ใกล้ว?Merry X’Mas and Happy New Year 2009
นใกล้วันคริสต์มาสเข้าไปทุกทีแล้ว น้องมะนาวหวานมองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียวๆ แดงๆ ของต้นคริสต์มาสที่ประดับประดาไปด้วยของตกแต่งหลากหลายแล้วแต่ผู้จัดจะรังสรรค์แต่งแต้ม ไม่ว่าเป็น ตุ๊กตา , สายรุ้ง , ดาว5 แฉก,ดวงไฟระยิบระยับ ฯลฯ ที่สำคัญ ยิ่งดึกยิ่งสวย...โรแมนติกมากๆ 55
ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส สิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้ คือ “ของขวัญ” ไม่งั้นงานอาจกร่อย และผู้ที่จะมามอบความสุขพร้อมแต้มรอยยิ้มให้กับพวกเด็กๆก็คือซานตาครอส ขวัญใจของเด็กทั่วโลก...คุณลุงผู้ใจดีที่หอบของขวัญมากมายไต่ลงมาตามปล่องไฟเพื่อแจกให้เด็กๆอะ...แต่สมัยนี้หาไม่ค่อยได้แล้ว หุหุ ยิ่งเป็นเมืองไทยของเรานั้น...ไม่เคยมีมาก่อนด้วยซ้ำ แหม...แค่ก็ร้อนจะตายอยู่แล้ว 555
งั้นน้องมะนาวหวานก็ขอถือโอกาสเล่าความเป็นของ “ซานตาครอสเวอร์ชั่นอเมริกา” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานของ ชาวดัตซ์ เรื่อง Sinter Klaas ซึ่งถูกขายที่นิวยอร์กในปีศตวรรษที่ 17 ให้พี่ๆน้องๆ ฟังกันนะจ๊ะ
ในต้นปี 1773 ซานตาครอสปรากฎในอเมริกาในฐานะของ St. A Claus แต่ที่ได้รับความนิยมกลับเป็นของนักเขียนชื่อ Washington Irving ซึ่งเป็นชาวอเมริกาคนแรกที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนักบุญนิโคลา Saint Nicholas ในเวอร์ชั่นของชาวดัตซ์ ในประวัติศาสตร์ของนิวยอร์ก ถูกตีพิมพ์ในปี 1809 ภายใต้นามปากกา “Diedrich Knickerbocker”Irving บรรยายเกี่ยวกับการมาถึงของซานตาครอสในวันสำคัญของ Saint Nicholas
ชาวอเมริกาดัตซ์ Saint Nick ประสบความสำเร็จในการทำให้เป็นลักษณะของอเมริกาในปี 1823 ในบทกลอนจาก Saint Nicholas ธรรมดาก็เป็นที่รู้จักในเรื่องThe Night Before Christmas โดยคนแต่งชื่อ Clement Clarke Moore เขาเขียนรายละเอียดชื่อกวางเรนเดียร์แต่ละตัว วิธีการที่ซานตาครอสจะต้องให้ของขวัญโดยลงไปทางปล่องไฟ

ภาพของซานตาครอสในสายตาชาวอเมริกาถูกวาดโดยนักเขียนภาพประกอบคำบรรยยาย Thomas Nast ซึ่งโด่งดังเป็นอย่างมากในนิตยสาร Harper ตั้งแต่ปี 1860 ถึง 1880 เขาได้เพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับโรงงานซานตาครอสที่อยู่ที่ขั้วโลกเหนือ และรายชื่อเด็กดีและเลวทั่วทั้งโลก กลอนของMoore เกี่ยวกับซานตาครอสได้ลงโฆษณาโคคา-โคล่าปี 1931 เวอร์ชั่นปัจจุบันของซานตาครอส มีเพียงเขามีร้านขายของเล่นเด็ก Rudolph เป็นกวางเรนเดียร์ตัวที่ 9 มีจมูกสีแดงและเป็นมันเงา ถูกเขียนในปี 1939 จากนักเขียนโฆษณาจากบริษัท Montgomery Ward Company
ประวัติของซานตาครอส บางคนบอกว่ามาจากเรื่องราวในอดีต แต่มีหลายคนพบว่า พวกเรารู้จักซานตาครอสจากการผสมหลากหลายตำนานเข้าด้วยกัน
|
|
พื้นฐานของวันคริสต์มาส คือ Bishop Nicholas of Smyrna ซึ่งอยุ่ในประเทศตุรกี เขาอาศัยอยู่ในช่วง 4 ปี ก่อนคริสตศักราช เขารวย ใจดี และรักเด็ก บ่อยครั้งที่เขาทิ้งของเล่นไว้ให้เด็กยากจนที่ข้างหน้าต่างของเด็กๆ ทำให้วันที่ 6 ธันวาคมเป็นวันที่ St. Nicholas เป็นตัวแทน St. Nicholas เป็นตัวแทนของผู้อุปถัมภ์เด็กๆ ในนิกายโรมันคาทอริก
ส่วนนิกายโปรแตสเตนท์มีพื้นที่อยู่ที่ศูนย์กลางและทางเหนือของเยอรมัน St.Nicholasกลายเป็นที่รู้จักในชื่อ der Weinachtsmann ในอังกฤษถูกเรียกว่า Father Christmas ชาวอเมริการู้จัก St. Nicholas จากการอพยพของชาวดัตซ์เข้าอเมริกา และกลายเป็นที่รู้จักในชื่อซานตาครอส
ตามบทกลอนต่างๆของอเมริกาเหนือบรรยายลักษณะของว่า เขามีหนวดสีขาว สวมเสื้อแจ๊คเก็ตสีแดงและมีพู่อยู่บนยอดหมวก ในคืนก่อนวันคริสมาส ซานตาครอสจะออกท่องเที่ยวโดยใช้กวางเรนเดียร์ 8 ตัวกับลากเลื่อน เมื่อเขาไปถึงหลังคาบ้านของเด็กๆ เขาจะปีนลงไปทางปล่องไฟและทิ้งของขวัญไว้ในถุงเท้าของเด็กๆที่แขวนไว้ที่เตาผิง
