กระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์
การบริหารทรัพยากรมนุษย์มีขั้นตอนที่สำคัญ
3
ขั้นตอน คือ
1. การได้มาซึ่งทรัพยากรมนุษย์ (Acquisition)
2. การรักษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Retention &
Development)
3.
การพ้นจากองค์การหรือการทำงาน (Separation or
retirement)
การได้มาซึ่งทรัพยากรมนุษย์
มีกิจกรรมในกระบวนการให้ได้มาซึ่งทรัพยากรมนุษย์อยู่ 4 กิจกรรมสำคัญ คือ
1. การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ (HR. Planning) โดยมีกระบวนการที่สำคัญอยู่ 5 ขั้นตอนคือ
1.1 กำหนดกรอบอัตรากำลัง
(Profiling) เป็นการประเมินว่าในรอง
2-3 ปีข้างหน้า
ขนาดขององค์การหรือโครงสร้างขององค์การจะเล็กลงหรือขยายขึ้น
หากขยายขึ้นจะต้องรับคนเพิ่มกี่อัตรา ความรู้ ความสามารถ
หรือคุณสมบัติของคนที่จะรับนั้นเป็นอย่างไร
มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ทางด้านเทคโนโลยี
ตลาดและการแข่งขันในรูปต่าง ๆ อย่างไรบ้าง
1.2 ประมาณการจำนวน
(Estimating)
เป็นการคำนวณจำนวนบุคลากรที่จะรับเพิ่มตามกรอบอัตรากำลังของโครงสร้างที่จะขยายหรือเปลี่ยนแปลง
เช่น องค์การต้องมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อแข่งขันกับคู่แข่ง
แต่นักออกแบบขององค์การมีเพียง 2 คน
จำเป็นต้องขยายโครงสร้างของหน่วยออกแบบให้สามารถรองรับสถานการณ์การแข่งขันให้ได้ใน
2 ปีข้างหน้า จึงกำหนดกรอบอัตรานักออกแบบเพิ่มขึ้น
และเมื่อพิจารณาระยะเวลา 2
ปีแล้วจึงประมาณการว่าควรเพิ่มอัตรานักออกแบบปีละ 2
คน
1.3
การจัดทำประวัติ (Inventorying)
หลังจากกำหนดกรอบแล้วอาจจะพบว่าบางฝ่ายหรือบางหน่วยงานอาจต้องลดอัตราลง
ส่วนที่ลดลงนี้อาจมีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งที่จะเพิ่มก็ได้
ดังนั้นการจัดทำประวัติบุคลากรจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเปลี่ยนตำแหน่งงาน
หรือส่งเสริมให้คนภายใน (Internal Source)
ได้รับตำแหน่งงานสูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนา
ฝึกอบรมหรือเพิ่มพูนความรู้ความสามารถให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์
1.4 การคาดการณ์
(Forecasting)
บุคลากรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเป็นสิ่งที่ผู้
บริหารต้องเตรียมการรองรับให้ได้ เช่น จะลาออก จะเกษียณอายุ
คลอดบุตร หรือโอนย้าย จำนวนเท่าใด
การเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลกระทบต่อภาระงานขององค์การอย่างไร
ต้องเตรียมการรองรับอย่างไร
เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
1.5 การวางแผน
(Planning) นำข้อมูลทั้ง 4
ข้างต้น และนโยบายขององค์การมาประเมินสถานการณ์
กำหนดหัวข้อปัญหา หรือหัวข้อที่จะพัฒนา
กำหนดวัตถุประสงค์ที่จะแก้ปัญหานั้น ๆ หรือที่จะพัฒนา
แล้วจึงกำหนดวิธีการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์
และนำแผนที่วางไว้นี้ไปปฏิบัติหรือไปสรรหาบุคลากรต่อไป
2.
การสรรหาทรัพยากรมนุษย์ (HR. Recruitment)
เป็นการนำแผนมาสู่การปฏิบัติโดยการประกาศเชิญชวนผู้สนใจให้มาสมัคร
ซึ่งอาจสรรหาจากทรัพยากรภายในองค์การหรือภายนอกองค์การก็ได้
แต่ต้องให้เหมาะสมกับหน้าที่งาน
สำหรับบุคลที่จะสมัครเข้าทำงานก็จำเป็นต้องเตรียมตัวเข้ารับการคัดเลือก
การสอบแข่งขัน การสัมภาษณ์ หรือวิธีการอื่น ๆ
ตามแต่ที่จะกำหนดไว้ในแผน
3.
