วันนี้หยุดพักกับงานประจำและนำสิ่งที่เป็นประสบการณ์มาเล่าสู่(Story Telling) กันอ่านเล่นๆ และเป็นงานชิ้นแรกที่ต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ใน Blog gotonow สำหรับการสมัครเป็นสมาชิกใหม่ในวันนี้
ดังนั้นการที่จะทำความรู้จักใครต่อใคร จำเป็นต้องเปิดหน้าต่างของตนเอง 1 บานก่อน เรื่องมีอยู่ว่า
ดิฉันเคยทำงานกับเจ้านายที่เป็นคนต่างชาติรวมเวลา 5 ปี สิ่งที่ได้ติดตัวมาคือพฤติกรรมดังต่อไปนี้
1.เป็นคนที่ต้องตื่นตัวตลอดเวลา
2.มองไกลเดินที่ละ 6 ก้าว วาดภาพตั้งสมติฐานทั้ง +และ -ไว้ก่อน
3.เปิดใจมองปัญหาจากมุมสูงในทุกๆเรื่องที่ผ่านมา ฉะนั้นแต่ละวันนอกเหนือจากต้องทำงานทุกคนจะต้องสะสมประสบการณ์เพื่มชั้วโมงบินในการยิ้มรับกับปัญหา/อุปสรรค์
4.วางแผนคิดงานอย่างเป็นระบบมี My Mind Map อยู่ในสมอง
5.มีศาสตร์และศิลปในการพูดคิดแต่สิ่งที่เป็นความจริงทุกเรื่องกับเพื่อนร่วมงานและกับคู้ค้าปกป้องผลประโยชน์ทั้งเขาและเรา
ไม่น่าเชื่อบริษัทไม่ได้เขียนเป็นกฏระเบียบข้อบังคับดิฉันและเพื่อนๆ ทุกระดับทุกตำแหน่งจะทำงานร่วมกันอย่างนี้ทุกวัน มีแต่เหตุผลและหาข้อสรุปแก้ปัญหาในงาน เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดถ้าเป็นไปได้ และพร้อมกับหาช่องทางวิธีการอื่นๆมาชดเชยในส่วนที่เสียหายไป จะเป็นความภาคภูมิใจในการทำงานชิ้นนั้นร่วมกันสำหรับคนทำงานอย่างเรา ฟังดูน่าสนุกที่ได้มีโอกาส มาทำงานที่นี้ พฤติกรรมทั้งหมดนี้ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ในตัวตนของดิฉัน แต่มีพฤติกรรมตัวหนึ่งที่เป็นพฤติกรรมแฝงทำให้ดิฉัน Smart และมีพลังในตนเองจนถึงทุกวันนี้เป็นบุคคล High Competency และ ณ. เมื่อใดที่ต้องนำเสนอเหตุผลหาทางแก้ปัญหาในทางที่ดีที่สุดเพื่อการตัดสินใจสำหรับผู้บริหาร บางครั้งการแสดงออกอาจ จริงจัง เพื่อแสดงเหตุผลและข้อมูลที่มีอยู่ แต่ถ้าเพื่อนหรือใครมีเหตุผลดีกว่า และเกิดผลกระทบกับงานเสียหายน้อยที่สุดทุดคนจะยอมรับเป็นเรื่องปกติในที่ทำงานเดิมของดิฉันเพราะทุกคนปฏิบัติอย่างนี้เหมือนๆ กัน
แต่ทุอย่างก็ต้องจบลงเมื่อสังคมที่ทำงานใหม่ของดิฉันไม่ต้องการและรับไม่ได้ (อย่าทำตัวเด่นจะเป็นภัย .....ไว้)คือการนำแสดงความคิดเห็นในงานให้รับฝังและรับคำสั่งอย่างเดียว
มา ณ.ปัจจุบันดิฉันจำเป็นต้องหาคำตอบให้กับตนเองเพราะสภาพแวดล้อมใหม่กับเก่าแตกต่างกันโดยชิ้นเชิง พฤติกรรมคนทำงานก็แตกต่างกัน แต่มีจุดเป้าหมายเหมือนกันคือเพื่อความเจริญรุ้งเรื่องขององค์กรส่วนการบริหารจัดการก็เหมือนกันองค์กรอื่นๆ ทั่วไป ที่หวังผลกำไรเหมือนกันอยู่ที่ว่าต้องการมากหรือน้อยเท่านั้นเอง
ดิฉันจึงต้องวิเคราะห์ถอดรูปแบบการทำงานในบริษัทเดิมที่สะสมอยู่และพฤติกรรมของเพื่อนๆ ทุกคนตลอดจนสังเคราะห์สภาพแวดล้อมและโครงสร้างขององค์กรเดิมที่หล่อหลอมให้พฤติกรรมของทุกคนในองค์กรเป็นได้ดังนี้(ก่อนที่ความทรงจำที่ดีของดิฉันจะหายไป)
1.ทุกๆคนต้องแสวงหาความรู้ตลอดเวลาเพื่อนำเสนอเหตุผล เมื่อเกิดปัญหาขึ้นทุกครั้ง
