ผังความคิด
  Mind Map (ผังความคิด)

       หัวใจของการปฏิรูปการศึกษา คือ การปฏิรูปกระบวนการ
เรียนรู้ เพราะกระบวนการจัดการเรียนการสอน คือสิ่งที่จะพัฒนา
นักเรียนให้ประสบผลสำเร็จ เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข    

       MindMap (ผังความคิด) เป็นแผนผังทางความคิดซึ่งประกอบไปด้วยความคิดหรือข้อมูลสำคัญๆ ที่เชื่อมโยงกันอยู่ในรูปแบบต่างๆ
ซึ่งทำให้เห็นโครงสร้างของความรู้หรือเนื้อหาสาระนั้นๆ การใช้ผัง
ความคิดเป็นเทคนิคที่ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้เนื้อหาสา
ระต่างๆ จำนวนมาก เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจในเนื้อหาสาระนั้นได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้นและจดจำได้นาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาสาระหรือ
ข้อมูลต่างๆ ที่ผู้เรียนจัดข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นระบบระเบียบ อยู่ในรูปแบบที่อธิบายให้เข้าใจและจดจำได้ง่าย นอกจากใช้ในการประมวล
ความรู้หรือ จัดความรู้ดังกล่าวแล้ว ในหลายกรณีที่ผู้เรียนมีความคิด
ริเริ่มหรือสร้างความคิดขึ้น ผังกราฟฟิกยังเป็นเครื่องมือทางการคิด
ไดอย่างดี เนื่องจากการสร้างความคิดซึ่งมีลักษณะเป็นนามธรรมอยู่ใน
สมอง จำเป็นต้องมีการแสดงออกให้เห็นเป็นรูปธรรมผังกราฟฟิกเป็น
รูปแบบของการแสดงออกของความคิดที่สามารถมองเห็น และอธิบายได้อย่างเป็นระบบชัดเจนและประหยัดเวลา

ผังความคิด (Mind Map ) เป็นเทคนิคหรือวิธีการสอนที่ผู้สอนสามารถนำไปใช้
ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญให้ผู้เรียนได้คิด ได้ปฎิบัติด้วยตนเอง
โดยครูไม่ใช่ผู้ชี้นำ และผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้ในการพัฒนาความคิด การรวบรวม
ข้อมูล การถ่ายทอดข้อมูล เป็นระบบและจดจำได้นานเป็นการถาวร
                ผังความคิด  เป็นผังภาพที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของสาระ  หรือความคิดต่าง ๆ ให้เห็นเป็นภาพรวม  แล้วมาลำดับความคิดต่าง ๆ ให้เห็นเป็นภาพรวม  แล้วมาลำดับความคิดเรียบเรียง
ข้อมูล  โดยใช้ความรู้เดิม  มาเชื่อมต่อความรู้ใหม่  เป็นการสร้างองค์ความรู้  ให้เกิดในตัว
นักเรียน  นักเรียนจะได้คิดวิเคราะห์เอง  ปฏิบัติจริง  โดยการเขียนหัวข้อหลัก  หรือความคิดรวบ
ยอดไว้ตรงกลาง  แล้วแตกสาขาออกไปเป็นความคิดรวบยอดย่อย เช่น
                นอกจากนั้น ครูยังใช้ประโยชน์จากผังความคิด นำมาสร้างผังมโนทัศน์ กำหนดการสอน การเขียนผังบูรณาการระหว่างวิชา ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างดี ง่ายต่อความเข้าใจ เช่นพร้อมทั้งสามารถเขียนเป็นแผงผังกิจกรรมบูรณาการได้เป็นอย่างดีเช่น กิจกรรมวันสำคัญ ทำให้กิจกรรม
ต่างๆ ที่ครูดำเนินการเป็นระบบแบบแผนง่ายต่อการปฎิบัติและส่งผลต่อผู้เรียนมากที่สุด

 

แบบแผนผังความคิด ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคั

องค์ประกอบที่สำคัญของความคิดสร้างสรรค์

    โดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงความคิดสร้างสรรค์มักเข้าใจไปที่ความคิดริเริ่ม ซึ่งแท้ที่จริงแล้วความคิดสร้างสรรค์ประกอบด้วยความคิดอื่นๆ ด้วย  มิใช่เพียงแต่ความคิดริเริ่มเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ความคิดริเริ่มเป็นลักษณะสำคัญที่ทำให้เกิดการเริ่มต้นขึ้น แต่ความสำเร็จของการสร้างสรรค์ก็จำเป็นต้องอาศัยลักษณะความคิดอื่นๆ ประกอบด้วย

                จากทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญาของกิลฟอร์ด  (Guilford)  ได้อธิบายว่า  ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถทางสมองที่คิดได้กว้างได้หลายทิศทาง  หรือเรียกว่า  ลักษณะการคิดเอกนัย  หรือการคิดแบบกระจาย  (Divergent thinking)  ซึ่งประกอบด้วย

                1. ความคิดคล่องแคล่ว  (Fluency)  หมายถึง  ความสามารถในการคิดตอบสนองต่อสิ่งเร้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  หรือความสามารถคิดหาคำตอบที่เด่นชัดและตรงประเด็นมากที่สุด  ซึ่งจะนับปริมาณความคิดที่ไม่ซ้ำกันในเรื่องเดียวกันพูดง่ายๆ  คือมองในแง่ปริมาณของผลงาน  เช่น ถ้าถามว่า  อะไรเอ่ยที่ขึ้นต้นด้วย  คำว่า  แม่  เด็กคนหนึ่งอาจตอบได้  9  คำอีกคนหนึ่งอาจตอบได้  20  คำในเวลาจำกัด  เด็กที่พูดได้  20  คำ  ถือว่ามีความคล่องตัวกว่าคนที่ได้  9  คำ  พ่อแม่ควรกระตุ้นโดยใช้คำถามที่ใช้เวลาจำกัดให้ตอบเร็วๆ โดยเน้นปริมาณให้มากที่สุด เร็วที่สุดไปพร้อมๆ กัน 

                2. ความคิดยืดหยุ่น  (Flexibility)  หมายถึง  ความสามารถในการปรับสภาพของความคิดในสถานการณ์ต่างๆ  ได้  ความคิดยืดหยุ่นจะเน้นในเรื่องของปริมาณที่เป็นประเภทใหญ่ๆ ของความคิดแบบคล่องแคล่ว  เป็นตัวเสริมและเพิ่มคุณภาพของความคิดคล่องแคล่วให้มากขึ้นด้วยการจัดเป็นหมวดหมู่และมีหลักเกณฑ์ยิ่งขึ้น  เช่น  ถามคำที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าแม่  มีอะไรบ้าง  เด็กที่ตอบ  9  คำ  แต่มีความคิดหลายทิศทางอาจตอบว่า  แม่น้ำ  แม่แรง  แม่กก  แม่เลี้ยง  แม่มด  แม่พิมพ์  แม่ยก  แม่เหล็ก  และแม่สาย 

                ส่วนเด็กที่ตอบได้  20  คำ  อาจมีความยืดหยุ่นไม่ดีเท่า  เช่นเด็กอาจตอบว่า  แม่กก  แม่กบ  แม่กน  แม่เกย  แม่เกอว  แม่เลี้ยง  แม่หมา  แม่แมว  แม่หมู  แม่ช้าง  แม่ม้า  แม่ลิง  แม่เสือ  แม่กระต่าย  แม่เฒ่า  แม่อูฐ  แม่ไก่  แม่ชะนี  แม่ชะมด  แม่หนู  เห็นได้ว่ากลุ่มคำมีอยู่  2  พวกเท่านั้น  คือ  แม่ที่ตามด้วยกลุ่มสะกด  และแม่ที่ตามด้วยประเภทของสัตว์

                ซึ่งต่างจากคนที่คิดได้เพียง  9  คำ  แต่ทุกคำไม่มีทิศทางของความคิดซ้ำกันเลย  ถือว่าเด็กประเภทนี้มีความยืดหยุ่นดีกว่าพวกที่มากแต่ปริมาณ

                3. ความคิดริเริ่ม  (Originality)  หมายถึง  ความสามารถคิดแปลกใหม่แตกต่างจากความคิดธรรมดาหรือความคิดง่ายๆ  ความคิดริเริ่มอาจเกิดจากการนำเอาความรู้เดิมมาคิดดัดแปลงและประยุกต์ให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้น  เช่น  วาดรูปก็ดูความกล้าที่ลายเส้น  การให้สีความแปลกของความคิด  พวกนี้สามารถคิดทะลุโลกและมิติของเวลา  ทะลุกรอบที่วางไว้

                4.  ความคิดละเอียดลออ  (Elaboration)  หมายถึง  ความสามารถในการมองเห็นรายละเอียดในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น  และยังรวมถึงการเชื่อมโยงสัมพันธ์สิ่งต่างๆ อย่างมีความหมาย  ตัวอย่างเช่น

