Amazing Interaction
สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจมากๆสำหรับ international conference ในครั้งนี้ก็คืออัตราการมี participation จากผู้เข้าร่วมใน sessions ต่างๆนั้น ผมว่าน่าประทับใจมาก not least because แม้แต่ในเรื่อง palliative care ที่ผมเคยร่วมไปสังสรรค์สนทนามาหลายที่ แต่ครั้งนี้ที่มีการถาม-ตอบภายหลังการบรรยาย ในห้อง convention hall ใหญ่่อีกต่างหาก ถือเป็นมิติใหม่ของ conference ในประเทศไทยได้เลยทีเดียว (อย่างน้อยก็ในแวดวง medicine เท่าที่เคยเห็นนะครับ)
เนื่องจากวิทยากรต่างประเทศทุกคนเป็นมืออาชีพ ที่มักจะเหลือเวลา reflection & questions ให้เสมอ การมีคนฟังลุกขึ้นถาม ลุกขึ้น comments นั้น ผมว่ามี "นัยสำคัญ" ในแง่การประเมินสัมฤทธิผลของงานประชุมครั้งนั้นทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องที่ย่ิงซับซ้อน เรื่องที่เป็นวาระสำคัญของคน ของมนุษย์ การได้รับข้อมูล กลืน ย่อย เข้าไปผสานกับภายในคนฟัง ออกมาเป็นลักษณะคำถาม หรือความคิดเห็นนั้น แสดงว่าสิ่งที่พูด เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อคนฟัง มีผลกระทบต่อกระบวนคิด ต่อความเชื่อเดิม อาจจะเกิดความคิดใหม่ ความเชื่อใหม่ หรือยืนยันความเชื่อเดิมให้หนักแน่นมากขึ้น จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่มีการเปลี่ยนแปลง มีการเรียนรู้เกิดขึ้นแน่ๆ
วันสุดท้ายใน session ของ อ.วิจารณ์ พานิช และอ.ประพนธ์ ผาสุขยืด เรื่อง KM นั้น ยิ่งน่าสนใจ อาจารย์ประพนธ์นำไปเขียนในพื้นที gotoknow ที่ได้ link ไว้ให้แล้ว เพราะหลังจากที่ อาจารย์ประพนธ์ปูพื้นที่มาของ Tuna model และ digital KM จนกลายพันธุ์ผสมพันธุ์กับ Outcome Mapping เป็น OKM จาก สคส.ที่ได้รับทุนจาก สสส. มาเป็นมูลนิธิ สคส.เอง ที่ต้องยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเอง อาจารย์วิจารณ์ได้เปิด free forum ให้คนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง
เนื่องจากผมนั่งอยู่หน้าสุด (เพราะมาจองที่ตั้งแต่ session ก่อนหน้านี้ยังไม่จบ!! นี่ เรียกว่าแฟนพันธุ์แท้) ก็เลยถูกเรียกให้ลอง share เป็นคนแรกเลย อาจารย์เรียกขึ้นไปนั่งข้างๆตรงที่วิทยากรเลย อิ อิ
เหมือนอาจารย์อ่านใจได้ เพราะสาเหตุหนึ่งที่ผมนั่งหน้านั้น ตามทฤษฎี heart-math คนเราจะมี emission ของ Electromagnetic Field หรือ EMF จากหัวใจ ที่สมองเราสามารถจะจูนกับหัวใจคนเราได้ในรัศมี 3-5 ฟุต (เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งว่า ทำไม virtual chat จึงไม่สามารถจะเชื่อมใจได้ดีเหมือน face to face talk) แต่แถวหน้าสุดก็ยังห่างสัก 10 ฟุตอยู่ดี พออาจารย์เรียกไปนั่งใกล้ๆ ก็กระวีกระวาดไปทันที