การคัดเลือก (HR. Selection)
เมื่อผู้สนใจสมัครเข้ารับการคัดเลือกก็อาจเป็นไปได้ว่า
ไม่มีผู้เหมาะสมต่อตำแหน่ง
หรือมีผู้เหมาะสมหลายคนแต่มีตำแหน่งรองรับจำกัด ก็ต้องทำการคัดเลือก
โดยอาจใช้วิธีการทดสอบหรือการวัดหลาย ๆ แบบรวมกัน
ซึ่งมักจะเป็นการวัดความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานในตำแหน่งนั้น ๆ
และทัศนคติที่มีต่องานที่จะทำ
หรืออาจกล่าวได้ว่าอาจจำเป็นต้องวัดทั้งสติปัญญา เชาวน์ไวไหวพริบ
และอารมณ์ของผู้สมัครประกอบกันวิธีการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานมักคำนึงถึงบุคลิกภาพและความสามารถที่สำคัญ
4 ประการ คือ ความสามารถในการคิดหรือทักษะในการคิด
(Conceptual Skill)
ความสามารถหรือทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น (Human
Relation Skill) และความสามารถในการคิดสร้างสรรค์
(Creativity Skill)
ดังนั้นวิธีการคัดเลือกหรือตรวจสอบคุณสมบัติ
ความสามารถของบุคคลจึงมีหลายวิธีการคือ
1)
การตรวจสอบประวัติจากเอกสารหรือบุคคลอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูลปฐมภูมิอื่น
ๆ
ของผู้สมัคร เพื่อประเมินประวัติเบื้องต้นต่าง ๆ เช่น เพศ อายุ
การศึกษา ประสบการณ์ การทำงาน ผลงานดีเด่น
หรือข้อมูลด้านลบที่อาจเป็นผลเสียต่อการทำงาน
2)
การสัมภาษณ์เพื่อดูบุคลิกภาพและประเมินทักษะการติดต่อสื่อสารหรือการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
3)
การทดสอบความรู้
เพื่อประเมินว่าคุณวุฒิที่มีอยู่ตามประวัติการศึกษานั้น
ทำให้บุคคลมีความสามารถในการคิดหรือไม่
ตามปกติภาคราชการมักกำหนดให้สอบข้อเขียนในสองหมวด คือ
หมวดความรู้ทั่วไป และหมวดความรู้เฉพาะตำแหน่ง
แต่ในภาคเอกชนอาจมีวิธีการทดสอบความรู้ที่แตกต่างออกไป
4)
การทดสอบภาคปฏิบัติ
เพื่อประเมินว่าบุคคลจะมีความสามารถปฏิบัติงานในระดับที่กำหนดหรือในระดับมาตรฐาน
หรือเพียงพอต่อการทำงานในตำแหน่งที่จะรับเข้ามาเป็นพนักงานหรือไม่
เช่น การใช้ภาษา การใช้เครื่องมือ
การใช้เทคนิควิชาชีพที่จบการศึกษามาอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่
ตามปกติภาคราชการให้ทดลองปฏิบัติงานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน
ส่วนภาคเอกชนจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย
5)
การทดสอบทางจิตวิทยา
เพื่อประเมินว่าบุคคลมีเชาว์ไหวพริบในการแก้ปัญหาหรือไม่
มีความถนัดเหมาะสมกับบุคลิกภาพอย่างไรหรือถนัดงานแบบใด
มีแรงจูงใจที่จะทำงานแบบใด มีทัศนคติต่องานที่จะทำอย่างไร
4.
การปฐมนิเทศ (Orientation)
การแนะนำให้เข้าใจวัฒนธรรมขององค์กรระบบการทำงาน
และธรรมเนียมปฏิบัติเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบุคลากรที่รับเข้ามาใหม่หรือที่เปลี่ยนงานใหม่
หากการปฐมนิเทศไม่ชัดเจนหรือไม่ครอบคลุมเนื้อหาสาระในส่วนที่บุคคลต้องเข้าไปเกี่ยวข้องหรือทำงานตั้งแต่ต้น
จะก่อให้เกิดปัญหาในภายหลังได้
เพราะสิ่งที่เขาคาดหวังต่องานที่จะทำอาจจะไม่ตรงกับสภาพงานที่แท้จริงจนปรับตัวเองเข้ากับงานไม่ได้
ดีมากเลยค่ะสำหรับเรื่องที่นำมาให้อ่าน เพราะตนเองทำงานฝ่ายบุคคลพอดี จะได้ทราบกระบวนการบริหารงานบุคคล เพื่อนำมาใช้อย่างถูกต้อง
ขอบคุณน้องบาร์เบียร์และน้องmommam ค่ะ ที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันค่ะ
ได้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์เพิ่มขึ้นอีกแล้วค่ะ
ขอบคุณน้อง sukanya su hom ค่ะ
ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน แต่ถ้าได้มาและไม่รู้จักรักษาให้ดี การรักษามันอยู่ที่ใจรักษาใจให้เค้ารักในตัวองค์การให้ได้ก่อน แล้วทุกอย่างจะดี
เป็นจริงตามที่ลูกฮวกเสนอแนวคิดจ้ะ
การได้มาซึ่งทรัพยากรมนุษย์...ไม่ได้มากันง่ายนะกั๊บ.....เจี๊ยกๆ
ขอบคุณลิงน้อยค่ะ
ขอบคุณมากๆเลยค่ะ