อัจฉรา
นางสาว อัจฉรา มิว สุทธิสุนทรินทร์

สอนคดีบุคคลที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ


การที่มีนักศึกษามาเรียนน้อยคนใช่ว่าจะไม่ดี นักศึกษานั้น ๆ จะได้เข้าถึงอาจารย์ผู้สอนและเนื้อหาวิชามากขึ้น แต่การไม่เข้าเรียนคงจะไม่เป็นผลดีกับนักศึกษาเองต่างหาก

            เทอม ๒ ของปี ๒๕๕๑ ได้มีโอกาสตาม อ.พันธุ์ทิพย์ ไปสอน กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ที่ม.กรุงเทพ หลังจากที่เทอม ๑ ก็ได้ตามไปบ้างเป็นครั้งคราว

เทอม ๒ นี้ได้ตามไปตั้งแต่ครั้งแรกของการเปิดเทอม คือวันที่ ๒๘ ต.ค. ๒๕๕๑ ไม่มีนักศึกษามาเรียนสักคน และห้องเรียนก็ยังไม่เปิดเสียด้วย (คงไม่แปลกกับการเปิดเรียนวันแรก)

ครั้งที่สอง คือวันที่ ๔ พ.ย. ๒๕๕๑ งดสอน เพราะเช็คกับเจ้าหน้าที่ยังไม่มีนักศึกษาลงทะเบียนเรียน

ครั้งที่สาม คือวันที่ ๑๑ พ.ย. ๒๕๕๑ มีการเรียนการสอน แต่มีนักศึกษามาเรียนเพียง ๔ คน เท่านั้น และเมื่อเช็คกับเจ้าหน้าที่ทราบว่ามีคนลงทะเบียนเรียนเพียง ๙ คน

ครั้งนี้ อ.พันธุ์ทิพย์ ได้มีการสอนถึงเค้าโครงการสอน อธิบายการตอบข้อสอบเทอม ๑ ที่ผ่านมาของนักศึกษา เกริ่นนำกฎหมายต่าง ๆ และวิธีการเรียน พร้อมทั้งมีการยกกรณีศึกษาเพื่อให้นักศึกษาเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

ครั้งที่สี่ คือวันที่ ๑๘ พ.ย. ๒๕๕๑ ครั้งนี้ อ.พันธุ์ทิพย์ งดสอน เพราะติดไปต่างจังหวัด

ครั้งที่ห้า คือวันที่ ๒๕ พ.ย. ๒๕๕๑ มีนักศึกษามาเรียนเพียง ๒ คน อาจเป็นเพราะนักศึกษากลัวเหตุการณ์ที่บ้านเมืองไม่สงบก็เป็นได้ และทราบจากเจ้าหน้าที่ว่ามีคนลงทะเบียนเรียนทั้งหมด ๒๗ คน (ส่วนหนึ่งมาจากคนที่สอบไม่ผ่านจาก เทอม ๑ ของปี ๒๕๕๑ และ ทราบมาว่านักศึกษาส่วนใหญ่เห็นว่าวิชานี้นำหนังสือเข้าห้องสอบได้จึงไม่จำต้องเข้าห้องเรียนก็ได้)

การสอนครั้งนี้เนื่องจากนักศึกษาทั้งสองคนยังไม่เคยเข้าห้องเรียนตั้งแต่ครั้งแรก จึงอธิบายเค้าโครง ให้ฟัง

หวังว่าในครั้งต่อ ๆ ไป คงมีนักศึกษามาเรียน เมื่ออาจารย์เดินทางไปถึงมหาวิทยาลัยแล้วเจอเหตุการณ์เช่นนี้หลาย ๆครั้ง ก็คงเหนื่อยค่ะ ไหนจะเหนื่อยกับการเดินทางยังต้องเหนื่อยกับการสอนที่ไม่มีนักศึกษาสนใจ

 

หมายเลขบันทึก: 226556เขียนเมื่อ 1 ธันวาคม 2008 11:53 น. ()แก้ไขเมื่อ 4 มิถุนายน 2012 22:19 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (13)

ทำไมเป็นอย่างนี้กันน้อ ...ไม่เข้าใจ

ดีค่ะหัดบันทึกในอินเทอร์เน็ตสำหรับแนวคิดและวิธีการทำงานของเรา

และข้อวิเคราะห์ที่เรามีต่องาน

ขอให้ทำต่อเนื่องกันไปจนจบเทอมนะคะ

อยากเห็นการวางแผนเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับห้องเรียนนี้ในอนาคตด้วยค่ะ

กลับมาเพิ่มเติมให้บันทึกนี้มีความลึกซึ่งมาขึ้นนะคะ

หวังจะเห็นบันทึกของ อ.มิวในงานชิ้นอื่นๆ อีกค่ะ

เอารูป อ.มิวจากที่ประชุมของคณะอนุกรรมการเด็กไร้สถานะฯ มาฝากค่ะ เพื่อว่า นักศึกษา PVIL-LLB-BU-2551/2 จะได้รู้จักหน้า