ตอนแรกก็ไม่ทราบว่าจะพูดอะไร แต่เนื่องจากอาจารย์ประพนธ์ปูพื้นไว้เรื่อง gotoknow ก็เอาเรื่องของ gotoknow ที่อยู่ในศีรษะสิ่งแรกๆออกไปพูดโดยอัตโนมัติ นั่นคือ อะไรที่ผมคิดว่าน่าจะทำให้ gotoknow ยิ่งๆดีขึ้นไปอีก จึงกลายเป็น 3 barriers we should break
- Barrier to write
- Barrier of too polite
- Barrier of Fear
Barrier of too polite ผมเองและหลายๆคนใน gotoknow เคยปรารภ เคยถก เคยให้ความเห็นในประเด็นนี้มาหลายต่อหลายครั้ง ก็คือ ธรรมชาติหนึ่งของคนไทย (อาจจะ generalize เป็นคน Asian ก็ยังได้) คือ การพยายามที่จะรักษา harmony ในการสนทนา การหลีกเลี่ยง confrontation หรือการพูดเรื่องอะไรก็ตามที่มีแนวโน้มความขัดแย้ง ใช่ว่าเรื่องนี้ไม่ดีนะครับ และผมก็ไม่ได้ promote การ impolite หรือ rudeness ให้เรามาหยาบคายกันดีกว่า หรืออะไรแบบนั้น แต่ถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องการเริ่มเขียนได้แล้ว ก็ยังไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราพูด ลอยไปอยู่ในสุญญากาศ เงียบกริบ หายไปใน virtual world หรือถ้ามี response ก็มักจะเป็นประเภท "ดีครับ" หรือ "สุดยอดครับ" หรือ "เห็นด้วยค่ะ........" เพราะ responses แบบนี้ ในขณะที่เป็นกำลังใจดีครับ และอ่านแล้วสบายใจ แต่มันต่อยอดอะไรไม่ได้ เช่น เขียนตอบมาว่า "สุดยอดครับ" จะตอบไปว่า "เห็นด้วย" หรือ "ขอบคุณ" หรืออะไรดี มันก็ติดแค่นั้น เราไม่ทราบว่าสุดยอดน่ะ มันอะไรที่สุดยอด เพราะอะไร มันไปสะกิดคนฟัง คนอ่านตรงไหน มีเรื่องราวอะไรที่มายืนยัน เสริม ว่ามันสุดยอดจริงๆ Barrier of Fear อันนี้สำคัญ และไม่ได้อยู่ในวงการ gotoknow อย่างเดียว แต่ผมคิดว่ามี impact ต่อ KM community as a whole เลยก็ว่าได้ เกิดจาก culture of Judgmental Attitude เป็นสำคัญ Judgmental Attitude มีแฝงอยู่ในแทบทุกกิจกรรม และที่น่าสังเกต โดยเฉพาะในแวดวง "คุณภาพ" เพราะ KM เดี๋ยวนี้ เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำคุณภาพกันในทุกองค์กร พอทำกิจกรรมอะไรแล้ว ก็ต้องมีการไป "ประเมิน" ตรงนี้และที่คำว่า "ประเมิน" กับ "ตัดสิน" มันเฉียดกรายเข้าหากันอย่างใกล้ชิด ไม่มีใครที่จะปลอดโปร่งโล่งใจเวลาที่มีึคนอื่นมาตัดสินว่าตนเองทำดีแล้ว ดีมาก หรือแย่ หรือห่วยขนาดไหน ในสายตาของเขา สิ่งสำคัญเรื่องนี้ก็คือ ทำอย่างไรคนประเมินจึงจะเห็นพื้นฐาน background ของคนทำงาน และงานของเขาว่าเป็น value ที่สำคัญ และคนทำงานเองก็ต้องการความสำเร็จ จะทำอย่างไร จึงจะไปประเมินที่เป็นการหล่อเลี้ยงพลังงานที่ผลักดันให้คนทำงานมาทำเหมือน แต่เริ่มแรก และหลังประเมินแล้วก็ยังมีพลัง มีความอยาก ที่จะทำให้ดีมากขึ้นกว่่าเดิม ยิ่งระบบ การประเมินที่มีการผูกผลประโยชน์ งบประมาณ เข้าไปด้วย อาจจะยิ่งทำให้เกิดความกลัวมากขึ้นเป็นทวีคูณ เหมือนการจัด division ของฟุตบอลในอังกฤษ ที่มีการ demote promote ตำแหน่ง ranking ของสโมสร ตามการตัดสิน การประเมิน ระบบโรงเรียนในอังกฤษก็มีการจัด league คล้ายๆกัน และก่อให้เกิดความเครียดแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน ความทุกข์ของผู้ปกครองที่ รร.