลังวัดมาตั้งในพื้นที่ปัจจุบัน ในปี ๒๔๗๒ โดยตัวโครงศาลาประธานในปัจจุบันที่ย้ายมานี้น่าจะมีอายุเกือบ ๑๐๐ ปีแล้ว (แต่รูปแบบโครงศาลาประธานน่าจะมีอายุเก่ากว่านั้น-ผู้เขียน) ศาลา การเปรียญหลังนี้ (หลังเดิมก่อนบูรณะ) เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยภาคกลาง สร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง เสาทุกต้นเป็นเสาสี่เหลี่ยม เป็นอาคารทรงโรงขนาดกลาง หลังคาประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ปูนปั้น หน้าบันเป็นพื้นไม้เรียบ เดิมเปิดโล่งทั้งสี่ด้าน มีชายยื่นออกมารับทางขึ้นศาลาทางทิศเหนือ (อักษรข้างบันไดศาลาระบุว่าสร้างในปี ๒๔๘๓) ศาลา หลังนี้ใช้เป็น อาคารสำหรับบำเพ็ญกุศลหลักของวัด มีการบูรณะและต่อเติมจากตัวโครงศาลาเดิมมาเป็นระยะ ต่อมาได้มีการต่อเติมปิดทึบเฉพาะด้านหอพระ ห้องเก็บของของโรงครัวด้านทิศตะวันออกและตะวันตกบางส่วน และมีการสร้างบันไดใหม่ทางด้านทิศตะวันตกหลังจากมีการสร้างถนนสายเอเชีย ในยุคหลัง ๒๕๐๐ ใน ปลายปี ๒๕๔๙ ทางวัดคุ้งตะเภาได้ทำการบูรณะและต่อเติมศาลาการเปรียญครั้งใหญ่ (ปัจจุบันยังคงทำการบูรณะต่อเติมอยู่) มีการรื้ออาคารประกอบทั้งหมดออก โดยยังคงรักษาโครงไม้ตัวศาลาประธานเดิมไว้อยู่ ซึ่งหลังบูรณะเสร็จ หากมองจากภายนอกศาลาจะไม่สามารถเห็นตัวหลังคาศาลาเดิมได้อีกต่อไป เพราะการบูรณะนั้นมีการเสริมมุขและสร้างอาคารประกอบปิดรอบตัวศาลาประธานทั้ง สี่ด้าน
|
|
|
หอสวดมนต์ หอ สวดมนต์หลังนี้สร้างหลัง ๒๕๐๐ ปัจจุบันนอกจากจะใช้เป็นหอสวดมนต์ประจำวัดแล้ว ยังใช้เป็นหอฉันชั่วคราว (แทนหอฉันเดิมที่ถูกรื้อเพื่อขยายพื้นที่ในการสร้างศาลาการเปรียญวัดคุ้ง ตะเภาหลังใหม่) ชั้นล่างในอดีตยังเคยใช้เป็นห้องสมุดวัดคุ้งตะเภาอีกด้วย ปัจจุบันได้รื้อบันไดหน้าหอสวดมนต์ออกแล้วเพื่อต่อเติมชายคาและติดตั้ง ประตูกระจก
|
|
หอระฆัง หอระฆังวัดคุ้งตะเภา ตั้งอยู่บริเวณหมู่กุฎิสงฆ์ (กุฎิเจ้าอาวาส-หอสวดมนต์) สูงประมาณ ๙ เมตรจากพื้นดินโดยประมาณ เป็นอาคาร ๓ ชั้น ชั้นแรกและชั้นสองเป็นห้องน้ำสำหรับพระสงฆ์ ในชั้นสองนั้นมีบันไดเหล็กเพื่อขึ้นไปชั้นที่สาม อันเป็นที่ติดตั้งระฆังและกลองสำหรับตีประจำวัน
มี เสาหาน มีสองมุข หันไปทางทิศเหนือและใต้ ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนไม้แกะสลักปิดทอง ทาสีทองที่องค์พระพุทธรูป ล้อมประดับด้วยไม้แกะสลักลายกนกประดับกระจกสวยงาม ตัวหลังคามุง ด้วย กระเบื้องขอแบบโบราณ สีเขียวแดงและเหลืองเลียนตามหลังคาพระที่นั่ง |
หลังคา ประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ปูนปั้นประดับกระจก เน้นสีทองเป็นหลัก (หอระฆังวัดคุ้งตะเภา เป็นอาคารศาสนสถานหลังเดียวในวัดคุ้งตะเภาที่ใช้กระเบื้องดินขอไล่สีเหมือน หลังคาพระที่นั่ง)
|
|
|