2.พร้อมกับช่วยกันสร้างทดลองหาช่องทางที่ดีที่สุดแก้ปัญหา
3.จัดเก็บประสบการณ์เหตุการ/วิธีการแก้ปัญหาอย่างละเอียด
4.สะสมองค์ความรู้เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์แก้ปัญหาเรื่องใหม่ๆ ต่อไป
5.ขณะเดียวกันในช่วงที่ทุกคนนำเสนอเหตุผลวิธีการแก้ปัญหาซึ่งจะหมายถึงทุกคนจะนำองค์ความรู้ที่สะสมอยู่ในตัวบวกกับความรู้ใหม่เพื่อแสดงและหาวิธีที่ดีที่สุด ดังนั้น ทุกๆคนที่ร่วมอยู่จะเกิดการถ่ายโอนความรู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อยอดความรู้ซึ่งกันและกันไปด้วย
6.ฉะนั้นวิธีการแก้ปัญหาทุกๆ เรื่องจึ่งเกิดจากการนำประสบการณ์ที่สะสมอยู่ในตัวบุคคล ขึ้นมาประยุกต์ใช้และพร้อมกับปรับความรู้ที่มีอยู่ในตัวตนของบุคคลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
นอกเหนือจากพฤติกรรมทั้ง 6 แล้วยังมีองค์ประกอบที่สนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวได้ดังนี้
1.ทีมผู้บริหารระดับสูงถึงผู้นำระดับต่างๆลงมาจนถึงบุคลากร ระดับปฏิบัติการต้องมีศาสตร์และศิลปในการจัดการในทุกๆเรื่องด้วยความรู้.........และอื่นๆอีกมากมาย เป็นเรื่องสำคัญหากผู้นำมีความชัดเจนเด็ดขาดจริงจังในการจัดการและบริหารให้เป็นตัวอย่างปฏิบัติที่ดีมีการกระจายงานมีความเข้าใจงานทุกส่วนเป็นอย่างดีแม้จะไม่ได้ลงมือปฏิบัติเองมีเวลาเพียงพอให้กับบุคลากรจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมที่ดีใด้ เพราะพฤติกรรมการทำงานทุกอย่างจนถึงการนำเสนอเหตุผลเพื่อแก้ปัญหาจนเกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ของบุคลากรไม่ได้แลกเปลี่ยนแค่ข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันบุคคลกรทุกคนต้อง
2. สร้างหลักการที่จะทำให้เกิดวัฒนธรรมร่วมกันได้แก่
1) Individul Talint (ความสามรถ)
2) Idea Generation (ความคิดสร้างสรรค์)
3) Infinity Changer (ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา)
3.โดยมีองค์ประกอบของวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ดังนี้
1)การแลกเปลี่ยนความเอาใจใส่กัน (care)
2)แลกเปลี่ยนความรัก (love)
3)แลกเปลี่ยนความไว้เนื้อเชื่อใจกัน (trust)
4)และแลกเปลี่ยนความปลอดภัย (safety)
ทั้งหลักการและองค์ประกอบนี้เป็นพื้นฐานของทุนทางสังคม (social capital) ถ้าไม่มี หลักการบริหารบุคคลทั้ง 3 และองค์ประกอบทั้ง 4 ก็ไม่มีการแลก tacit knowledge กัน เพราะบุคคลกรไม่ไว้ใจ รู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกว่าถูกละเลยหรือถูกปฏิบัติไม่ดี วัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันจะเกิดผลสำเร็จขึ้นได้ยากโดยเฉพาะปัจจุบันบุคคลที่ใช้ระบบไอทีมากๆ จะถูกละเลยทุนทางสังคม ซึ่งทุนทางสังคมก็คือ high-emotional knowledge ดังนั้นบุคลากรระดับผู้บริหารผู้นำทุกระดับชั้นต่างๆต้องพึงคำนึงถึงองค์ประกอบการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันให้มากเพื่อสร้างความสำเร็จในกองค์การ
จึงขอสรุปประสบการณ์ที่เล่าสู่กันฟังในวันนี้ว่า ดิฉันเป็นผู้โชคดีที่ได้มีโอกาสสะสมองค์ความรู้จากองค์กรที่มีวัฒนธรรมการเรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันได้อย่างดียิ่งทำให้บริษัทสามารถยื่ดหยุ่นและปรับตัวในสถานการที่มีผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุกต์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ดังนั้นโดยธรรมชาติของมนุษย์ต้องมองอดีต ปัจจุบัน เพื่อกำหนดอนาคต ถ้าคนไทยทุกคนหยุดและคิดร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลวในอดีต หาวิธีการแก้ปัญหาในปัจจุบัน จึงจะสามารถกำหนดอนาคตของประเทศได้ พร้อมกับเสริมสร้างทุนทางสังคมร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพคนไทยทุกคน คาดหวังเมื่อวันนั้นมาถึง ประเทศไทยคงจะเจ็บปวดน้อยลง
ขอทิ้งท้ายไว้เพื่อไปแสวงหาองค์ความรู้ และหาวิธีการที่จะพัฒนาตนเองและช่วยยกระดับทุนมนุษย์เพื่อเพิ่มทุนทางสังคมของการเป็นคนไทยในยามนี้ เป็นการตอบแทนแผ่นดินเกิด พบกันฉบับหน้า
องค์การทุกๆองค์การไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ระดับครัวเรือนหรือระดับชาติทั้งในและนอกประเทศ จนถึงสภาวะทุกอย่างในโลกนี้ ขึ้นอยู่กับคำว่า "นโยบายและแผน" จะเป็นเรื่องใหญ่และสำคัยมากเมื่อทุกอย่างถูกกำหนดให้เป็นนโยบายและแผนขึ้นมาแล้วต้องชี้นำและกำหนดทุกอย่างเพื่อให้ดำเนินการตามแผนองค์การนั้นๆ
ดังนั้นทุกอย่างในประเทศไทยที่ลองผิดลองถูกเสียหายอยู่ทุกวันนี้ ดิฉันเข้าใจผิดหรือปล่าวคะ ว่าเป็นการวางนโยบายและแผนเพื่อการปฏิบัติของคนในชาติผิด หรืออยู่ในระบบ ขั้นตอนใด.....เรามาช่วยกันหาปัญหา....งงงงงง....ใครจะช่วยคุณ.. การบริหารจัดการองค์การสถานศึกษาปัจจุบันทุกโรงเรียนสถานศึกษาต้องปรับเพื่อเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลเดีนวกัน จุดประสงค์และเป้าหมายก็เพื่อพัฒนาการศึกษาของประเทศได้อย่างทั่วถึงนั้นเอง.....พัฒนายกระดับความรู้ของคนในชาติเป็นองค์การที่มีการวางระบบนโยบายและแผน ที่ทุกเครือข่ายต้องเป็น E-Knowledge แน่นอน Data จะถูกจัดเก็บด้วยระบบและพร้อมใช้เมื่อใช้นิ้วกด - Enter
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ระบบและเครื่องมือแต่เพียงอย่างเดียว
ถ้าไม่มีการวางนโยบายและแผนไปข้างหน้าเอาไว้ก่อนปัญหาการพัฒนาประเทศและเป็นสิ่งที่นักการศึกษาทำไม่สำเร็จและจะนับวันเพิ่มและหนักขึ้นทุกปี
คำถามจากสังคมและคนทั้งประเทศ คือจะวางแผนอย่างไรให้องค์การ(ทางการศึกษา)ผลิตคนในชาติอีก 5 - 10 ปี คนจะไม่ตกงานและมีความสามารถที่ตรงกับงานที่นายจ้างต้องการทั้งภายในและภายต่างประเทศ.....และที่สำคัญ Competency ของผู้ที่จะมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนทางการศึกษาน่าจะเป็นอย่างไรจึงจะสามารถแก้ปัญหาระดับชาติอย่างนี้ได้......ตายและเกิดใหม่จะคิดออกหรือ! ...