โดยทั่วไปเด็กๆต้องการที่จะรู้ว่าซานตาครอสมาจากที่ไหนและเมื่อเขาไม่ได้ส่งของขวัญแล้วเขาจะอาศัยอยู่ที่ไหน เนื่องจากคำถามเหล่านี้จึงทำให้เกิดเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาว่าซานตาครอสอาสัยอยู่ในขั้วโลกเหนือ ซึ่งที่นั่นก็มีโรงงานของขวัญตั้งอยู่ด้วยเช่นกัน
ในปี1925ทุกคนรู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะพบกวางเรนเดียร์ในขั้วโลกเหนือ ดังนั้นหนังสือพิมพ์จึงลงข่าวกันว่าอันที่จริงแล้วซานตาคอสมาจาก Finnish Lapland โดยคนที่เปิดเผยเรื่องนี้ก็คือ คุณลุง Markus หรือ Markus Rautio เขาเปิดเผยเรื่องนี้ผ่านทางวิทยุในรายการ Children's hour ของสถานีวิทยุ Finnish
ซึ่งถือว่าเป็นความลับที่ยิ่งใหญ่มากในช่วงปี 1927 ว่าซานตาครอสอาศัยอยู่ที่ Lapland's Korvatunturi - "Ear Fell"
บ้างก็ว่าซานตาครอสหลบซ่อนตัวอยู่ที่ชายแดนทางตะวันออกของประเทศฟินแลนด์ เขาจะมีหูคล้ายกระต่ายป่าเพื่อเอาไว้ฟังว่าเด็กๆบนโลกเป็นเด็กดีหรือเปล่า และมีเอลฟ์ซึ่งมีตำนานในแถบสแกนดิเนเวียเป็นผู้ช่วยอีกด้วย
หลายศตวรรษที่ผ่านมาขนบธรรมเนียมประเพณีจากหลายแห่งที่แตกต่างกันของทางตอนเหนือของโลกได้มารวมกันและบรรยายว่าซานตาครอสเป็นผู้ชายมีหนวดสีขาว เป็นอมตะและไม่มีวันตาย เขาจะมีหน้าที่ส่งของขวัญในวันคริสต์มาสและจะกลับมายัง Korvatunturi ใน Finnish Lapland เสมอ
ตั้งแต่ช่วงปี 1950 ซานตาครอสอยู่อย่างมีคามสุขมากที่ Napapiiri ไกล้กับ Rovaniemi เขาจะมาพบเด็กๆที่นี่ในวันที่ไม่ใช่วันคริสต์มาส ในปี 1985 เขากลับมาเยี่ยมที่นี่อีกและสร้างออฟฟิสของเขาที่นี่ เขามาที่นี่ทุกวันเพื่อฟังว่าเด็กๆอยากได้อะไรในวันคริสมาสและพูดคุยกับเด็กๆที่เดินทางมาจากทั่วโลก และหมู่บ้านของซานตาครอสก็ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ด้วย เพื่อรับจดหมายของเด็กๆจากทั่วโลก
น้องมะนาวหวานเชื่อว่า พออ่านมาถึงตรงนี้ พี่ๆน้องๆ ชาวกองโภชน์คงเริ่มหัวบาน หุหุ เนื่องจากเม็มโมรี่ในสมองบรรจุเรื่องราวเกี่ยวกับคุณลุงซานต้าจนเต็ม ก็แหมคุณลุงเขาเป็นคนดังระดับโลกประวัติความเป็นมามันก็ต้องยาวอย่างนี้แหละ 555
In the United States and Canada, his name is Santa Claus.
In China, he is called Shengdan Laoren.
In England, his name is Father Christmas, where he has a longer coat and a longer beard.
In France, he's known as Pere Noel.
In Germany, children get presents from Christindl, the Christ Child.
In Morocco he is known as Black Peter
In Japan, Santa Clause is called Santa Clause or just "Santa". Children often call him "Santa no ojisan," which means "Uncle Santa."
In SwedenJultomten visits the evening before Christmas day, pulling a big bag of julklappar (Christmas presents) in the deep snow.
På Norsk ( in Norwegian ) "Julenissen" arrives on the evening of the 24th.
In the Netherlands, he is called Kerstman.
In Finland, he is called Joulupukki.
Sinter Klaas in Dutch. He rides a white horse, leaving gifts in wooden shoes
In Russia, he is called Grandfather Frost that is "ded moroz" (the second "o" has its accent and the last "z" is pronouned as "s".)
He is also called Kris Kringle - which comes from the German term "the Christ Child"
(Christ Kind).
In Costa Rica, Colombia, and parts of Mexico, the gift bearer is el Niño Jesus, "the infant Jesus." In Brazil and Peru, he's called Papa Noel.
|
|
แวะมาทักทายนะคะ..สุขสันต์วันคริสต์มาสล่วงหน้านะคะ
เอาหัวใจแห่งความสุขมาฝากนะคะ