·       คุณสามารถนำเอากระติกน้ำกับขาเก้าอี้มาผสมผสานกันคิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้หรือไม่

·       คุณสามารถเอาวิชาศิลปะกับวิชาคณิตศาสตร์มาสัมพันธ์กันได้หรือไม่

ส่วนความสามารถที่มองเห็นที่คนอื่นมองไม่เห็น  เช่น  เด็กคนหนึ่งยืนมาองเครื่องถ่ายเอกสารแล้วครุ่นคิดว่าทำอย่างไรหนอจึงจะมีเครื่องถ่ายเอกสารที่ใส่หนังสือเข้าไปแล้ว  สั่งให้ถ่ายตามเลยหน้าได้เลย  นักประดิษฐ์  นักวิทยาศาสตร์  และคนเก่งๆ  ของโลกที่สร้างสรรค์งานใหม่ๆ   มักมีความสามารถมองเห็น  ช่องโหว่ที่คนอื่นมองไม่เห็น

 ประเภทของความคิดสร้างสรรค์

 

องค์ประกอบที่สำคัญ

ของความคิดสร้างสรรค์

4. การลอกเลียน

(Duplication)

1. การเปลี่ยนแปลง

(Innovation)

2. การสังเคราะห์

(Synthesis)

3. ต่อเนื่อง

(Extension)

  จากการศึกษาประเภทของความคิดสร้างสรรค์หลายๆ  ทัศนะแล้วสามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ได้ว่า  ความคิดสร้างสรรค์อาจจะแบ่งแยกได้  4  ประเภทด้วยกัน  อุษณีย์  โพธิสุข (2537)  กล่าวไว้  สรุปได้ว่า

                1.  ความคิดสร้างสรรค์ประเภทการเปลี่ยนแปลง  (Innovation)  คือ  แนวคิดที่เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้น  เช่น  ทฤษฎีใหม่  การประดิษฐ์ใหม่  เป็นต้น  เป็นการคิดโดยภาพรวมมากกว่าการแยกเป็นส่วนย่อย  บางครั้งเรียกว่า  นวัตกรรม  ที่เป็นการนำเอาสิ่งประดิษฐ์ใหม่มาใช้  เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น  เช่น  การใช้  e-learning  การใช้นาโนเทคโนโลยี  เป็นต้น

                2.  ความคิดสร้างสรรค์ประเภทการสังเคราะห์  (Synthesis)  คือ  การผสมผสานแนวคิดจากแหล่งต่างๆ  เข้าด้วยกัน  แล้วก่อให้เกิดแนวคิดใหม่อันมีคุณค่า  เช่น  การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการแก้ปัญหาทางการจราจร  การใช้หลักการจินตคณิตและหลักทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาผสมผสานเป็นคอมพิวเตอร์ซึ่งกลายเป็นศาสตร์อีกสาขาหนึ่ง

                3.  ความคิดสร้างสรรค์ประเภทต่อเนื่อง  (Extension)  เป็นการผสมผสานกันระหว่างความคิดสร้างสรรค์ประเภทเปลี่ยนแปลงกับความคิดสร้างสรรค์ประเภทสังเคราะห์  คือ  เป็นโครงสร้างหรือกรอบที่กำหนดไว้กว้างๆ แต่ความต่อเนื่องเป็นรายละเอียดที่จำเป็นในการปฏิบัติงานนั้น  เช่น  การสร้างรถยนต์  หุ่นยนต์  คอมพิวเตอร์  กล้องถ่ายรูป  โทรศัพท์มือถือ  เป็นต้น  จะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจากต้นแบบเดิม

                จากการศึกษาแนวความคิดของนักการศึกษาดังกล่าวข้างต้นแล้วนำมาวิเคราะห์  สังเคราะห์  ผู้เขียนขอเสนอกระบวนการคิดสร้างสรรค์  6  ขั้นตอน  ดังต่อไปนี้

 

