เมื่อวันที่ 19 - 21 พย. 2551 ที่ผ่านมานั้นข้าพเจ้าได้ไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการพัฒนางานประจำด้วยการทำ R2R (Routine to Research) ที่โรงพยาบาลเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากพื้นที่นี้ คือ ความพร้อม ความมุ่งมั่น และความตั้งใจของทางผู้จัด ซึ่งเรามีการประสานงานกันไม่กี่วัน ผู้จัดสนองตอบต่อวันเวลาที่ลงตัวและเหมาะสม อาจด้วยเหตุผลที่ว่าท่านผู้อำนวยการค่อนข้างตัดสินใจรวดเร็วและเปิดไฟเขียวให้คนหน้างานได้ลุกขึ้นขับเคลื่อน ... จากที่ได้สนทนากับท่านหลายครั้งทำให้มองเห็นถึงมุมมองต่อการสนับสนุนให้เกิดการผลักดันกระบวนการทำงาน โดยที่มาจากคนหน้างานเอง

ข้าพเจ้าค่อนข้างประทับใจต่อบรรยากาศการเรียนรู้ที่สัมผัสได้ มีบุคลากรทุกระดับมาร่วมกระบวนการ มีทั้งแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักโภชนาการ นักกายภาพบำบัด เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย หรือแม้แต่ท่านผู้อำนวยการเอง ก็มาร่วมเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

ในการเรียนรู้ที่นี่ครั้งนี้ ข้าพเจ้า...ยังคงสานต่อในเจตนารมย์ของตนเองที่ว่า จะไม่นำพาความยุ่งยากและซับซ้อนอันก่อให้เกิดเป็นความรู้สึกที่เป็นภาระมาให้กับคนทำงาน

การเริ่มต้นการเรียนรู้ เราเริ่มตั้งแต่การเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจ และความพร้อมต่อการตื่นรู้ที่จะเรียนรู้ได้อย่างเบิกบาน เปิดใจ (Open mind) โดยปราศจากอคติหรือแนวคิดที่มีแนวโน้มไปทางลบให้ลดน้อยลง เพราะเมื่อใดที่บอกว่า "วิจัย" เมื่อนั้นใครๆ ก็มักส่ายหน้า และเริ่มมองว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก

กระบวนการเรียนรู้ที่เรียนรู้นั้น...

เริ่มจากการวิเคราะห์หน้างานของตนเอง มองงานของตนเองให้ออกว่า เราทำหน้าที่อะไร มีอะไรที่เราค่อนข้างพอใจหรืออะไรบ้างที่เรายังเห็นโอกาสหรือช่องทางของการพัฒนา ... จากนั้นฝึกค้นหาสาเหตุแห่งที่มาที่เป็นของโอกาสของงานที่เราจะพัฒนาว่ามีเหตุแห่งที่เกิดมาอย่างไรบ้าง เพราะหากไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเราจะค่อนข้างพัฒนางานได้ไม่ตรงจุดไม่ตรงเป้าหมาย จากนั้นก็มาร่วมกันคิดร่วมกันหากระบวนการแห่งการแก้ไข หรือพัฒนา ตลอดจนแนวทางในการเก็บรวบรมข้อมูล... รวมไปถึงผลที่เราวาดหวังอยากให้เกิด

ในการเรียนรู้...ข้าพเจ้าค่อยๆ แทรกซึมในเรื่ององค์ความรู้เรื่องการวิจัยเข้าไป แต่ไม่มาก ค่อยๆ ให้รู้สึกเรียนรู้ว่า...วิจัยคืออะไร เรียนรู้แบบง่าย แบบเอา concept แล้วเชื่อมโยงไปงานของตนเอง

เราใช้เวลาในการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ มากกว่าการใช้การบรรยาย ข้าพเจ้ายังเชื่อต่อการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่นำไปสู่การเกิดทักษะและความเข้าใจได้ดียิ่งกว่า การนั่งฟังบรรยายเพียงอย่างเดียว อาจโดยพื้นฐานความเชื่อของตัววิทยากรเอง (คือข้าพเจ้า) ที่ค่อนข้างมีทัศนะต่อเรื่องการเรียนรู้ ที่มองว่าผู้เรียนต้องผ่านการเรียนรู้ด้วยตนเอง สร้างความรู้ด้วยตนเอง มากกว่าการถูดยัดเยียดความรู้ หรือมุ่งบอกกล่าวความรู้

นอกจากนี้...

ในกระบวนการเรียนรู้ ที่สำคัญผู้เรียนต้องไม่เครียด ต้องรู้สึกผ่อนคลาย

กระบวนการผ่อนคลายทำให้สมองเปิดรับการเรียนรู้ได้ดี และมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญมีความสุข

ข้าพเจ้าอยากให้คนหน้างานได้มีความสุขในการทำงาน อันเป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากที่ไหน หากแต่เป็นความสุขที่ได้มาจากการที่ได้ลงมือปฏิบัติผ่านการทำงานนั่นเอง

สามวันแห่งการเรียนรู้ ที่โรงพยาบาลทำให้ข้าพเจ้าได้เกิดการเรียนรู้ภายในอย่างละเอียดมากขึ้น น้อมใจลงมากขึ้น ... ปรารถนาอยากแบ่งปัน เกื้อกูลกันมากขึ้น เพราะกลุ่มคนหน้างานที่โรงพยาบาลเขาวงในทัศนะของข้าพเจ้ามองว่า "ใจ" ของคนหน้างานค่อนข้างมีและพร้อม หากว่าได้กัลยาณมิตรร่วมเดินทางด้วยแล้ว น่าจะก้าวเดินไปได้ด้วยดี และที่สำคัญประโยชน์ที่เกิดอย่างสูงสุดตามมา คือ ผู้คนเขาวงที่จะได้รับพลังแห่งความสุขจากการทำงานนี้จากบุคลากรทางสาธารณสุข

ในเวทีที่เรียนรู้นี้ แพทย์ เภสัช ทันตแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่อนามัย นักโภชนาการ นักกายภาพบำบัด ต่างมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันโดยช่องว่างแห่งอัตตานั้นเบาบางลงมากพอสมควร อัตตาที่เบาบางจะนำพาไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนางานได้เป็นอย่างดี... ข้าพเจ้าเชื่อเช่นนั้น

จากสามวันที่ผ่านมา...เป็นเพียงกระบวนการที่เริ่มต้น

ข้าพเจ้าเสนอแนะทางผู้จัดได้ดำเนินการให้เกิด CoP R2R ของโรงพยาบาลเขาวง จากนั้นก็ให้มีการเชื่อมโยงและเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันให้มากขึ้น โดยที่ข้าพเจ้าได้ร่วมเป็น Coaching ของกระบวนการร่วมด้วย จนกว่าทางพื้นที่จะสามารถพยุงกันต่อไปได้เองเมื่อนั้นเราจึงค่อยๆ วางและถอยห่างออกมาได้ เพื่อให้พื้นที่ได้ยืนหยัดและขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ และการสร้างความรู้ หรือยกระดับความรู้นี้อย่างมาดมั่นด้วยคนในพื้นที่เองเพราะนี่น่าจะก่อเกิดเป็นความยั่งยืนของคนหน้างานได้มากกว่า

 Img375c

-----------------------------------