วิธีที่ 2 หัดเป็นลูกอีช่างถาม “ทำไม..” และ “ถ้า..”
สมมุติว่าคนเราได้แต่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น ที่คนอื่นบอก เป็นอยู่อย่างนั้น โดยไม่คิดตั้งคำถามกับสิ่งที่คิดว่าเป็นอยู่อย่างนั้น กว่าจะมีการสร้างสรรค์อะไรซักอย่างก็คงเป็นเรื่องยาก หรืออาจเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว
ถ้าเซอร์ไอแซก นิวตันไม่สงสัยว่าทำไมลูกแอปเปิ้ลถึงตกลงมาที่พื้น ป่านนี้เราอาจไม่มีทฤษีแรงโน้มถ่วง (ผมใช้คำว่าอาจ เพราะตามทฤษฎีแล้วต่อให้ไอแซกนิวตันไม่พบ สักวันหนึ่งก็จะมีคนค้นพบอยู่ดี) ถ้ากาลิเลโอไม่สงสัยว่าโลกแบน และดาวทั้งหลายหมุนรอบโลก อย่างที่พระคัมภีร์ว่าไว้จริงหรือ เราก็ยังอาจเชื่ออย่างนั้นอยู่(หรืออาจไม่ใส่ใจมันเลยด้วยซ้ำ) ถ้าสองพี่น้องวาโคสกี้ ไม่ได้ตั้งคำถามว่าถ้าวันหนึ่งมีคนมาบอกว่าโลกที่เราอยู่ไม่ใช่โลกจริง ๆ ก็อาจไม่ได้มี The Matrix ให้ได้ดูกัน
ถ้าเราจะฟังเพลงในรถจะดีไหม ชายคนหนึ่งคิดขึ้นมา แล้วก็คิดวิทยุที่สามารถใช้ไฟจากรถยนต์ได้ เสร็จแล้วก็เอาแนวคิดนี้ไปเสนอบริษัทผลิตรถยนต์ให้ผลิตติดรถกัน ผลก็คือ...รวยเละ ยังหรอก มันยังไม่ง่ายขนาดนั้น ตอนนั้นไม่มีใครเอาความคิดนี้เลย เพราะเขากลัวคนขับรถจะฟังเพลินแล้วรถจะชนกัน อีตาคนคิดก็เลยมาผลิตวิทยุติดรถยนต์ซะเอง แล้วเป็นไงตอนนี้รถคันไหนไม่มีวิทยุติดนี่เชยมาก(นี่ยังไม่ถึงยุค เทป และซีดีนะ) อ้อ ตอนนี้อีตาคนคิดเป็นเจ้าของเป็นบริษัทที่ชื่อ “Motorola”ละครับ
ถ้าเราจะทำสิ่งก่อสร้างแบบอิกลู (บ้านน้ำแข็งของเอสกิโม) แต่เป็นอย่างอื่นจะได้ไหม คำตอบคือได้ ทำเป็นบาร์น้ำแข็งซะเลย แล้วคนทั่วโลกก็แห่กันไปนั่งหนาวก้นกัน, ถ้าเราชอบกินมะม่วงแล้วจะทำร้านที่มีแต่เมนูมะม่วงล่ะ ก็ออกมาเป็นร้าน Mango Tango น่ะสิ, ถ้ามีเทวดาตกลงมาจากสวรรค์ซักองค์หนึ่งล่ะ ทำละครเลยแล้วกัน “เทวดาตกสวรรค์ โชคร้ายกลับไปไม่ทัน เลยต้องอยู่อย่างนั้น กับสามัญชน...” (ใครร้องเพลงนี้ได้ แสดงว่าแก่แล้ว)
ว่าแล้วก็ขอเพลงแบบประภาสซัก 2 เพลง เพลงแรกเป็นเพลงที่พี่จิกยกตัวอย่างเองเลย
“ถ้าโลกนี้มีเพียงเราสองคน” - เฉลียง
