ความเห็น


สู้ๆ ครับ เข้าใจความเหนื่อยใจครับ แต่อย่าพึ่งท้อนะครับ ถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำไปทั้งหมดจะเป็นประโยชน์ก็ทำเถอะนะครับ จำได้ว่าเคยอ่านหนัวงสือพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องพระมหาชนก อ่านแล้วจำได้ขึ้นใจเลยครับ โดยเฉพาะเรื่องความเพียร ตอนที่พระมหาชนกแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรเป็นเวลากว่าเจ็ดวันเจ็ดคืน(จำตัวเลขแน่นอนไม่ได้ครับ) แล้ว นางมณีเมขลามั้งครับ ก็พูดเปรยมาว่า "ท่านอาจจะตายเสียแน่แท้ที่มัวว่ายน้ำในทะเลลึกทั้ง ๆ ที่มองไม่เห็นฝั่งอย่างนี้" พระมหาชนกท่านก็ตรัสตอบว่า "เราพากเพียรเช่นนี้ แม้ตายก็มิถูกติเตียนได้ การไม่รักษาชีวิตไว้อย่างพากเพียรก็เท่ากับว่าเป็นคนเกียจคร้าน" หรือพูดง่ายๆว่า คนเราถ้าเพียรถึงที่สุดแล้วก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่อาจถูกตำหนิได้ .... ผมเองไม่เข้าใจไม่ได้อินกับเรื่องคนไร้สัญชาติแม้จะตาม อ.อุ๋มไปงานวันเด็กไร้สัญชาติ มาสองครั้งแล้วก็ตาม เพราะความสนใจส่วนใหญ่มุ่งไปทางประวัติศาสตร์กฎหมายกับกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง โดยเฉพาะเรื่องการใช้น้ำและการบริหารจัดการน้ำระหว่างประเทศมากกว่า แต่ว่า... หลังจากมาสอนสิทธิมนุษยชน ...และได้ตามท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์พร้อมทีมไปลงพื้นที่บ่อยๆ ได้คุยกับชาวบ้าน ที่มีปัญหาทำให้รู้สึกว่า เรายังโชคดีกว่าคนอื่นอีกมาก เพราะในขณะที่บางคนเป็นคนตามข้อเท็จจริง แต่เหมือนมนุษย์ล่องหน คือไร้ตัวตนในทางกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิต่างๆ ได้ แม้จะพยายามอย่างยิ่งยวดก็ตาม ยิ่งได้ทำงานวิจัยเรื่อง "คนจากพม่าแล้ว" ยิ่งเฃ้าใจหัวอกคนที่มีปัญหาเรื่องนี้มากขึ้น แม้ว่าจะไม่อาจรู้สึกได้เหมือนคนเหล่านี้เพราะไม่เคยเจอปัญหาแบบนี้ก็ตาม และอีกอย่างถ้าจะพูดไปนะครับถ้าไม่มีคนอย่างท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ และกลุ่มคนอย่างทีมลูกศิษย์ของท่านอาจารย์แหววทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพี่ด๋าว คุณตี๋ พี๋ต้อง คุณชล คุณไหม คุณเตือน คุณมิว พี่ใหญ่ ท่านอาจารย์เอ๋ ท่านอาจารย์เพชร น้องก๊อต กลุ่มข้าราชการอื่นๆที่เข้าใจปัญหา เช่นพี่วีนัส คุณจิราพร เลขา สมช.และคนอื่นๆ ที่ผมไม่ได้ออกนามนะครับ งานเรื่องคนไร้สัญชาติวันนี้จะเดินมาได้ถึงขนาดนี้ไหม สิ่งที่ท่านทั้งหลายทำอยู่นี้ผมเองรู้สึกได้ด้วยใจว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่งาม ที่สำคัญมาก แม้จะไม่ได้ถูกโปรโมตก็ตาม งานนี้เป็นงานปิดทองหลังพระแต่ให้คุณค่าอย่างสูงครับ ส่วนเด็กๆ ที่ท่านอาจารย์กรุณาไปสอน นั้น ผมว่าเค้าเป็นกลุ่มที่โชคดีมากๆ ครับที่ได้โอกาสเรียนกับท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ และเลขาของท่านอาจารย์อย่างคุณมิวที่เคยมีประสบการณ์โดยตรงกับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่    แต่เค้าไม่เคยรับรู้ปัญหาครับ เพราะไม่ได้เจอกับตัวเอง อาจจะเป็นด้วยความที่เป็นเด็กกรุงเทพ และเป็นเด็กที่มีฐานะก็เลยไม่ค่อยจะให้ความสนใจ และโดยค่านิยมสมัยใหม่ที่ไม่ค่อยจะถูกสอนให้สนใจเรื่องอื่นของสังคมนอกจากเรื่องของตัวเอง รวมๆกับความไม่ใส่ใจครับ เลยออกมาอย่างที่เห็น อย่าว่าแต่คนอื่นเลยครับ ตอนผมเรียนผมก็แทบจะไม่รู้ด้วยครับว่ามีคนกลุ่มนี้บนโลกใบนี้ด้วยเหรอ รู้แต่มีผู้อพยพ มีคนไทใหญ่ มีประวัติศาสตร์ไทใหญ่ที่ผมบ้าอยู่ แต่ไม่ได้มองในมิติอื่นเลย จนมาทำงานนี่แหละครับ ถึงได้เข้าใจความทุกยากของคนกลุ่มนี้มากขึ้น...

อย่าท้อนะครับ ถ้าไม่มีบุคคลทุกคนที่ผมกล่าวไป ก็ไม่มีผม "นายวิว" ในวันนี้ อยากบอกว่าสิ่งที่ทุกท่านทำไป เป็นแรงใจให้ผม และยิ่งกว่านั้นลูกศิษย์ผมหลายคนได้เป็นแฟนคลับ ท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์และทีม หลายคนทีเดียวครับ และอีกหลายคนก็เปรยๆว่าอยากจะไปฝึกงานกับท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ กับอาจารย์ไหม อาจารย์มิว เหมือนรุ่นพี่ ที่เค้าเคยไปกัน... อีกหลายคนอยากจะทำค่ายเหมือนที่กลุ่นนักศึกษาที่ดอยโจดทำ...

ด้วยใจคาระวะต่อสิ่งที่ทุกคนทำมาทั้งหมด และขอเป็นกำลังใจให้ครับ

ป.ล งานวิจัยผมเสร็จแล้วนะครับ ยังไม่กล้าส่งไปให้อ่านกลัวร้องยี้เป็นแถบ ...อย่างว่าล่ะครับ มือใหม่ แต่ผมดีใจมากที่ผมได้มีโอกาสเขียนคำขอบคุณ บุคคลต่างๆ ทั้งท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ อาจารย์ชล อาจารย์อุ๋ม อาจารย์ไหม อาจารย์มิว อาจารย์อาทิตย์ อาจารย์มะปราง และคนอื่นๆ ครับ   ๐

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี