Moral authority & Servant-Leadership
Live by conscience มีชีวิตอยู่โดยใช้มโนสำนึกนำ
ในมิติที่ 4 ของ moral authority คือ การงอกเงยของความสัมพันธ์จากมโนสำนึกนั้น ก่อให้เกิดหนักแน่นมั่นคงในศักดิ์ศรีและสันติแห่งจิตใจได้ (integrity & peace of mind) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว ดุดัน ก้าวร้าว ที่ที่มโนธรรมหรือสำนึกในจริยธรรมเป็นอะไรที่อยู่ในหนังสือ ในห้องเรียน แต่ไม่ได้ใช้จริงในทางปฏิบัติ
ยุคสมัยนี้ เป็นยุคที่คนถูก flood ด้วยข้อมูลและข่าวสาร เป็นยุคแห่ง propaganda การโฆษณาชวนเชื่อ และศิลปขั้นสูงในการโน้มน้าวเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมถูกนำมาใช้ commercially หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของคนกลุ่มน้อย Leader ในยุคใหม่นี้จะต้องมี "ที่พึ่งพิงยึดเหนี่ยว" ที่หนักแน่น ยั่งยืน พร้อมที่จะผ่านการทดสอบขนาดหนักได้ และไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการมี integrity และ peace of mind เป็น background และด้วยการที่มีเครื่องมืออย่าง integrity และ peace of mind นี่เอง ที่จะเป็นต้นทุนแห่งความกล้าหาญ มี conviction และข้อสำคัญเปิดใจ (open heart) ที่จะรับรู้ถึงความทุกข์ ความกระอักกระอ่วน ความลำบากใจของผู้อื่น และเมื่อสามารถเห็นมุมมองจากสายตาผู้อื่น จะเป็นหนทางต่อไปที่จะมองเห็นความต้องการ ความจำเป็น ที่คนอื่นจะมองหาความช่วยเหลือ และเราจะได้เข้าไปช่วยได้ตรงประเด็น ตรงตามความต้องการของเขาอย่างแท้จริง
จะเห็นได้ง่ายว่า shadow ของ conscience หรือมโนสำนึก คือ ego จะเป็นอุปสรรคสำคัญ และ ego จะไม่มี integrity + peace of mind เพราะ ego จะหวาดระแวงแคลงใจคนอื่น และจะบริการแต่เพียงตนเองเป็นหลัก
มโนสำนึกที่แข็งแกร่งจนสร้าง integrity และ peace of mind ได้ จะสามารถรับฟังและทำความเข้าใจในความรู้สึกมุมมอง คุณค่า ความต้องการ ความทุกข์สุขของผู้อื่นได้อย่างตั้งใจและไม่รู้สึกว่าถูกคุกคาม ถึงแม้จะมีความแตกต่างกัน ในขณะเดียวกัน เนื่องจากมี integrity และ peace of mind คนที่มีมโนสำนึกจะเกิดความกล้าในการที่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างของตนเอง ความคิดที่ตนเองเข้าใจว่าดี เข้าใจว่าน่าจะ work แก่ผู้อื่น โดยปราศจากการคุกคามทางความคิด แต่จะเป็นเพียงการนำเสนอ เป็น offer the opinion ที่นอบน้อม อ่อนโยน เต็มไปด้วยความรักไร้เงื่อนไข
Ego จะมองความสัมพันธ์ หรือ relationship แบบอัตตประโยชน์นิยม คือ เพื่อประโยชน์ของตนเป็นใหญ่ Ego จะพยายาม "ควบคุม" relationship แทนที่จะหล่อเลี้ยงประคบประหงม relationship ถ้าเมื่อไร ego มองเห็นว่าความสัมพันธ์นั้นๆเป็นสิ่งจำเป็น (ต่อตนเอง) ego อาจจะเสแสร้งทำเป็นมีเมตตา กรุณา ก็ได้ แต่ก็ยังแฝงเร้นไว้ด้วยความต้องการจะบงการ และ absolute control ในสิ่งที่เกิดขึ้น
หนทางไปสู่ชัยชนะของการมี integrity จากมโนสำนึกจะกลายเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของชุมชน เมื่อทุกคนยึดหลักผิดชอบชั่วดี และการมองประโยชน์ของคนอื่นเป็นหลัก เมื่อนั้นชุมชนนั้นๆก็จะเกิดคุณค่าร่วม วิสัยทัศน์ร่วม ระเบียบ ประเพณี วัฒนธรรมที่ดูแลซึ่งกันและกัน สภาวะผู้นำไม่ได้เป็นเพียงของคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่เป็น interdependent work คือ เป็นปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชนนั้น ที่เล่นบทบาท servant-leader ไปตามบริบทอย่างเหมาะสมกลมกลืน