อ.มิวทำหน้าที่ผู้ช่วยทางวิชาการของ อ.แหววในการจัดการการเรียนการสอนในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

 

ท่านทั้งหลายที่มาอ่าน โปรดไปเที่ยวห้องเรียนบนอินเทอร์เน็ตของเราด้วยนะคะ

http://learners.in.th/blog/notes-of-archanwell-on-private-international-law/172268

มาเป็นกำลังใจให้ครับ

ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว เด็กอุบลก็คงจะเข้าเรียนมากกว่านะคะ แฮ่..แฮ่...(เพราะอาจารย์มาแค่เดือนละครั้ง)ไม่ได้เกทับ เพียงแต่รู้สึกแปลกใจว่า ทำไมเหมือนกันจังระหว่างกทม.กับอุบลราชธานี แสดงว่าการไม่เข้าเรียนเป็นเทรนด์ของสังคมมหาลัย ถ้างั้นอีก 20 ปีสังคมคงแย่กว่านี้อีกเยอะนะ เพราะคนรู้วิชาการน้อยลงเรื่อยๆ ....ทำไงดีน้อ

สู้ๆ ครับ เข้าใจความเหนื่อยใจครับ แต่อย่าพึ่งท้อนะครับ ถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำไปทั้งหมดจะเป็นประโยชน์ก็ทำเถอะนะครับ จำได้ว่าเคยอ่านหนัวงสือพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องพระมหาชนก อ่านแล้วจำได้ขึ้นใจเลยครับ โดยเฉพาะเรื่องความเพียร ตอนที่พระมหาชนกแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรเป็นเวลากว่าเจ็ดวันเจ็ดคืน(จำตัวเลขแน่นอนไม่ได้ครับ) แล้ว นางมณีเมขลามั้งครับ ก็พูดเปรยมาว่า "ท่านอาจจะตายเสียแน่แท้ที่มัวว่ายน้ำในทะเลลึกทั้ง ๆ ที่มองไม่เห็นฝั่งอย่างนี้" พระมหาชนกท่านก็ตรัสตอบว่า "เราพากเพียรเช่นนี้ แม้ตายก็มิถูกติเตียนได้ การไม่รักษาชีวิตไว้อย่างพากเพียรก็เท่ากับว่าเป็นคนเกียจคร้าน" หรือพูดง่ายๆว่า คนเราถ้าเพียรถึงที่สุดแล้วก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่อาจถูกตำหนิได้ .... ผมเองไม่เข้าใจไม่ได้อินกับเรื่องคนไร้สัญชาติแม้จะตาม อ.อุ๋มไปงานวันเด็กไร้สัญชาติ มาสองครั้งแล้วก็ตาม เพราะความสนใจส่วนใหญ่มุ่งไปทางประวัติศาสตร์กฎหมายกับกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง โดยเฉพาะเรื่องการใช้น้ำและการบริหารจัดการน้ำระหว่างประเทศมากกว่า แต่ว่า... หลังจากมาสอนสิทธิมนุษยชน ...และได้ตามท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์พร้อมทีมไปลงพื้นที่บ่อยๆ ได้คุยกับชาวบ้าน ที่มีปัญหาทำให้รู้สึกว่า เรายังโชคดีกว่าคนอื่นอีกมาก เพราะในขณะที่บางคนเป็นคนตามข้อเท็จจริง แต่เหมือนมนุษย์ล่องหน คือไร้ตัวตนในทางกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิต่างๆ ได้ แม้จะพยายามอย่างยิ่งยวดก็ตาม ยิ่งได้ทำงานวิจัยเรื่อง "คนจากพม่าแล้ว" ยิ่งเฃ้าใจหัวอกคนที่มีปัญหาเรื่องนี้มากขึ้น แม้ว่าจะไม่อาจรู้สึกได้เหมือนคนเหล่านี้เพราะไม่เคยเจอปัญหาแบบนี้ก็ตาม และอีกอย่างถ้าจะพูดไปนะครับถ้าไม่มีคนอย่างท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ และกลุ่มคนอย่างทีมลูกศิษย์ของท่านอาจารย์แหววทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพี่ด๋าว คุณตี๋ พี๋ต้อง คุณชล คุณไหม คุณเตือน คุณมิว พี่ใหญ่ ท่านอาจารย์เอ๋ ท่านอาจารย์เพชร น้องก๊อต กลุ่มข้าราชการอื่นๆที่เข้าใจปัญหา เช่นพี่วีนัส คุณจิราพร เลขา สมช.และคนอื่นๆ ที่ผมไม่ได้ออกนามนะครับ งานเรื่องคนไร้สัญชาติวันนี้จะเดินมาได้ถึงขนาดนี้ไหม สิ่งที่ท่านทั้งหลายทำอยู่นี้ผมเองรู้สึกได้ด้วยใจว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่งาม ที่สำคัญมาก แม้จะไม่ได้ถูกโปรโมตก็ตาม งานนี้เป็นงานปิดทองหลังพระแต่ให้คุณค่าอย่างสูงครับ ส่วนเด็กๆ ที่ท่านอาจารย์กรุณาไปสอน นั้น ผมว่าเค้าเป็นกลุ่มที่โชคดีมากๆ ครับที่ได้โอกาสเรียนกับท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ และเลขาของท่านอาจารย์อย่างคุณมิวที่เคยมีประสบการณ์โดยตรงกับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่    แต่เค้าไม่เคยรับรู้ปัญหาครับ เพราะไม่ได้เจอกับตัวเอง อาจจะเป็นด้วยความที่เป็นเด็กกรุงเทพ และเป็นเด็กที่มีฐานะก็เลยไม่ค่อยจะให้ความสนใจ และโดยค่านิยมสมัยใหม่ที่ไม่ค่อยจะถูกสอนให้สนใจเรื่องอื่นของสังคมนอกจากเรื่องของตัวเอง รวมๆกับความไม่ใส่ใจครับ เลยออกมาอย่างที่เห็น อย่าว่าแต่คนอื่นเลยครับ ตอนผมเรียนผมก็แทบจะไม่รู้ด้วยครับว่ามีคนกลุ่มนี้บนโลกใบนี้ด้วยเหรอ รู้แต่มีผู้อพยพ มีคนไทใหญ่ มีประวัติศาสตร์ไทใหญ่ที่ผมบ้าอยู่ แต่ไม่ได้มองในมิติอื่นเลย จนมาทำงานนี่แหละครับ ถึงได้เข้าใจความทุกยากของคนกลุ่มนี้มากขึ้น...