จริงๆ ดิฉันว่าเราน่าจะฝึกคิดอย่างนี้และหาอาชีพและตำแหน่งที่สำคัญๆ ของประเทศและสร้าง Loop เป็นโจนย์ปัญหาที่ต้องแก้เพื่อฝึกให้คนในชาติมีนิสัยปฏิบัติเป็นประจำในการดำเนินชีวิตที่จำต้องมี การจัดการความรู้ ที่มีอยู่ในตัวและองค์กรเป็นทั้งความรู้ประสบการภายในภายนอกที่ต้องการและจำเป็นและนำความรู้ดังกล่าวมาบริหารจัดการเพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและองค์กร และนำข้อมูลที่เป็นความรู้เหล่านี้จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่าฐานความรู้ (knowledge based )(Marquardt 2002, p.247 )อย่างเป็นระบบที่มีการจัดการความรู้ องค์ประกอบของระบบการจัดการที่จะต้องเอื้อ/เป็นผล/เกี่ยวเนื่องโดยมีด้วยกัน 6 ด้าน ซึ่งขับเคลื่อนไปพร้อม ๆกันแต่ ไม่มีการจัดลำดับเป็นอิสระต่อกัน Michael J. Marquardt (2002, pp, 143-169, 246-247 ) 6 ด้าน ดังนี้
1. การแสวงหาความรู้ บุคคลทุกคนจะต้องรู้จักการรวบรวมข้อมูล(data) และข้อมูลสารสนเทศ (information) จากภายในและภายนอกองค์กรอยู่เสมอ
2. การสร้างความรู้ คิดและสร้างความรู้ใหม่ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการ นวัตกรรม(innovation) ไปจนถึงการวิจัยที่ทำอย่างละเอียดประณีต และยังรวมถึงการเชื่อมโยงความรู้เดิมด้านต่างๆ โดยใช้วิธีการอุปนัยที่ซับซ้อน
3. การจัดเก็บความรู้ dataทุกอย่างที่ผ่านการinformation)จนเป็นความรู้ต้องจัดทำรหัส(coding) และรักษาคามรู้ที่มีค่าของของตนเองและขององค์กรเพื่อบุคคลในครอบครัวหรือให้สมาชิกขององค์กรได้รับทราบและสามารถเข้าถึงความรู้นี้โดยทุกเวลาและทุกสถานที่
4. การวิเคราะห์ความรู้และคัดกรองข้อมูล ความรู้ด้านต่างๆการจะนำมาใช้เพื่อตัดสินใจเพื่อเก้ปัญหาจะต้องมีเทคนิคในการวิเคราะห์ข้อมูลรวมทั้งการประติดประต่อ(reconstructing) การยืนยันความถูกต้องของข้อมูล(validating) และการจัดทำรายการหรือจัดระเบียบข้อมูล(inventorying)การคัดกรองข้อมูลจะช่วยให้บุคคลและองค์กรใช้ประโยชน์จากข้อมูลความรู้นั้นๆได้อย่างถูกต้อง
5. การถ่ายโอนและเผยแพร่ความรู้ การที่บุคคลครอบครัวสังคมองค์กรประเทศใดทุกๆคนมีความรักมีความเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือและปกป้องภัยอัตตรายต่างๆสามารถไว้ใจซึ่งกันและกันทุกๆคนช่วยหรือกันเพื่อไม่ให้เกิดการลงทุนและศูนย์เสียทรัพยากรของประเทศอย่างซ้ำซ้อนในการลองผิดลองถูก มีระบบการทำให้สารสนเทศและความรู้กระจายไปให้ทั่วถึงทั้งบุคคลและองค์กรโดยผ่านช่องทางระหว่างบุคคลและช่องทางที่ใช้เครื่องมือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามได้รับความรู้ข่าวสารที่เป็นจริงและถูกต้องทุดคนเหมือนๆกัน ประชาชนทุกคนในประเทศจะเกิด
6. การประยุกต์ใช้และปรับความรู้ที่ได้รับให้ทันสมัยอยู่เสมอพร้อมทั้งใช้และการประเมินความรู้ด้วยตนเองและหรือโดยจากสมาชิกในองค์กรและเกิดการหมุนเวียนการใช้ประโยชน์จากความรู้ที่ได้รับอย่างสร้างสรรค์ตามความรู้และประสบการณ์ที่มีแต่ละคนได้ใช้และทดลองบอกต่อๆกันจนเป็นความรู้ที่มีคุณค่าของบุคคลและองค์กร
สรุปการที่บุคคลและองค์การและประเทศจะสามารถพัฒนาคนได้ตาม 6 ด้านนี้ นักนโยบายและแผนจะวางแผนและระบบเพื่อสู่การปฏิบัติอย่างไรเพื่อยกระดับทุนมนุย์ทุนทางสังคมของประเทศ.....ตอบด้วยนะคะจะเป็นความรู้ของคนอื่นๆต่อไป....
ผกาพันธ์
น่าสนใจ