วิวัฒนาการของมนุษย์ นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างยิ่ง สิ่งที่ทำให้มนุษย์มีวิวัฒนาการแตกต่างจากสัตว์อิ่น ๆคือ การพัฒนาการเรียนรู้ มนุษย์แรกเริ่มก็ไม่ต่างจากสัตว์ทั่วไป อยู่ในป่าเช่นเดียวกับสิงสาราสัตว์อิ่น ๆ มีสมมติฐานว่ามนุษย์มีบรรพบุรุษร่วมกันกับวานร ( Ape) และมีวิวัฒนาการมาจนเป็นมนุษย์ยุคแรก ( Homo sapiens)
แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์มีวิวัฒนาการหนีห่างจากสัตว์ คือการเรียนรู้ มนุษย์มีสติปัญญา มีความอยากรู้อยากเห็น อยากหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ จากที่เคยอาศัยอยู่ในป่าก็เริ่มมีการนำสัตว์มาเลี้ยง มีการเพาะปลูก อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปจากชีวิตในป่า
เริ่มเป็นสังคมเกษตรกรรม มีเวลาที่จะถ่ายโอนความรู้ให้รุ่นลูกรุ่นหลาน เริ่มมีผู้นำ มีเจ้าสำนักวิชาความรู้จนในที่สุดกลายเป็นผู้มีอำนาจทางปัญญาความคิด ผู้อื่นต้องเรียนรู้จากการถ่ายโอนความรู้เท่านั้น ไม่สามารถจะคิดนอกเหนือไปจากแนวความคิดนั้นได้
ธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์
ธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์มี 2 แบบ คือการเรียนรู้ที่เกิดจากธรรมชาติในความอยากเห็น อยากรู้ อยากลอง การเรียนรู้ในลักษณะนี้คือตัวที่ผลักดันโลกทำให้โลกมีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น การเรียนรู้อย่างที่สอง คือ การเรียนรู้จากการถ่ายโอนความรู้ของคนรุ่นก่อนสู่คนรุ่นหลัง การเรียนรู้อย่างหลังนี้เกิดขึ้นเร็วมาก เพราะไม่ต้องเสียเวลาศึกษา ค้นคว้า แต่สามารถรับรู้จากการบอกเล่า การถ่ายทอดของผู้รู้ประกอบกับธรรมชาติของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การแย่งชิง การแสวงหาผลประโยชน์จากความรู้ของผู้อื่นมีมากขึ้นทุกวัน การเรียนรู้อย่างหลังจึงกลายมาเป็นแบบฉบับที่คนส่วนใหญ่เป็น เพราะเกิดได้เร็วทันใจ ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก
แต่กลับนำมาใช้ประโยชน์ได้รวดเร็วมาก เร็วกว่าผู้ที่คิดค้นหาความรู้เอง
แรงจูงใจในการเรียนรู้
นักจิตวิทยาการเรียนรู้ จำแนกแรงจูงใจในการเรียนรู้ ได้เป็น 2 กลุ่มคือ
1. กลุ่มที่มีแรงจูงใจจากความต้องการสัมฤทธิผล กลุ่มนี้ต้องการผลักดันตนเองให้อยู่บนจุดสูงสุดในทุกขณะของชีวิต ต้องการตอบสนองสำนึกในหน้าที่ เช่นหน้าที่ของลูกที่ดี หรือนักเรียนที่ดี ที่ต้องเรียนให้เก่ง ต้องการให้สังคมยกย่องว่าเป็นคนเก่ง พวกนี้จะไม่ทำอะไรตามความชอบของตัวเอง แต่จะใช้ความชอบของสังคมตัดสิน เป็นต้นว่าการสอบเข้าเรียนแพทย์ มีนักเรียนหลายคนไม่ชอบวิชานี้เลย แต่ต้องสอบเข้าเรียนให่ได้ เพราะสังคมให้ความสำคัญ
2. กลุ่มที่มีแรงจูงใจจากความอยากรู้อยากเห็น กลุ่มนี้ชอบแสวงหา ความรู้ใหม่ จึงชอบที่จะค้นหาความรู้ สำรวจ ทดลอง เก็บข้อมูลและหาคำอธิบายข้อมูลด้วยตนเอง ตลอดจนนำความรู้มาสร้างสรรสิ่งใหม่ ๆ กลุ่มนี้อาจจะถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่ผลักดันให้โลกเปลี่ยนแปลง
เป็นต้นว่า ผู้สร้างองค์ความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ ค้นพบสิ่งใหม่ เช่น ประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ทำให้โลกเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงเข้าสู่โลกอุตสาหกรรม เข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์หรือ เทคโนโลยีสารสนเทศ และจะเปลี่ยนแปลงไปอีกอย่างรวดเร็ว
การจัดการเรียนการสอนที่บอกว่าเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอนต้องจัดการเรียน
การสอนให้สามารถตอบสนองความสนใจและความต้องการของผู้เรียน ต้องรู้จักนักเรียน รู้จักแรงจูงใจในการเรียนว่านักเรียนของตนมีแรงจูงใจประเภทใด แล้วจัดให้สอดคล้องกับความต้องการ ดังนี้
|
รูปแบบ |
ต้องการสัมฤทธิผล |
อยากรู้อยากเห็น |
|
บทนำ |
ชัดเจน บอกจุดหมายและ ความคาดหวังที่ได้จากการเรียน |
นำด้วยปัญหา |
|
การสอน |
ให้ความรู้ สอนทฤษฎี/หลักการ |
เน้นการแก้ปัญหา |
|
การเรียน |
เรียนรู้จากการถ่ายทอดความรู้โดยตรงจากครู |
เรียนโดยกระบวนการแก้ปัญหา ผู้เรียนมีบทบาทตรง |
|
ภาคปฏิบัติ |
เพื่อพิสูจน์ว่าทฤษฎีเป็นจริง กำหนดวิธีการทำชัดเจน ต้องการผลตามทฤษฎี |
ออกแบบกิจกรรม สำรวจ ตรวจสอบ เก็บข้อมูล หาหลักฐาน |
|
ความรู้ |
ครูเป็นผู้บอก/สรุปให้ |
ได้จากการสร้างคำอธิบาย สรุปเป็นความรู้ |
|
วัด/ประเมินผล |
วัดตามเนื้อหาสาระ ข้อสอบมีคำถาม/คำตอบชัดเจน |
ทดสอบการใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหา |
ดังนั้นการเรียนการสอนไม่ว่าจะเป็นแบบ ต้องแล้วแต่ว่าผู้เรียนจะรับได้หรือไม่ ถ้าใช้วิธีแรกสอนพวกอยากรู้อยากเห็น เด็กจะไม่อยากเรียนเพราะไม่มีอะไรท้าทายความอยากรู้อยากลอง ในทางตรงกันข้ามถ้านำวิธีหลังไปสอนกลุ่มแรกเด็กจะไม่รู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรจากครู จะคิดว่าครูทำให้ขาดโอกาสที่จะได้ความรู้ตามเนื้อหา นักเรียนก็จะไม่พอใจการสอนนี้เช่นกัน ทุกวันนี้แนวปฏิบัติของครูคือนักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้เอง
ที่มา : สุนีย์ คล้ายนิล. (2542) “ คอนสตรัคติวิสม์” วารสาร สสวท. ปีที่ 27 ฉบับที่ 106 หน้า 6 - 13