ตั้งแต่ผมมาทำงานอยู่ที่นี่เดือนกับอีกสองวันนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสเดินมาหน้ากระทรวง

วันนี้ที่สว่างไสว :  ความวิไลของเมืองกรุง

        ย่ำค่ำของวันที่ 2 ธ.ค. หลังพิธีสวนสนามของเหล่าทหารราชวัลลพต่อหน้าพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อย่างยิ่งใหญ่และสวยงามผ่านไป พร้อมๆกับการยกเลิกการชุมนุมประท้วงของเหล่าพันธมิตร รู้สึกว่าวันนี้ถนนหนทางแม้จะดูไม่ทันสะอาดสะอ้านสวยงามดั่งเทพนิรมิตไว้ก็ตามที แต่ว่าตามสายทางถนนราชดำเนินก็ดูสว่างไสวสวยงามด้วยแสงสีประดับประดาอย่างสวยงาม  ต้นมะขามทุกต้นถูกแขวนห้อยไว้ด้วยผ้าสีเหลืองขาวและราวไประยิบระยับตลอดสายทาง

            ผมเริ่มออกเดินทางจาหน้ากระทรวงศึกษาธิการที่อันเป็นแห่งทำงานของผมเองหลังจากที่ดูพิธีการอันหาดูได้ยากครั้งนี้อย่างตื่นเต้นเพราะไม่เคยดูมาก่อน ซ้ำร้ายกว่านั้นเป็นประเภทไกลปืนเที่ยงอีกต่างหาก  เมื่อเขายิ่งปืนใหญ่สดุดีถึงได้สะดุ้งจนเกือบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่เหมือนกัน  ผู้คนในวันนี้แน่นขนัดอยู่ตามสองข้างทางเสด็จโยตลอด  แม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปสัมผัสกรายใกล้มณฑลพิธีเลยแม้แต่ลมหายใจ  แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแรงกล้า  ถึงขั้นมีคนพูดอยู่ข้างหูผมเอง นี่แหล่ะว่า ฝรั่งมันคงงงน่าดูเนอะ  วันเดียวเมืองไทยมีตั้งหลายอารมณ์ ก็เล่นเอาเมื่อวานประท้วงกันแทบเป็นตาย  มาวันนี้เราก็ยังพร้อมใจกันถวายความจงรักภักดีด้วยกันได้

            เอาล่ะน่า!!  ยังไงก็นี่แหล่ะคนไทย แสงอาทิตย์ตอนนี้ลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว  ซึ่งไม่ต้องแปลกใจเลยที่ ณ กลางเมืองใหญ่แห่งนี้เวลาเพียงห้า โมงเย็นก็ไม่เห็นแสงอาทิตย์แล้ว ผิดแปลกกับบ้านนาเราเป็นอักโข แสงของอาทิตย์จำลองนับพันนับหมื่นดวงส่องแสงสว่างเจิดจ้าแทนที่อยู่อย่างไม่ได้ย่อนย่อต่อกันเลย  ก้าวแรกที่ผมผ่านป้ายหน้ากระทรวงของผมเองทำเอาสะดุดกึ๊กโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะความสง่างามขององค์กรอันเก่าแก่แห่งนี้  นับได้ว่าตั้งแต่ผมมาทำงานอยู่ที่นี่เดือนกับอีกสองวันนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสเดินมาหน้ากระทรวง นอกจากนั้นก็คงเป็นเข้า-ออกด้านหลังเสียส่วนใหญ่  แสงไฟที่ส่องสกราวบ่งบอกความยิ่งใหญ่และงดงามทำให้ผมยืนดูอยู่เป็นครู่ใหญ่ๆ จึงได้ก้าวย่างต่อไปถึงหน้ากองทัพบก นี่ก็ไม่ได้แพ้ผ่อนกันเลยแต่ละหน่วยงานเร่งแต่งเติมสีสันให้กับหน่วยงานตนเองอย่างเต็มที่

            หลายๆคนบอกว่า หลังจากที่พระจันทร์ได้ยิ้มให้เมืองไทยวันนั้นแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดีขึ้นตามลำดับเช่นกัน ก็คงจะไม่แปลกที่ทุกที่ในเมืองหลวงตอนนี้จะสวยเด่นผิดปกติ  นี่หากเป็นเมื่อก่อนฝรั่งมังฆ่าคงกราดเกลื่อนเมืองเราไปแล้ว  แต่นี่คงเป็นผลมาจากเหตุการณ์ต่างๆกระมังจึงได้หายต๋อมแต๋มไปหมด 

            ผมเดินทอดน่องไปเรื่อยๆจนรู้สึกว่าเหนื่อยแล้วล่ะ  จึงได้หักมุมโค้งกลับไปที่สะพานพระรามแปด  ที่แห่งนี้มีความสำคัญกับชาวไทยไม่ได้น้อยเลย นอกเสียจากว่านี่เป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดของไทยแล้ว  ที่นี่ยังเป็นสถานที่ให้ระลึกถึงบุญคุณของพ่อหลวงเราได้เป็นอย่างดี  จำได้ว่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้พ่อหลวงเราเสด็จมาที่นี่เพื่อเปิดสะพานด้วยพระองค์เองหลังจากที่พ่อผู้นี้ได้มีพระราชดำริจะสร้างสะพานแห่งนี้ขึ้นด้วยมองเห็นการจราจรของเมืองกรุงเราเป็นปัญหาใหญ่

            หลายคนจับกลุ่มกันซ้อมร้อง เต้นกันอยู่ใต้สะพานอย่างสนุกสนาน หลายๆกลุ่มก็ติวหนังสือกันเฮฮาตามเชิงสะพาน เห็นภาพนี้แล้วทำเอานึกถึงเมื่อครั้งเรายังเล่นอยู่ มมส ขึ้นมาทันที นี่หากเรายังอยู่ที่นั่น เราก็คงจะอยู่กับเพื่อนแบบนี้แหล่ะนะ (ความคิดถึงบ้านมันพาไป) ตลอดทั้งสายสะพานอันยาวเหยียดทอดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เหล่านักตกปลาเกือบห้าสิบคนชุมนุมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ต่างแย่งกันลากปลาตัวเขื่องขึ้นจากน้ำทีละตัวสองตัว แสดงว่านี่เมืองไทยเราก็ยังสมบูรณ์ดีอยู่หนิ  หรือไม่ก็อยู่กันเป็นคู่สองต่อสองบ้างบางระยะ (อิจฉาแทบตาย)

            นี่ถ้าเมืองเราสงบร่มเย็นอย่างนี้มานานแล้ววันนี้กรุงเทพฯคงกลายเป็นเมืองฟ้าเมืองสวรรค์อย่างไม่มีใครกังขาแล้ว แต่เท่านี้ก็สวยสดงดงามสมกับที่เป็นเมืองหลวงของไทยที่สว่างไสวทั้งกลางวันและกลางคืน

    ....................................................วันนี้เขียนไม่ดีเพราะมัวสนุก.....อิอิ