เพลงอีแซวในวันนี้ มีคำร้องเรียบ ๆ ไม่เห็นมีการใส่อารมณ์ให้ผู้ดูคล้อยตาม ไม่เคยเห็นว่า นักเพลงรุ่นเยาวชนร้องเพลงปะทะใส่คำว่า “เฮ้ย” คำว่า “คราวนี้” คำว่า “วะ, โว้ย” เพิ่มเข้าไปในคำร้องด้วย

เพลงอีแซวในวันนี้

(ตอนที่ 2) สิ่งที่ไม่เคยเห็น

ชำเลือง มณีวงษ์ (ผู้เขียน)

            (ผู้มีผลงานดีเด่นเพลงพื้นบ้าน รางวัลราชมงคลสรรเสริญ พุ่มพนมมาลา ปี พ.ศ. 2547)

                           

                                                 

2. สิ่งที่ผมไม่เคยเห็น

2.1 ชุดการแสดง ในยุคก่อน ผมไม่เคยเห็นนักเพลงรุ่นเก่า ๆ เขาสวมชุดการแสดงแบบอื่น สวมทับชุดการแสดงเพลงอีแซว ถึงแม้ว่า จะมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดบทบาทใหม่ก็ไม่มีการสวมทับ เพราะนั่นคือ รูปแบบของชุดการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของในแต่ละประเภทของเพลงพื้นบ้าน ส่วนในยุคต่อมา ผมถามพี่เกลียว เสร็จกิจ (ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน ปี 2539) พี่เขาบอกว่า เรื่องของเสื้อผ้ามีการประยุกต์มาเป็นผ้านุ่งตัดสำเร็จ ก็พอที่จะรับได้ ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ก็น่าที่จะให้เหมือน ๆ กันทั้งคณะ นุ่งผ้าตัดสำเร็จก็ตัดสำเร็จทั้งวง ส่วนวงเพลงอีแซว สายเลือดสุพรรณฯ เราแต่งตัวแบบดั้งเดิมเพื่อรักษาเอกลักษณ์ของเพลงเอาเก่าไว้ให้ได้นานเท่านาน (เราปรับปรุงเรื่องเครื่องประดับบ้างเล็กน้อย)

2.2 รูปแบบการแสดง (เล่นเพลง) ในปี พ.ศ. 2535-2536 ผมเริ่มทำวงเพลงอีแซว เพลงฉ่อยซึ่งมีผู้แสดง 6-12 คน ผมไม่รู้ว่าจะให้เด็ก ๆ ที่ยังไม่ได้ร้องเขาทำอะไรกันก็เลยมาคิดว่า ให้เด็ก ๆ ที่ยืนร่วมแสดงเป็นลูกคู่ร้องรับเขาตั้งแถวรำกันอยู่แถวหลัง (ใครเริ่มก่อนผมแนะนำมาบ้าง) และรำด้วยท่าทางเดียวกัน แบบยืนนิ่ง ๆ เหยาะเข่าเล็กน้อย ไม่มีการเคลื่อนไหว ปี พ.ศ. 2537-2538 ผมจึงฝึกให้นักเรียนรำทำท่าทางเคลื่อนไหว เดินหน้า ถอยหลัง เคลื่อนที่ไปทางซ้าย และขวา รวงทั้งมีการหมุนตัวไปตามจังหวะ (แบบนักเต้น) ผมไม่เคยเห็นเพลงอีแซวที่เน้นการรำ เพราะแต่ก่อนไม่มีรำ มาถึงวันนี้กลายเป็นว่านำเด็กมารำบนเวทีเพลงอีแซว 30-45 คน เต็มกันไปหมด แถมยังเรียกเพลงอีแซวสุพรรณว่า เพลงรำอีแซว (ดูจะไปกันใหญ่)

    

2.3 เครื่องดนตรี มีผู้ฝังใจอยู่กับการใช้ตะโพนถึงกับบอกว่า เพลงอีแซวถ้าไม่ใช้ตะโพนแล้วจะมาบอกว่า เป็นผู้นำในการอนุรักษ์ไม่ได้ คนที่คิดและพูดกอย่างนี้คือ ผู้ที่หาแนวร่วมแบบไม่สืบค้นหาความรู้ให้กระจ่างชัด ถ้าคูณต้องนำเด็ก ๆ ไปแสดง 3-4 ชั่วโมง ตะโพนที่วางไว้บนเวทีโดนน้ำค้างพรมลงมาตีไม่ได้ครับ หนังกลองมันหย่อน ขนาดวงผมมีผ้าร่มป้องกันน้ำค้าง ความชื้นก็ยังทำให้หนังกลองหย่อนตีไม่ได้ ผมจึงต้องปรับแก้ไขโดยใช้ กลองบองโก้และกลองไฟฟ้าซึ่งไม่มีการหย่อนและปรับตั้งความตึงหย่อนของหนังกลองได้ตลอดเวลา