อย่าท้อนะครับ ถ้าไม่มีบุคคลทุกคนที่ผมกล่าวไป ก็ไม่มีผม "นายวิว" ในวันนี้ อยากบอกว่าสิ่งที่ทุกท่านทำไป เป็นแรงใจให้ผม และยิ่งกว่านั้นลูกศิษย์ผมหลายคนได้เป็นแฟนคลับ ท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์และทีม หลายคนทีเดียวครับ และอีกหลายคนก็เปรยๆว่าอยากจะไปฝึกงานกับท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ กับอาจารย์ไหม อาจารย์มิว เหมือนรุ่นพี่ ที่เค้าเคยไปกัน... อีกหลายคนอยากจะทำค่ายเหมือนที่กลุ่นนักศึกษาที่ดอยโจดทำ...

ด้วยใจคาระวะต่อสิ่งที่ทุกคนทำมาทั้งหมด และขอเป็นกำลังใจให้ครับ

ป.ล งานวิจัยผมเสร็จแล้วนะครับ ยังไม่กล้าส่งไปให้อ่านกลัวร้องยี้เป็นแถบ ...อย่างว่าล่ะครับ มือใหม่ แต่ผมดีใจมากที่ผมได้มีโอกาสเขียนคำขอบคุณ บุคคลต่างๆ ทั้งท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ อาจารย์ชล อาจารย์อุ๋ม อาจารย์ไหม อาจารย์มิว อาจารย์อาทิตย์ อาจารย์มะปราง และคนอื่นๆ ครับ   ๐

ต้องมาช่วยกันลากลูกศิษย์เข้าห้องเรียน

พรุ่งนี้ คงต้องออกเดินทางแต่เช้า ไปสอนที่ ม.กรุงเทพฯ ธรรมดา ก็รถติดมาก แต่ในช่วงวิกฤตินี้ ยิ่งหนักค่ะ

สู้จ้ามิว พี่อุ๋มเป็นกำลังใจให้

ขอบคุณทุกคนค่ะ

ไม่อยากบอกเลยว่าเมื่อก่อนสมัยเป็นน.ศ.ก็โดดเรียนเหมือนกัน พอได้เปลี่ยนสถานะเป็นผู้ช่วยสอนทำให้ได้เห็นเเละเข้าใจอาจารย์ทุก ๆ ท่านมากขึ้น

อาจารย์แหวว อาจารย์มิว อย่าเพิ่งท้อนะคะ หนูสัญญาว่าพวกหนูจะตั้งใจเรียนคะ

นักศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

สทัครได้หรือยังคะ รัตนาภรณ์

ไม่ต้องสัญญาหรอกนะ อย่าลืมอ่านหนังสือแล้วกัน

เพิ่งมาเรียนกฏหมายตอนอายุมากแล้ว มีความจำเป็น เด็กบางคนก็เก่งมาก บงคนก็ไม่สนใจอะไร อ.ก็อัด mp 3 ส่งให้เขาฟังเลยค่ะ อย่ายอมลดมาตรฐาน สอบตกจะได้ไม่โทษครู

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี