ข้อเสนอของคนกะเหรี่ยงราชบุรีเรื่องการจัดการปัญหาคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติที่สวนผึ่ง ต่อที่ประชุมประชาสังคมจัดที่ห้องประชุม อบจ. ราชบุรี โดย นายสันติ พะจี เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓

ผมชื่อนายสันติ พะลีเกิดที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี พ่อและแม่ของผมเป็นกะเหรี่ยง ครอบครัวของเรา ไม่ว่าจากสายปู่ย่าหรือตายายเป็นชาวเขาที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้มาตั้งแต่ดั้งเดิม ตาทวดของพวกเคยเป็นกำนันในสมัยรัชกาลที่ ๕ ใครก็รู้ว่าพวกเราเป็นกะเหรี่ยง แต่เราไม่มีปัญหาเรื่องสัญชาติไทยเลย ชื่อของครอบครัวของเราถูกบันทึกในทะเบียนราษฎรไทยมาตั้งแต่ต้นประวัติศาสตร์ชาติไทย

แต่พี่น้องกะเหรี่ยงของแผ่นดินไทยจำนวนมากไม่โชคดีเหมือนผม

พวกเราที่สวนผึ้งจึงพยายามที่จะใช้ พ..นี้ ในการเข้าแก้ไขปัญหาให้พี่น้องในพื้นที่ของเรา จะเป็นกะเหรี่ยงหรือไม่ เราก็จะเข้าไปช่วยเหลือ เราขอย้ำว่า เรามิได้ต่อสู้เพื่อขอสัญชาติให้กับใครคนใดคนหนึ่ง เราต่อสู้ในพวกเขาได้มีสิทธิและหน้าที่ที่เขาพึ่งมีตามกฎหมายไทย

ครับ ผมย้ำกฎหมายไทยกฎหมายที่ครอบคลุมแผ่นดินนี้อย่างสมบูรณ์และเด็ดขาด พวกเราทั้งหมดในสวนผึ้งที่มาผนึกหัวใจเข้าด้วยกัน ได้ขอให้ศูนย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มาสอนกฎหมายให้กับเรา เราจะแก้ไขปัญหาโดยกฎหมาย เราจะแก้ไขปัญหาด้วยปัญญา เราจะแก้ไขปัญหาด้วยความรักในแผ่นดินไทยและมวลมนุษยชาติ เราสัญญา

พวกเรา ชุมชนสวนผึ้ง มีทั้งที่เป็นข้าราชการ อาทิ นายอำเภอเสือ นักวิชาการ อาทิ อาจารย์วุฒิ หรือชาวบ้านธรรมดา พี่ธนพล ในหมู่พวกเรา มีทั้งที่เป็นกะเหรี่ยงและมิใช่ อาทิ

ท่านนายอำเภอเสือ นายอำเภอพยัคฆพันธุ์ โพธิ์แก้ว เรารอท่านมาตลอดชีวิต ท่านมาถึงช้าเหลือเกิน แต่ในที่สุด ท่านก็มาถึง ท่านไม่ใช่กะเหรี่ยง แต่ท่านมีหัวใจ มีความรู้ ท่านแยกแยะกะเหรี่ยงไทยในมะริดตะนาวศรีได้จากกะเหรี่ยงในพม่า อยากในกรมการปกครองมีนายอำเภอเสือสัก ๕๐๐ คน กรมการปกครองก็จะเป็นส่วนราชการที่คุ้มครองชีวิตของราษฎรไทยอย่างอบอุ่นที่สุด ท่านนายอำเภอครับ (หันไปหานายอำเภอ) คนสวนผึ้งรักและนับถือท่านมาก มากที่สุด

อาจารย์วุฒิ บุญเลิศ เป็นนักวิชาการที่แผ่นดินสวนผึ้งภาคภูมิใจ อาจารย์เป็นกะเหรี่ยงที่รู้จักประวัติศาสตร์ของกะเหรี่ยงในแผ่นดินสยาม เป็นภูมิปัญญาของคนภูเขา อาจารย์สอนให้พวกเราเข้าใจเหตุผลและความรัก อาจารย์สอนให้เรารู้จักหน้าที่ของพลเมืองไทย โดยที่ไม่ละเลยวัฒนธรรมของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง กะเหรี่ยงราชบุรีจึงรู้จักที่จะผสมผสานความลุ่มลึกของภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมและกะเหรี่ยง เรื่องนี้มิใช่พึ่งเกิด เรื่องนี้เกิดมาตั้งแต่ยุคที่ในหลวงรัชกาลที่ ๕ เสด็จมาโปรดชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงแล้วล่ะครับ และ ด้วยเกล้าด้วยกะหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าเหล่ากะเหรี่ยงราชบุรีจะสานงานนี้ให้ดำเนินต่อไป และต่อไป ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในความเป็นเอกภาพทางจิตใจจะคงดำเนินต่อไปด้วยความร่วมมือของพวกเราชุมชนสวนผึ้ง

พวกเราชุมชนสวนผึ้ง มิใช่แค่ปรากฏในรายชื่อในคำสั่งจังหวัดราชบุรีเท่านั้น พวกเรายังมีอีกมากที่สวนผึ้ง

พวกเราขอกราบขอบคุณทุกท่านที่มิใช่คนในสวนผึ้ง แต่ก้าวเข้ามาช่วยเหลืองานของเรา โดยเฉพาะคุณสรินยา กิจประยูร พี่ต้องของเรา พี่ต้องทำงานหนักเพื่อชาวเขาในพื้นที่สูง ป่วยเข้าโรงพยาบาลหลายหน รักษาสุขภาพนะครับ

ขอขอบคุณ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านปลัดจังหวัดที่เอาใจใส่ไปเยี่ยมเราถึงสวนผึ้ง พี่จ่าจังหวัดที่สนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปได้ วันนี้คงไม่มี หากท่านเหล่านี้ไม่เข้าใจ

ขอขอบพระคุณ ท่านที่เคารพจากกรุงเทพฯ จากเชียงใหม่ หรือที่อื่นๆ ที่ผมไม่ทราบ ช่วยให้ความคิดเห็นเพื่อทำให้ความตั้งใจของเราเป็นไปด้วยดีด้วยเถอะครับ

จะเห็นว่า ท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์พูดมาแล้วในฐานะธรรมศาสตร์ว่า ธรรมศาสตร์ได้เข้ามาช่วยและจะช่วยต่อไปอย่างไร พี่ต้องในฐานะผู้ดูแลโครงการช่วยเหลือประชาชนบนพื้นที่สูงจากส่วนกลางก็ได้พูดถึงตัวแผนในภาพรวม ท่านนายอำเภอเสือของผมก็พูดถึงประโยชน์ที่แผนนี้จะมีต่อสวนผึ้งและแผ่นดินไทยแล้ว ผมจึงคิดว่า ผมควรจะมาพูดในมุมมองของชาวบ้านสวนผึ้ง ภาคประชาชนในสวนผึ้งจะเข้ารับผิดชอบต่อแผ่นดินในแผนนี้ได้อย่างไร

           พวกเราชาวบ้านรู้จักดินทุกก้อนในสวนผึ้ง ต้นไม้ทุกต้นในสวนผึ้ง และคนทุกคนในสวนผึ้ง ใครอยู่มานานแล้ว ใครพึ่งเข้ามา พวกเรารู้ดี เราจึงอาสาที่จะเป็นคนเริ่มต้นทำงานตามแนวคิดของกฎหมายและแนวนโยบายแห่งรัฐตามที่อาจารย์พันธุ์ทิพย์ได้อธิบายมาแล้วในตอนแรก