ถ้าโลกนี้มีเราเพียงสองคน
มองไปทางไหนก็สวยงาม มีเพียงเราสองเท่านั้นเองกับหวานใจ
ดู ดู ดู ภูเขาทะเลกว้างฟ้าไกล ต่อให้ไกลแสนไกล จะไกลแสนไกล เราเป็นเจ้าของ
เราคงจะรักกันทั้งวัน คงมีสวรรค์กันทั้งเดือนและทั้งปี
ดู ดู ดู จะหันทางใดไม่เห็นมี ไม่มีผู้ใดไม่มีเลยแม้ใคร ขวางทางรักเรา
*สองเราชิด สองเราไม่เคยห่าง สองใจชิด สองใจไม่เคยต่าง
สองเราเท่านั้นฉันเธอไม่มีใครอื่น ทั้งวันทั้งคืนฝนพรำฟ้าครืน แดดใส ไม่มีใครเลย
เวลาเราหิวก็สองคน จะกินข้าวเหนียวก๋วยเตี๋ยวไก่จะซื้อใคร
ดู ดู ดู ตัดเย็บกางเกงเล่าร้านใด จัดงานฉลองเลี้ยงใคร ไม่มีมาสักราย ก็เลี้ยงกันสองคน
มองไปทางไหนไม่เห็นใคร มีเพียงเราสองคนเท่านั้นเอง เท่านั้นเอง
ฮือ ..ฮือ..ฮือ.. จะร้องจะรำให้ครื้นเครง ดนตรีต้องเล่นเอง ฟังกันร้องเอง ประสานเสียงเอง (*)
ฮือ..ไม่มีใครเลย ไม่มีใครเลย ไม่มีใครเลย ไม่มีใครเลย ไม่มีใครเลย ไม่มีใครเลย
(ถ้าคิดกันเล่น ๆ ก็คงดีถ้ามีกันอยู่ 2 คน จะทำอะไรก็ไม่ต้องกลัวสายตาคนอื่น ว่าแต่จะทำอะไรกันเหรอ พอเอาเข้าจริง ๆ แล้ว มีกัน 2 คนซักวัน 2 วันก็พอแล้วมั้ง)
และอีกเพลงเป็นเพลงที่ผมชอบมาก ที่ชอบก็คือบางทีเราถามไปก็ไม่ได้คำตอบหรอกครับ บางทีก็ไม่ได้ต้องการคำตอบ หรือรู้อยู่แล้วคำตอบจะเป็นบังไง แต่ยังไงเราก็ถามกัน
“เพราะอะไร” - ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์
เธอเคยถามกับฉัน ที่ฉันรักเธอ ว่าอยากจะรู้รักเพราะอะไร
กลับไปคิดไปค้น ใคร่ครวญมากมาย ไม่เจอ...คำตอบ
ที่ผ่านมานั้นไม่คิดอยากรู้ที่มา และไม่เคยหาเหตุผลใดๆ
แค่ตัวฉันเพียงรู้ ว่าเป็นสุขใจเมื่ออยู่เคียงกัน
* อาจจะฟังแล้วไร้เหตุผล ว่าสิ่งที่ทำให้คนรักกัน หรือเป็นเพียงรอยยิ้ม รอยนั้นเมื่อวันแรกเจอ
หากจะหาเหตุผลสักคำ ว่าสิ่งที่ทำให้ฉันรักเธอ นั่นเป็นเพราะตัวฉันมาเจอ เจอสิ่งดีงาม
(ซ้ำ *) ตั้งแต่วันฉันพบเธอ ก็เจอแต่สิ่งดีงาม ตั้งแต่วันฉันพบเธอ ได้เจอแต่สิ่งดีงาม
วิธีที่ 3 ช่างสังเกต
จะอธิบายยังไงดี ก็คือสังเกตน่ะครับ อย่าปล่อยผ่าน อย่ามองข้ามสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะว่าสิ่งเจ๋ง ๆ บนโลกนี้มากมายเกิดมาจากการช่างสังเกตแทบทั้งนั้น ลองมาดูกัน