ผมไม่เคยเห็นผู้ให้จังหวะตีตะโพนด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างคอยลงจังหวะเสียงต่ำเพียง 2 ครั้งครบรอบจังหวะ คุณลุงศิริ สอนให้ผมตีตะโพนด้วยมือทั้ง 2 ข้างที่สัมพันธ์กันตั้งแต่เริ่มตีหน้าหนัง ตึงแรกไปจนครบรอบของจังหวะด้วยมือทั้ง 2 ข้างเท่า ๆ กัน

2.4 เครื่องขยายไฟฟ้า มาถึงในยุคปัจจุบันมีเครื่องอำนวยความสะดวกและเสริมให้การแสดงน่าดูมากยิ่งขึ้นทั้งเครื่องขยายเสียงและไฟฟ้าประดับตกแต่งเวทีการแสดง ผมไม่เคยเห็นนักแสดงเขาถือไมโครโฟนร้องเพลงอีแซว แล้วเหลือมืออีกข้างแกว่งไกวแบบพายเรือ เพราะเขาต้องใช้มือข้างหนึ่งไปถือไมโครโฟนเอาไว้ มีครูเพลงที่เป็นเสาหลักท่านหนึ่งแนะนำผมว่า ชำเลือง อย่าให้เด็กมันถือไมโครโฟนร้อง เพราะจะทำให้ออกลีลาท่าทางได้ไม่สมบูรณ์ แต่ว่าเมื่อถึงตอนเล่นเพลงปะทะคารม ที่รุกเร้า ไม่มีการรำ มีแต่ทำท่าทาง ตอนนั้นผู้แสดงจะถือไมโครโฟนร้องก็ย่อมทำได้ (มืออาชีพเขาทำได้)

2.5 ท่วงทำนองในการร้อง นักเพลงรุ่นเก่า ๆ เขาร้องเพลงตามอารมณ์ที่ได้รับ ผมไม่เคยเห็นว่าเขาร้องทำนองเดียวกันตลอดการแสดง ตรงจุดนี้ไม่มีนักวิชาการที่รู้จริงให้ข้อคิดนักแสดงเลยสักคนเดียว (เพราะเขาไม่ได้ศึกษาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น)

แถมบางวงในการร้องยังใช้เสียงสูงต่ำ ที่นำไปสู่ทำนองเพลงไม่ตรงกับตัวอักษรที่เขียนไว้ เช่น อักษรต่ำแต่ร้องเสียงสูง พอเป็นอักษรสูงร้องเสียงต่ำ แต่พอถึงคำลงเพลงทั้งที่เป็นอักษรกลาง กลับร้องลงเพลงด้วยเสียงสูง และยังมีการฝึกให้นักร้องนำ ร้องพร้อม ๆ กันแบบประสานเสียง (ตรงจุดนี้ก็ไม่มีผู้รู้ให้ข้อเสนอแนะ) อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่เคยสืบค้นจากต้นตำนานดั้งเดิมมาก่อน

         ตามไปดูการแสดงเพลงอีแซว เพลงพื้นบ้านในวันนี้ อารมณ์เพลงไม่เกิดเพราะคำร้องเรียบ ๆ ไม่มีการใส่อารมณ์ให้ผู้ดูคล้อยตาม ไม่เคยเห็นว่า นักเพลงรุ่นเยาวชนร้องเพลงปะทะใส่คำว่า  เฮ้ย  คำว่า คราวนี้ คำว่า วะ, โว้ย เพิ่มเข้าไปในคำร้องด้วย คงร้องด้วยทำนองเรียบ ๆ ตั้งแต่ต้นไปจนจบการแสดง (นักวิชาการกลับมองดูว่าดี)

             

             

 

         ส่วนวิธีการร้องและการแสดงของวงเพลงอีแซว สายเลือดสุพรรณ ผมสอนให้ท็อปกับแป้งนักร้องนำของวงเพลงอีแซวนักเรียนเขาได้ฝึกร้องทำนองเพลงชน เวลาร้องปะทะแบบของเก่า เมื่อเขาต้องร้องโต้กันให้สอดใส่คำสร้อยเข้าไปด้วย และร้องแบบมีหยุดหายใจเข้า เพื่อทอดจังหวะไม่ต้องให้ต่อเนื่อง แต่ต้องร้องให้มาลงจังหวะกลองได้พอดี

 

         ยังมีความเป็นเสน่ห์ที่น่าหลงใหลในศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้านประเภทเพลงอีแซวและเพลงพื้นบ้านอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ทั้งนี้จะหาได้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเท่านั้น ไม่มีในตำราที่นักวิชาการเขียนเอาไว้ เพราะเขาเหล่านั้นตีความจากการอ่านเอกสาร ไม่เคยได้ฝึกหัดการแสดงหรือเล่นเพลงบนลานดิน บนเวทีการแสดงจริง ๆ มาก่อน