คนกลุ่มแรกที่พวกเราจะต้องเข้าช่วยเหลือ ก็คือ คนที่มีข้อเท็จจริงที่ชี้ว่า เป็นคนไทยตามกฎหมายแล้ว เราก็จะช่วยรวบรวมเอกสาร ทำคำร้อง และพาชาวบ้านไปอำเภอ หรือพาอำเภอเคลื่อนที่ไปหาชาวบ้าน อย่างที่ภาษาราชการเรียกว่าการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรไงครับ เราให้สัญญาได้เลยว่า เราจะเป็นกลางที่สุด เราเข้าใจดีว่า ราคาของความไว้วางใจจากทุกฝ่าย ก็คือความตรงไปตรงมา ถ้าเราเจอแรงงานต่างชาติแฝงตัวเข้ามา เราจะกระซิบบอกอำเภอครับ แต่ถ้าเราเจอคอรับชั่น เราก็จะกระซิบบอกครับ เอ.. เราจะบอกใครดีครับ เอ.. นายอำเภอครับ พี่จ่าหวัดครับ อาจารย์พันธุ์ทิพย์ครับ แนะนำผมหน่อย อย่างหลังนี้ ได้ข่าวว่า มีมากในภาคเหนือ สวนผึ้งเรา อย่าให้เกิดขึ้นเลยนะครับ

 

          คนกลุ่มที่สองที่เราจะทำงานด้วย ก็คือ ชาวเขากลุ่มสองอย่างที่พี่มนตรีและพี่กรมการปกครองเรียก คือคนที่อพยพเข้ามาจากต่างประเทศ แต่เข้ามานานแล้ว ท่านทั้งหลายครับ อาจารย์พันธุ์ทิพย์สอนผมว่า คณะรัฐมนตรีให้คนเหล่านี้ที่เป็นชาวเขามีสิทธิอาศัยอยู่ถาวรในประเทศไทยมาตั้งแต่ พ..๒๕๓๘ และคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ..๒๕๔๓ ให้คนเหล่านี้ที่เป็นบุคคลบนพื้นที่สูงที่มิใช่ชาวเขามีสิทธิอาศัยอยู่ถาวรในประเทศไทยแปลว่า เขาจะไม่อาจถูกส่งกลับออกไปนอกประเทศไทยนะครับ เขาไม่อาจถูกจับหากเขาไม่ออกนอกพื้นที่ที่เขามีทะเบียนราษฎรนะครับ แต่ปัญหาก็คือ บางคนยังไม่มีกระดาษที่เรียกว่า..๑๓หรือทางงานทะเบียนชนกลุ่มน้อยยังไม่มาออกบัตรประจำตัวให้ หรือบัตรหมดอายุ ถูกจับเป็นประจำ ในสมัยก่อนๆ ที่พวกเราในสวนผึ้งจะเริ่มเรียนกฎหมาย กฎหมายนี้ดีนะครับ เราใช้ในการแก้ไขปัญหาได้โดยสันติวิธี ไม่ต้องมาม๊อบกัน เผาสถานีตำรวจอย่างนี้ เราจึงจะแก้ไขปัญหาของชาวบ้านกลุ่มนี้ โดยไปช่วยให้มีเอกสารพิสูจน์ตนตามกฎหมายไทยภาษากฎหมายครับ อาทิ บัตรสีฟ้า สำเนาแบบพิมพ์ประวัติ ใบสูติบัตร ท..๑๓ และเอกสารทั้งหลายก็จะเป็นเอกสารที่ใช้ในการร้องขอใบต่างสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและการแปลงสัญชาติเป็นไทยสำหรับคนที่เกิดนอกประเทศไทย หรือในการร้องขอสัญชาติไทยโดยการเกิดของพวกลูกๆ ที่เกิดในประเทศไทย ที่สุดของความฝันของพี่น้องกะเหรี่ยงในป่าราชบุรี ตัวอย่างของคนที่เราจะทำงานแบบบนี้ด้วย ก็คือ ครอบครัวของพี่ทุม่วงจากห้วยคลุม และครอบครัวของลุงปิลูจากห้วยคลุม

 