นิทานช่างสังเกต เรื่องที่ 1 “คุณหมอช่างสังเกต”
กาลครั้งหนึ่ง ในสมัยที่คนเรายังเชื่อว่าโรคกระเพาะเกิดจากกินอาหารไม่เป็นเวลาและความเครียดเท่านั้น ไม่มีใครเคยเชื่อเลยว่ามันสามารถเกิดจากเชื้อไวรัสได้ด้วย เพราะคุณหมอและนักจุลชีวะวิทยาทั้งหลาย เคยเอาผนังกระเพาะคนเป็นโรคกระเพาะมาเพาะเชื้อหลายรอบแล้ว (มีหลายเพาะจัง) แต่ก็ไม่มีใครเคยเจอเชิ้อโรคกระเพาะที่ว่านี่สักที เมื่อไม่เจอก็เลยสรุปว่าไม่มี
จนกระทั่งมีนายแพทย์คนหนึ่งได้ลองเพาะกับเขาบ้าง แน่นอนก็ไม่เจอ แต่นายแพทย์คนนี้ (เรียกง่าย ๆว่าไอ้หมอนี่)ก็ยังเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่ามันมีเชื้อแต่ยังหากันไม่เจอ ก็เพาะเชื้อมันไปอีกหลายที ก็ไม่เจอซักที จนวันหนึ่งก็เจอจนได้ รู้มั้ยครับว่าทำไมที่ผ่านมาหมอนี่และหมอคนอื่น ๆ ไม่เคยมีใครเจอ ก็เพราะปกติเค้าเพาะเชื้อกันแค่ 3 วัน ถ้าไม่เจอก็คือไม่มี ไม่ว่าเชื้ออะไรมันก็ต้องขึ้นใน 3 วัน แต่เผอิ๊ญมันเป็นช่วงสุดสัปดาห์พอดี หมอนี่เลยได้มีโอกาสปล่อยจานเพาะเชื้อนี้ไว้มากกว่า 3 วัน วันจันทร์มาก็จะมาล้างจานเพาะเชื้อที่ทิ้งไว้ เผอิญอีกแล้วที่หมอนี่ “สังเกต” เห็นอะไรแปลก ๆ ในจานเพาะเชื้อ นั่นแหละครับที่ทำให้นายแพทย์คนนี้ได้รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ไป อ้อ อีกนิดนึงครับ หมอนี่กลัวคนไม่เชื่อว่าเชื้อไวรัสตัวนี้เป็นเชื้อโรคกระเพาะจริง ๆ แกเลยกินเชื้อโชว์ซะเลย แน่นอนครับไม่กี่วันต่อมาแกก็เป็นโรคกระเพาะสมใจ
นิทานช่างสังเกต เรื่องที่ 2 “นักบัญชีช่างสังเกต”
นักบัญชีคนหนึ่ง ทำงานอยู่บริษัทขายเครื่องปั่น(แบบมูลิเน็กซ์น่ะ) วันหนึ่งก็สังเกตเห็นบัญชีสั่งซื้อเครื่องปั่น 8 เครื่องโดยร้านอาหารร้านหนึ่ง เขาคิดในใจว่า “เครื่องปั่น 1 เครื่องปั่นได้ 5 แก้ว ร้านบ้าอะไรจะปั่นน้ำทีเดียว 40 แก้ว” ว่าแล้วตะแกก็แวะไปดู(คงกะว่าอร่อย) ปรากฏว่า ลูกค้าร้านนี้เยอะมาก เป็นร้านเบอร์เกอร์ที่เตรียมเครื่องทุกอย่างมาจากบ้านพร้อมหมด พอลูกค้าสั่งอะไรก็หยิบวาง ๆ ประกบ ๆ ซอสก็ให้ลูกค้าไปใส่เอง ขายได้เร็วคนก็เลยแน่น ต้องอาศัยเครื่องปั่นถึง 8 เครื่องในการปั่นมิลค์เชกก็สมควรอยู่
ตอนปิดร้านหมอนี่ก็เลยไปคุยกับเจ้าของร้านว่า “วิธีการของยูเวิร์กมาก ไอจะขอร่วมหุ้นเปิดร้านแบบยูเพิ่มอีกซัก 4-5 ร้านให้มันเต็มละแวกนี้เลยดีไหม เจ้าของร้านซึ่งเป็นพี่น้องหันมามองหน้ากัน แล้วตอบว่า “พวกไอมีแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ขอทำเพิ่มให้เหนื่อยดีกว่า” อีตานักบัญชีก็เลยเสนอว่า “งั้นไอขอซื้อชื่อร้านรวมทั้งสูตรและวิธีการทำของยู ไปเปิดของไอเองโอเคไหมล่ะ” สองพี่น้องนั้นก็เซย์เยส ร้านเบอร์เกอร์ของสองพี่น้อง (ที่จริง ๆแล้วเป็นของนักบัญชีช่างสังเกต) ก็เริ่มเพิ่มสาขาไปทั่วเมือง ทั่วประเทศ และ ทั่วโลกในทุกวันนี้
ผมจำชื่อนักบัญชีคนนั้นไม่ได้หรอก ชื่อเจ้าของร้านก็จำไม่ได้ด้วย จำได้อย่างเดียว สองพี่น้องนั่นเหมือนจะมีเชื้อสายสก๊อต เพราะสองคนนั้นนามสกุล “McDonald”
หรือ มีชายคนหนึ่งบาดเจ็บเป็นแผล ก็เลยหยุดงานอยู่บ้าน ภรรยาที่แสนดีก็คอยล้างแผล และเปลี่ยนผ้าปิดแผลให้ แต่ภรรยาคนนี้ไม่ใช่แค่แม่บ้านปรนนิบัติสามีเท่านั้น เธอยังมีอาชีพนอกบ้านอีกด้วย แน่นอนว่าชาวงกลางวันจะไม่มีใครเปลี่ยนผ้าปิดแผลให้สามีสุดที่รัก ด้วยความกลัวว่าสามีจะไปหาผู้หญิงอื่นเปลี่ยนผ้าปิดแผลให้ ก็เลยตัดผ้าปิดแผลให้ขนาดพอดีแผลของสามี และ เอาเทปกาวแปะเตรียมไว้ให้เรียบร้อย พ่อสามีจะได้เอามาเปลี่ยนสะดวก ๆ พอจะนึกออกแล้วใช่ไหมครับว่าสามีช่างสังเกตคนนี้จะเห็นช่องทางรวยจากผ้าปิดแผลสำเร็จรูปของภรรยาได้ยังไง
หรือ สังเกตเห็นคนเอาวิทยุมาฟังไกล้ ๆ จนเอามาแนบหูไหม แล้วทำ ซาวอะเบาท์ (และกลายเป็น วอล์คแมน และไอพอต) สังเกตเห็นนกนางแอ่นมาทำรังที่บ้านคนได้ ก็เลยซื้อห้องแถวให้นกนางแอ่นมาทำรัง แล้วเก็บรังขายซะเลย
หรือ วันหนึ่งคุณประภาสมาทำงาน เจอน้องพนักงานในบริษัทเดินมาไหว้ ทักทายว่า “สวัสดีครับพี่จิก” พี่จิกก็รับไหว้และยิ้มทักทาย ในใจคิดว่า “ใครวะ” จากไอ้การเห็นหน้าแล้วนึกชื่อไม่ออกนี่แหละครับ เป็นที่มาของรายการเกมโชว์ “10 หน้า 10ล้าน” เกม”ทศกัณฐ์”
เกือบครึ่งทางแล้วครับ สู้ ๆ