ขั้นที่  6  ทดสอบความคิด

ขั้นที่  5  ความคิดกระจ่างชัด

ขั้นที่  4  ฟูมฟักความคิด

ขั้นที่  3  วิเคราะห์

ขั้นที่  2  เตรียมการและรวบรวมข้อมูล

ขั้นที่  1  ค้นพบปัญหา

   ขั้นที่  1  ค้นพบปัญหา  เป็นขั้นเริ่มต้นตั้งแต่รู้สึกกังวลใจ  มีความสับสนเกิดขึ้นในใจ  พิจารณาอย่างรอบคอบ  ค้นหาสาเหตุดังกล่าวเกิดจากปัญหาอะไร  เช่น  สนใจนโยบายของรัฐบาลที่จะทำให้ครัวไทยกลายเป็นครัวโลก  อาหารที่ต่างชาตินิยมรับประทานคือ  ต้มยำ  ปัญหาอยู่ที่ว่าจะส่งต้มยำไทยไปขายทั่วโลกได้อย่าไร  เพราะต้มยำต้องปรุงสดและต้องรับประทายร้อนๆ  จึงจะอร่อย

                ขั้นที่  2  เตรียมการและรวบรวมข้อมูล  เป็นขั้นเตรียมการของผู้คิดที่จะศึกษาข้อมูลพื้นฐาน

และเตรียมข้อมูลต่างๆ  ที่เป็นข้อเท็จจริงของเรื่องที่ค้นพบปัญหาเพื่อใช้ในการคิดแก้ปัญหา  เช่น  ปัญหาจะส่งต้มยำไปขายทั่วโลกได้อย่าไร  จึงศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ  การผลิต  การจำหน่าย  การขนส่ง  การบรรจุหีบห่อ  ฯลฯ

                ขั้นที่  3  วิเคราะห์  เมื่อได้ข้อมูลจากขั้นตอนที่  2  จะเป็นขั้นพิจารณาข้อมูลอย่างละเอียด  หาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล  เช่น  การผลิตต้มยำผลิตได้ด้วยวิธีใดบ้าง  การจำหน่าย  การขนส่ง การบรรจุหีบห่อ  แยกแยะรายละเอียดแล้ววิเคราะห์ใช้เหตุผลในการพิจารณา

                ขั้นที่  4  ฟูมฟักความคิด  เป็นขั้นที่อยู่ในความวุ่นวายของข้อมูลต่างๆ  ที่ได้มาทั้งเก่าและใหม่  ปราศจากความเป็นระเบียบเรียบร้อย  ยังกระจัดกระจาย  ไม่สามารถขมวดความคิดได้  จึงจำเป็นต้องมีสมาธิ  ทำจิตใจให้ว่าง  รอโอกาสให้ความคิดแวบขึ้นมา  เช่น  วิเคราะห์ข้อมูลการทำต้มยำอย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม  เมื่อยังคิดแก้ปัญหาการส่งต้มยำไปขายทั่วโลกไม่ได้  ก็ทำจิตให้ปล่อยวางระยะหนึ่งเพื่อพักจิตและรอโอกาสที่จะคิด

              ขั้นที่  5  ความคิดกระจ่างชัด  เป็นขันตอนของความคิดสับสน  กระจัดกระจาย  วุ่นวาย  ได้ผ่านการเรียบเรียงเชื่อมโยงความสัมพันธ์เข้าด้วยกัน  มีความกระจ่างชัดและมองเห็นภาพเกิดขึ้นในใจ  ความคิดแวบขึ้นมาหรือยูรีก้า  คิดได้แล้ว  มาม่า  ยำยำ  บะหมี่ยังบรรจุถุงไปขายได้ทั่วโลก  ถ้าเราผลิตต้มยำกระป๋องไปขายทั่วโลกน่าจะทำได้  และมีความเป็นไปได้สูงแต่อย่างไรก็ดีขั้นนี้ยังไม่เกิดความเชื่อมั่นของสิ่งที่คิดได้

                ขั้นที่  6  ทดสอบความคิด  เป็นขั้นที่นำความคิดที่ได้ของขั้นที่  5  ที่ยังไม่มั่นใจไปพิสูจน์ให้เห็นจริงและถูกต้อง  เช่น  ทดสอบผลิตต้มยำกระป๋องได้หรือไม่  ทำอย่างไรเป็นไปตามที่เราคิดไว้หรือไม่  หากเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้  เช่น  ผลิตต้มยำกระป๋องแห้งแค่เติมน้ำร้อนก็ทานได้โดยคงรสชาติและคุณภาพไว้เหมือนเดิม  สะดวกในการขนส่ง  น้ำหนักเบา  ส่งไปขายได้ทั่วโลก

 แนวทางส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์

                ในการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ครูผู้สอน ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

1.  กระบวนการคิด  เป็นการสอนที่เพิ่มทักษะความคิดด้านต่าง ๆ เช่น ความ