พระธรรมเจดีย์ บริเวณด้านหน้าอุโบสถวัดคุ้ง ตะเภา มีเจดีย์ก่อิฐถือปูนเก่าแก่อยู่องค์หนึ่ง มีสัณฐานแบบเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองประยุกต์ องค์เจดีย์มีซุ้มจรนัมทั้ง ๔ ทิศ ยอดปล้องไฉนนพศูรย์ ล้วนทำด้วยปูนปั้นทั้งสิ้น สัณฐานสูง ๓ เมตรโดยประมาณ ซุ้มจรนัมเจาะช่องเล็ก ๆ สำหรับไว้ช้างไม้และเครื่องบูชาปิดหน้าซุ้มด้วยแผ่นกระจก ปัจจุบันคงเหลือสมบูรณ์เพียงด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ บริเวณคอองค์เจดีย์มีกรอบอักษรทำด้วยปูนมีอักษรจารึกว่า
นายบุตร นางไฝ ก่อพระธรรม เจดีย์อุทิศให้เจ้าอธิการกอง" เจดีย์ นี้ชาวบ้านคุ้งตะเภารุ่นปู่ย่า เรียกว่าพระธรรมเจดีย์ หรือธรรมเจดีย์ ไว้สำหรับบรรจุใบลานธรรมสำหรับบูชา ผู้ที่ยังทันมาเห็นขณะสร้างเจดีย์กล่าวว่าผู้สร้างเจาะช่องบริเวณองค์เจดีย์ สำหรับไว้บรรจุพระธรรมใบลาน ปัจจุบันคาดว่าใบลานคงเปื่อยยุ่ยหมดแล้ว เนื่องจากความชำรุดและความชื้นขององค์เจดีย์ นอกจากนี้บริเวณทิศตะวันออกของพระธรรมเจดีย์ยังมีผู้มาสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิบรรพบุรุษด้วย โดยลอกแบบพระธรรมเจดีย์ไปสร้าง โดยเรียงจากทิศเหนือไปทิศใต้ ท่านเล่าว่าเจดีย์องค์แรกเป็นเจดีย์รวมบรรจุอัฐิของบรรพบุรุษชาวบ้านคุ้งตะเภา โดยเคยมีซุ้มไม้กระดานเล็ก ๆ เขียนไล่สายบรรพบุรุษบ้านคุ้งตะเภาอยู่ แต่ปัจจุบันนี้ได้สูญหายไปหมดแล้ว
|
|
|
กลุ่มฌาปนสถาน ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๑ (ถนนสายเอเชีย) บนที่ธรณีสงฆ์เนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน ๕๖ ตารางวา ปัจจุบันประกอบไปด้วยอาคารธรรมสังเวชเอนกกุศลศาลาสำหรับ บำเพ็ญกุศลหลัก ๑ หลัง (ภายในอาคารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปพระมาลัยโปรดสัตว์ และภาพคติธรรม) เมรุมณฑปจัตุรมุข ๑ หลัง (หลังใหม่สร้างเสร็จในปี ๒๕๔๙) และกลุ่มศาลารายรอบเมรุอีก ๔ หลัง นอกจากนี้บนพื้นที่ธรณีสงฆ์ยังเป็นที่ตั้งของโรงประปาหมู่บ้าน อาคารธนาคารหมู่บ้านคุ้งตะเภา ร้านค้าชุมชน และร้านค้าวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านคุ้งตะเภาอีกด้วย ที่ ตั้งกลุ่มอาคารฌาปนสถานวัดคุ้งตะเภาในปัจจุบันนั้น เดิมเป็นป่าช้าวัดคุ้งตะเภา และตั้งอยู่หลังวัดคุ้งตะเภา แต่หลังจากการตัดถนนสายเอเชีย ทำให้การคมนาคมย้ายจากถนนเลียบน้ำน่าน (ศาลาการเปรียญ) มาเป็นถนนสายเอเชียแทน ทำให้ฌาปนสถานมาอยู่หน้าวัดดังในปัจจุบัน ใน สมัยที่ยังมีการฝังศพ เมื่อกว่า ๕๐ ปีที่แล้วนั้น ท่านเล่าว่าบริเวณป่าช้ามีอาณาเขตจำเพาะ จะไม่มีการฝังนอกพื้นที่ ภายในป่าช้ามีต้นไม้ใหญ่ต้นไผ่ขึ้นครึ้มดูน่าวังเวง มีกองฟอนโบราณอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของป่าช้า ไว้สำหรับฌาปนกิจ สมัยก่อนนั้นบ้างเผา บ้างฝัง ทับถมในพื้นที่มาหลายรุ่นแล้ว จนเมื่อ ๓๐ ปีมานี้มีการทำบุญใหญ่ล้างป่าช้าวัดคุ้งตะเภาและสร้างเมรุ (หลังเก่า) และศาลาบำเพ็กุศลอย่างเป็นกิจจะลักษณะขึ้น พร้อมกับตัดไม้ปราบที่จนเตียน ใน ปี ๒๕๔๕ ได้มีการสร้างเมรุหลังใหม่ ทดแทนหลังเดิมที่ชำรุด เป็นเมรุทรงมณฑปจัตุรมุขสร้างพร้อมอาคารประกอบ ทั้งหมดแล้วเสร็จในปี ๒๕๔๙ เป็นกลุ่มอาคารบริเวณฌาปนสถานที่สร้างครั้งหลังสุด