ego จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์อีกรูปแบบในสังคม นั่นคือเป็นสังคมของคนที่ยังไม่เติบโต เหมือนเด็กทารกที่โลกยังเป็นเรื่องของผัสสะเบื้องต้น นั่นคือ "โลกคือสิ่งที่ตนเองรับรู้" จะเป็นช่วงที่ทำความเข้าใจกับ self หรือ อัตตาเป็นหลัก แต่ถ้าคนที่เติบโตมา แต่ยังไม่สามารถหลุดจาก phase of ego ได้ ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดก็จะแข็งกระด้าง แยกกันอยู่ ตัวใครตัวมัน ในที่สุดจะมีผู้นำที่ใช้ ego นำ ที่มองหาแต่ผู้ตามที่มีการโอนอ่อน ตามใจ เยอะๆ มี compliance ที่จะตามอย่างเดียวจึงจะพอใจ
Moral Authority and Servant Leadership
Stephen Covey ให้นิยามของ moral authority ว่าเป็นอะไรที่เกิดจากการบูรณาการระหว่าง moral nature + principles + sacrifice เข้าด้วยกัน นั่นคือ มโนสำนึก หลักการ และการเสียสละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการเสียสละ
ใครๆก็เรียนหน้าที่พลเมือง หน้าที่ศีลธรรม (สมัยก่อนนะครับ ทราบมาว่ามีใครบางคนที่ฉลาดมากๆเอาวิชาเหล่านี้ออกไปจากหลักสูตรแล้ว) บางที่ก็มีสอนไปถึงโน่น ปรัชญา ความดี จริยธรรม แต่นั่นเป็น cognitive ในระดับตื้นๆเท่านั้น วิธีที่จะเชื่อมต่อทฤษฎี ความรู้เหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ได้ ก็คือใช้มโนสำนึกเป็นผู้ใช้ และเกิดพฤติกรรม sacrifice คือการเสียสละตนเองในการกระทำเพื่อผู้อื่น (จิตอาสา หรือ Altruism) เพียงเท่านี้ ความดีในนามธรรมก็ถูกแปลงเป็นความดีในเชิงรูปธรรม ที่ใครๆก็สามารถมองเห็นสัมผัสได้ จิตอาสา และพฤติกรรมอาสาเหล่านี้นี่เองที่เป็น essence ของ moral authority จิตอาสาจะมีได้ จิตนั้นต้องศิโรราบต่อความสำคัญของสรรพสิ่งเหนือการมีอยู่ของตนเอง นี่คือ humility นั่นเอง
แล้วเราจะเสียสละในด้านใดได้บ้าง?
- Physical and economic sacrifice
- Emotional and social sacrifice
- Mental sacrifice
- Spiritual sacrifice
Physical and economic sacrifice:
การเสียสละทางกาย ทางเศรษฐกิจ เป็นการเสียสละเบื้องต้น ได้แก่ การทุ่มเทแรงกาย สละเวลา บริจาค อดออม พอเพียง การตอบแทนสังคม การเสียภาษีตามหน้าที่ การทุ่มเททำงานตามความรู้ ความเชี่ยวชาญความชำนาญอย่างเต็มที อย่างทรงคุณธรรม อย่างมีจรรยาบรรณ เป็นการเสียสละทาง "ฐานกาย"
Emotional and social sacrifice:
การเสียสละมิติของอารมณ์และสังคม ได้แก่การเปิดพื้นที่ และสามารถยอมรับความสำคัญของคุณค่าที่แตกต่างไปจากความเชื่อของตนเอง การเสียสละด้านนี้ จะเกิดพฤติกรรมทีพึงปราถนา อาทิ การสามารถขออภัย และสามารถให้อภัย การสามารถถ่อมตน และในที่สุดก็จะเกิดแรงปราถนาที่จะรับใช้ผู้อื่น รับใช้สังคม ได้อย่างเต็มความสามารถ เป็นการเสียสละทาง "ฐานใจ"
Mental sacrifice:
การเสียสละทางมิติของจิต เป็นการเสียสละในระดับที่อัตตาเริ่มสูญหายไป และเริ่มเกิดการสะท้อน และมองเห็นที่มา เหตุผล ของการมีอยู่ ของการมี ของตนเองและเกิดความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ ในการเสียสละระดับนี้ จิตจะไม่ติดอยู่กับ achievement หรือ pleasure อันเป็นอารมณ์บวก ความรื่นรมย์ยินดี แต่จะมองหาและให้ความสำคัญมากกว่ากับประสบการณ์ และการเรียนรู้จากประสบการณ์นั้นๆ จิตเริ่มรับรู้ว่าอิสรภาพที่แท้นั้นมาจากการใช้ชีวิตด้วยการตื่นรู้และศรัทธาในศักยภาพของสิ่งต่างๆอย่างแท้จริง
Spritual sacrifice:
ในระดับสุดท้ายคือเรื่องของสิ่งยึดเหนี่ยว เรื่องของจิตวิญญาณ เรื่องของสาเหตุและที่มาของสรรพสิ่งต่างๆ ชีวิตในการเสียสละระดับนี้ จะเป็นการใช้ชีวิตอย่างสมถะและในขณะเดียวกันอย่างกล้าหาญ ใช้ชีวิตเพื่อการรับใช้ และรับใช้ด้วยปัญญาและความรักที่แท้
