วิหารเซนต์ปีเตอร์ ตั้งอยู่ในสำนักวาติกันของกรุงโรมมาจนถึงทุกวันนี้.

พระเยซูเดินทางสั่งสอนศาสนาคริสต์ไปตามชนบทมีเสียงล่ำลือว่าพระองค์เป็นผู้วิเศษมาเกิดประชาชนต่างมาชื่นชมกันมากขึ้น  เย็นวันหนึ่งพระองค์ไปบนยอดเขาพร้อม 12 สาวก  และยามเช้าได้เทศนาบนภูเขานั้น ( Sermon  on  the  Mount ) เป็นการปฏิรูปคำสอนให้ทันสมัยตามพระคัมภีร์เก่า  ส่งผลให้บางคนเห็นว่าสอนผิดไปจากศาสนายิว 

 ก่อเกิดกระแสความไม่ชอบและมีผลตามมาพอสรุปได้ว่า

1 . เป็นช่วงชาวโรมันมีอำนาจปกครองและไม่พอใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

2 . บรรดานักบวชยิวไม่พอใจพระเยซู  ด้วยเกรงว่าจะทำลายหลักคำสอนเดิมและแย่งเอาศาสนิกชนของตนไปเสีย

ยิ่งมีข่าวว่าพระเยซูคือพระเมสสิอาห์ ( Messiah ) คือผู้จะมาช่วยชาวยิวตามคำทำนาย  ทำให้ความไม่พอใจปะทุสูงขึ้นตามลำดับ  การสอนธรรมอยู่ 3 ปี  ก็มาถึงกาลอวสานของพระเยซู  ในเทศกาลปัสคาลส์ ( Pascals ) เพื่อระลึกถึงวันที่โมเสสพาชาวยิวหนีจากอียิปต์เป็นไทได้ และเป็นอาหารเมื้อสุดท้าย ( The  Last  Supper )  ที่พระองค์อยู่ร่วมโต๊ะกับเหล่าสาวก 12 คน

 และต่อมา เหล่าทหารโรมันก็มาจับพระองค์ไป  เหล่าสาวกก็หลบหนีไป  พระเยซูถูกนำไปพิพากษาต่อหน้าปิลาต ( Pilate ) ซึ่งเป็นหัวหน้าปกครองโรมันและผลออกมาว่าพระเยซูมีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิตโดยถูกตรึงไม้กางเขน  หลังจากถูกโบยตีด้วยแส้หนวดปลาหมึกอย่างแสนสาหัสแล้วพระองค์ก็ถูกนำไปสู่หลักประหารเยี่ยงนักโทษฉกรรจ์ในยุคนั้นและพระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเมื่อ พ.ศ. 575  ขณะพระชนมายุ 32 พรรษา 

 ต่อมาสาวกชื่อปีเตอร์ได้ประกาศตนเป็นสาวกพระเยซูและดำเนินการเผยแผ่ศาสนาคริสต์จนถูกจับส่งตัวไปยังกรุงโรม

แต่ไต่สวนแล้วกษัตริย์ไม่เอาผิดเลยถือประกาศศาสนาต่อมาท่านได้รับยกย่องว่าเป็นนักบุญ  ( Saint ) หรือเทียบได้กับพระอรหันต์  ชาวคริสต์นิยมเรียกชื่อนี้ว่า  เซนต์ปีเตอร์  ต่อมากลายเป็นชื่อวิหารสำคัญคือ วิหารเซนต์ปีเตอร์  ตั้งอยู่ในสำนักวาติกันของกรุงโรมมาจนถึงทุกวันนี้.