คนกลุ่มที่สามที่เราจะทำงานด้วย ก็คือ พี่มานะอธิบายให้เราฟังว่า พวกเขาคือพวกที่เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ในสวนผึ้งตั้งแต่วันที่ ๓ ตุลาคม พ..๒๕๒๘ จนถึง ๑๕ กันยายน พ..๒๕๓๕  เป็นคนที่อพยพจากต่างประเทศ แต่พึ่งเข้ามาไม่เกิน ๑๕ ปี ท่านทั้งหลายครับ พี่ตี๋สอนผมว่า คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ..๒๕๔๓ ผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลา ๑ ปี ก็คือ พวกเขามีสิทธิอาศัยในสวนผึ้งได้จนถึงวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ..๒๕๔๔ พี่ตำรวจครับๆ มีบางท่านยังจับเขาอยู่เลยนะคะ ถ้าเขาไม่ออกนอกสวนผึ้ง จับไม่ได้นะครับ

การผ่อนผัน ๑ ปีนั้น ก็เพื่อให้กรมการปกครองได้แยกแยะว่า คนไหนควรส่งกลับออกไปนอกประเทศในวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ..๒๕๔๔ พวกใดควรให้สิทธิอาศัยอยู่ต่อไป

งานของชาวบ้านในเรื่องนี้ ก็คือ ช่วยกรมการปกครองทำงานแยกแยะล่ะครับ ผมกับพี่ๆ จากงานทะเบียนชนกลุ่มน้อยทำกันไปเยอะแล้ว ผมอยากจะเรียนผ่านพี่สื่อมวลชนในห้องนี้ไปถึงท่านนายกฯ ชวน ว่า ผมมีคำตอบให้ท่านแล้วล่ะ ผมคิดว่า คนในสถานการณ์อย่างนี้ ควรที่จะอนุญาตให้อาศัยอยู่ต่อไปในประเทศไทย

          กลุ่มแรกที่ควรให้อยู่ต่อนะครับ ก็คือ คนที่เป็นพ่อและเป็นแม่ของคนไทยหรือคนที่มีสิทธิอาศัยอยู่ถาวรในประเทศไทยไงครับ เหตุผลก็คือ จะแยกสลายครอบครัวของเขาได้อย่างไร จริงไหมครับ ในเรื่องสถานะบุคคลตามกฎหมายไทย ก็ให้สัญชาติไทยเลยครับถ้าครอบครัวของเขาเป็นไทย  หรือถ้าครอบครัวของเขามีแค่สิทธิอยู่ถาวรก็ให้แค่สิทธิอาศัยอยู่ถาวร  

          กลุ่มที่สองที่ควรให้อยู่ต่อนะครับ ก็คือ คนที่กลับไปแล้วตายครับ เหตุผลก็คือ บาปครับ ให้เขาอยู่ และให้เขากลับไปเมื่อชีวิตปลอดภัย ในเรื่องสถานะบุคคลตามกฎหมายไทย ไม่ต้องให้สัญชาติไทยหรอกครับ สิทธิอยู่ถาวรก็ไม่ต้อง ให้สิทธิอยู่ชั่วคราวก็พอ ถ้ากลัวเขาจะเป็นภาระต่อสังคมไทย ก็อนุญาตให้เขาทำงานซิครับ จะได้เก็บภาษีได้ง่าย เมื่อเขาเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทย ก็จะต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายด้วยนะครับ คนเราต้องมีทั้งสิทธิและหน้าที่

หมายเหตุ  หากจะดูรูปภาพของการตั้งเวทีเสวนาของคนกะเหรี่ยงราชบุรี โปรดคลิกตรงนี้เลยค่ะ

(๑) เริ่มต้นจากการคุยกันที่ห้องประชุม อบจ. ที่จังหวัดราชบุรี

(๒) มาสู่ห้องประชุมของโบสถ์เล็กๆ ที่สวนผึ้ง และ

(๓) จบลงที่บ้าน อ.เจริญ ทานอาหารเย็นกัน โดยฝีมือแม่ของสันติ