Dr Covey ใช้คำ authority เป็น paradox ที่น่าสนใจ พจนานุกรมทั่วไปจะให้ความหมายของ authority ไปในเชิง คำสั่ง ควบคุม อำนาจ ผลักดัน กฏ ความเหนือกว่า แผ่อำนาจ ความแข็งแกร่ง และศัพท์ตรงกันข้ามกับ authority ก็จะเป็นพวก ความถ่อมตน อาสา นอบน้อม อ่อนแอ ผุ้ตาม ดังนั้นเมื่อเราใช้สอง terms นี้มาผสมกันเป็น moral authority กลับกลายเป็นว่าอำนาจต่างๆที่ทำให้เกิด authority นั้น จะมาจากรากฐานอีกแบบอย่างสิ้นเชิง อำนาจและความเหนือกว่าในที่นี้จะงอกงามมาจากความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นสภาวะที่ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือผู้ที่สามารถรับใช้คนทั้งหมดได้ ทางเดียวที่ moral authority จะมาก็คือการเสียสละอย่างที่สุดนั้นเอง
Robert K. Greenleaf พูดถึงเรื่องนี้ไว้ดังนี้
A new moral principle is emerging which holds that the only authority deserving one's allegiance is that which is freely and knowingly granted by the led to the leader in response to, and in proportion to, the clearly evident servant stature of the leader. Those who choose to follow this principle will not casually accept the authority of existing institutions. Rather, they will freely respond only to individuals who are chosen as leaders because they are proven and trusted as servants. To the extent that this principle prevails in the future, the only truth viable insitutions will be those that are predominantly servant led.
คำถามพื้นฐานที่สำคัญก็คือ เราจะติดตามใครดี ระหว่างคนที่ยืนยันว่ามีคำตอบสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง หรือว่าคนที่พิสูจน์แล้วว่าเขาคือคนที่ปวารณาตัวเป็นผู้รับใช้คนทุกคนอย่างเต็มที่? Leadership สองแบบนี้จะใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน และมีการนำที่แตกต่างกัน และผลลัพธ์น่าจะแตกต่างกันด้วย
มี evidence มากมายในองค์กรที่ใหญ่ที่สุด ที่จะพบลักษณะของ servant leadership เป็นบุคลิกพื้นฐานของผู้นำในองค์กรเหล่านี้ ผู้นำเหล่านี้จะอ่อนน้อมถ่อมตนที่สุด เป็นที่นับถือมากที่สุด เป็นห่วงใยคนในองค์กรมากที่สุด ฟังคนมากที่สุด ปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นและเรียนรู้่มากที่สุด เพราะเมื่อไรก็ตามที่ผู้นำคนหนึ่งเลือกที่จะใช้อำนาจเป็น last resort เมื่อนั้น moral authority ของผู้นำคนนี้จะถึงจุดสุดยอดที่หมายถึง เขา/เธอ สามารถกำจัด self หรืออัตตาตนเอง ตำแหน่ง หน้าตา ฯลฯ กลายเป็นเรื่องรองไปกว่าการใช้เหตุผล การใช้วิธีชักชวน เชื้อเชิญ ความเมตตากรุณา การคิดเผื่อคนอื่น หรือคุณสมบัติเหล่านี้ก็คือ "ความไว้เนื้อเชื่อใจได้อย่างสัมบูรณ์ (truthworthiness) แทน
กับดักของ formal authority ที่ไม่ได้เติบโตมาจาก moral authority หรือหล่อเลี้ยงด้วยมโนสำนึก แต่ไปหล่อเลี้ยงด้วย ego แทนก็คือ "ความอ่อนแอ" ลงไปเรื่อยๆของสภาวะผู้นำ
- weakness in self เพราะเราไม่ได้บ่มเพาะมโนสำนึก
- weakness in others เพราะคนอื่นกลายเป็นผู้พึ่งพิงอย่างเดียว ตามสิ่งที่เราบอก สิ่งที่เรานำ
- weakness in relationship เพราะ trust ไม่เคยเกิดได้อย่างจริงจัง เพราะขาด open heart
![]() |
Dr Stephen Covey เป็นรองประธานบริษัท Franklin Covey Company ซึ่งเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในโลกในการทำเรื่องกระบวนการพัฒนาสภาวะผู้นำและการจัดการ (management and leadership development)Dr Stephen Covey เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกจากหนังสือเล่มหนึ่งคือ The Habits of Highly Effective People เนื่องด้วยเนื้อหาที่ทรงพลัง เป็นแรงบันดาลใจ และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล องค์กร และสังคม หนังสือเล่มนี้ติดอันดับ best-seller ติดต่อกันมากกว่า 10 ปีติดต่อกัน คนที่รู้จักงานของ Dr Covey เป็นอย่างดีจะไม่ประหลาดใจเลย ที่พบว่า Dr Covey ถูกจัดอยู่ในชาวอเมริกันที่มีอิทธิพลต่อสังคมมากที่สุด 25 คน โดย TIME Magazine
|