|
จ่าสิบเอกบุญเลี่ยม แสงวิจิตร เกิดที่บ้านเลขที่ ๔๔ หมู่ที่ ๔ บ้านท่าหาดตำบลธรรมมูล อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๔๘๗ เป็นบุตรของนายเขียว -นางสวิง แสงวิจิตร มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๓ คน คือ นายบุญรอด แสงวิจิตร, จ่าสิบเอกบุญเลี่ยม แสงวิจิตร, อาจารย์ปัญา แสงวิตร ปัจจุบันสมรสกับนางเครือ สิงห์ประพันธ์ มีบุตรด้วยกัน ๑ คนคือ ดร.ประภากรณ์ แสงวิจิตร (ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)
จ่าสิบเอกบุญเลี่ยม เข้ารับการศึกษาขั้นต้นที่ โรงเรียนวันพิกุลงาม จนจบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ และได้เข้ารับการศึกษาต่อที่โรงเรียนพยุหะวิทยา อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒
ในปี ๒๕๐๘ จ.ส.อ.บุญเลี่ยม แสงวิจิตร ได้เข้ารับราชการเป็นทหารเกณฑ์โดยฝึกทหารใหม่ที่ค่ายธนะรัชต์ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และออกร่วมรบในสงครามเวียดนาม จนได้รับ เหรียญชัยสมรภูมิ (ช.ส.) ต่อมาได้ปลดประจำการและอุปสมบทที่วัดบ้านเกิด จนในปี ๒๕๑๔ จึง
ได้ เข้ารับราชการทหารอีกครั้ง ได้รับประดับยศในขั้นแรกที่สิบตรี ต่อมาได้ร่วมรบเพื่อรักษาอธิปไตยและเพื่อประเทศชาติในหลายเหตุการณ์เช่น การปราบปรามคิมมิวนิสต์ที่จังหวัดน่าน, เหตุการณ์ ๓ หมู่บ้าน จังหวัดอุตรดิตถ์, การรบ ณ ภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก-เพชรบูรณ์ และที่สงครามไทย-ลาว ที่บ้านร่มเกล้า จากนั้นได้รับราชการทหารเรื่อยมาจนเกษียณอายุราชการในปี ๒๕๔๖
หลังจากเกษียณ จ่าสิบเอกบุญเลี่ยม ได้ช่วยงานทางด้านศาสนพิธี และสาธารณูปการของวัดคุ้งตะเภามาโดยตลอด จนในปี ๒๕๔๙ จ่าสิบเอกบุญเลี่ยม ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นไวยาวัจกรวัดคุ้งตะเภา (คนที่ ๒) เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของไวยาวัจกรวัดคุ้งตะเภาคนที่ ๑ (พันเอกสิงหนาท โพธิ์กล่ำ) และช่วยในการศาสนพิธี สาธารณะประโยชน์ และสาธารณูปการของวัดคุ้งตะเภามาจนถึงปัจจุบัน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ :
- พ.ศ. ๒๕๑๕ เหรียญบำเหน็จกล้าหาญชัยสมรภูมิ (การรบสงคราม ณ สาธารณรัฐเวียดนาม)
- พ.ศ. เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ ๒
- พ.ศ. เหรียญราชการชายแดน
เล่าประวัติ-ความในใจของ จ.ส.อ.บุญเลี่ยม แสงวิจิตร
ข้าพเจ้า เกิดที่บ้านเลขที่ ๔๔ หมู่ที่ ๔ บ้านท่าหาด ตำบลธรรมมูล อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท
เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๔๘๗ เข้ารับการศึกษาที่ โรงเรียนวันพิกุลงาม จนจบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ และได้เข้ารับการศึกษาต่อที่โรงเรียนพยุหะวิทยา อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒
เมื่อปี ๒๕๐๒ ข้าพเจ้าติดตามครอบครัวไปทำไร่ข้าวโพด ไร่ถั่วที่ตำบลตากฟ้า ต่อมาก็ได้ย้ายไปทำที่ อำเภอชัยบาดาน จังหวัดลพบุรี เมื่อปี ๒๕๐๘ ข้าพเจ้าได้รับเกณฑ์ทหารเข้ารับการฝึกทหารใหม่ที่ค่ายธนะรัชต์ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา ๔ เดือน และต่อมาได้เข้ารับการฝึกกำลังทดแทนที่ ตำบลลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อปลายปี ๒๕๑๑ เป็นเวลา ๖ เดือน ได้เดินทางไปร่วมรบในสงครามเวียดนามทางเรือ รุ่นที่ข้าพเจ้าไปนั้น เป็นรุ่นผลัดที่ ๑ ส่วนที่ ๒ (รุ่นเสือดำ) เป็นกำลังไปผลัดเปลี่ยน (รุ่นจงอางศึก) ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในเวียดนามนั้น ได้เข้ากวาดล้างและทำลายต่อพื้นที่เป้าหมายหลายครั้ง ไม่สามารถกล่าวในที่นี้ได้ จนหมดภารกิจ ครบวาระ ๑ ปี ได้รับเหรียญราชอิสริยาภรณ์ชัยสมรภูมิ (ช.ส.) จึงได้เดินทางกลับ เมื่อปลดประจำการข้าะเจ้าได้เข้าบรรพชาอุปสมบท ๑ พรรษาที่วัดพิกุลงาม เมื่อลาสิกขาบทมาก็ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการทหารที่ กองพันทหารม้าที่ ๗ เมื่อ ๔ กรกฎาคม ๒๕๑๔ ได้รับประดับยศเป็นสิบตรี เงินเดือน ๖๐๐ บาท ในระหว่างที่ข้าพเจ้ารับราชการอยู่นั้น ข้าพเจ้าได้ไปปฏิบัติงานปราบปรามคอมมิวนิสต์แทบจะทุกตารางนิ้วในจังหวัดน่าน และครั้งสุดท้ายที่เขตงาน ๔ และเขตงาน ๕ นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ ในเหตุการณ์ ๓ หมู่บ้าน จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก-เพชรบูรณ์ ครั้งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าเข้าร่วมรบคือที่บ้านร่มเกล้า เมื่อครั้งเครื่องบิน F-105 ตกเมื่อปี ๒๕๓๐ และได้รับราชการทหารเรื่อยมาจนเกษียณอายุราชการในปี ๒๕๔๖
ในระหว่าง ข้าพเจ้าปฏิบัติหน้าที่ หากจะถามว่ามีช่วงใดที่ข้าพเจ้าภูมิใจที่สุดและดีใจที่สุด ก็ขอตอบว่าในช่วงที่ข้าพเจ้าได้ประดับเหรียญชัยสมรภูมิ ซึ่งนับเป็นช่วงที่ข้าพเจ้าภูมิใจที่สุดในชีวิตนับแต่เกิดมา
เมื่อ ข้าพเจ้าได้ลาออกจากราชการมา ข้าพเจ้าก็ได้อยู่ที่บ้านระยะหนึ่ง ก็มองเห็นว่าสมควรที่จะได้มีส่วนช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่ใกล้ชิดกันที่เขามี ความเดือดร้อน ก็เลยเข้าวัดช้วยเหลืองานของวัด ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้างก็ดี งานศาสนพิธีก็ดี จนในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นไวยาวัจกรเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๙ ถ้าจะถามว่าข้าพเจ้ามีความคิดอย่างไรจึงมาทำงานด้านนี้ ก็ขอตอบว่า ข้าพเจ้าเกิดมาชาติหนึ่งเรามีโอกาสได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามแต่ที่เราจะ ทำได้ ข้าพเจ้าดีใจ ภูมิใจ และมีความสุขที่เราได้มีโอกาสได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือผู้ที่เขาเดือดร้อน เป็นความภูมิใจ เป็นความสุข

