ของลูก "ตก division" อย่าง beyond imagination ความกลัวนี้จะเป็นอุปสรรคอย่างแรง ในการที่จะเกิดการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาคุณภาพในอนาคต เพราะความเสี่ยง หรือ stake ที่อยู่บนการสื่อสารนี้มันสูงมาก และกระทบต่อชีวิตจำนวนมาก เป็นพันๆหมื่นๆชีวิต จะไม่ใช่การสนทนาแลกเปลี่ยนที่ผ่อนคลาย สบายใจแน่นอน
Barrier to Write ด้วย เหตุผลบางประการ คนไทยส่วนหนึ่ง (อยากจะเรียกส่วนใหญ่ แต่ไม่กล้า เพราะไม่มีข้อมูลจริง) ไม่ชอบแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นพูด เขียน หรืออะไรก็ตาม จะเรียกเป็น humbleness หรือ modesty ก็แล้วแต่ แต่เรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะหนึ่งในสี่ Barriers to Learn ในหนังสือ Theory U ของ Otto Sharmer ก็คือ Not to Say what you think ผมเคยมีส่วนจัดวง dialogue มามากมายหลายครั้ง เราสามารถจะ break barriers นี้ได้ในวงสนทนา แต่พอวงสลาย ที่ที่เคยกล้าพูด กล้าระบาย ก็หายไปหมดเหมือนเดิม โจทย์ก็คือ เราจะต้องมาใคร่ครวญหาพยาธิกำเนิดของการไม่พูด ไม่เขียน ทั้งๆที่มีเวทีให้เพียงพอ และปลอดภัย ว่ามันเกิดจากอะไร
นั่นเป็นสามประเด็นที่ผมขึ้นไป comments ในรอบแรก เสร็จแล้วก็เดินลงมานั่งที่เดิม มีอาจารย์เชิดชัย จากศิริราชมาพูดเป็นคนที่สอง ที่กล่าวถึง การใช้ KM ในการ empower คนในองค์กรเรื่องการทำงานวิจัยได้ประสบความสำเร็จ ซึ่งการนำไปใช้ที่ศิริราชนี้ Michael Wood ก็ทึ่งมาก บอกว่าเป็น KM ที่เลือกใช้ในสิ่งที่มี Impact สูงได้อย่างสวยงาม
ผมนั่งฟังต่อไปอีกสองสามท่านจาก audience ด้วยความเพลิดเพลิน เสร็จแล้วนึกขึ้นมาได้ เราได้ break the rule of engagement ของ KM ที่อาจารย์ประพนธ์เคยบอก นั่นคือ เราควรจะเน้นที่ successful stories หรือถ้าจะเป็นอุปสรรค ก็ขอให้เป็น lesson learnt คือ มีวิธีแก้ไข หรือวิธีผ่านอุปสรรคมาด้วย นี่ผมเล่นเอาเรื่องที่ยังไม่แก้ และไม่ได้หาทางเสนอ ออกไปพูดก่อน ก็เลยยกมือ ขอพูดรอบสอง
SAFETY PLACE พื้นที่ digital KM ของ gotoknow นั้น ที่จริงเป็นการ address ปัญหาบางส่วนในสามข้อที่ได้พูดไป นั่นก็คือ digital KM ของ gotoknow นั้น เป็นพื้นที่การันตีความปลอดภัย ความสุภาพอันเลื่องลือใน gotoknow นี้ก็มีข้อดี ก็คือ คนฟังในที่นี้ เป็นการฟังที่หัวใจผ่องแผ้วจริงๆ คนเขียนจะรู้สึกถูกโอบอุ้มหล่อเลี้ยงแทบจะตลอดเวลา ทำให้หัวใจของคนมาใหม่เริ่มแข็งแกร่ง กล้าหาญมากขึ้น CONVENIENT PLACE เนื่องจาก เป็น digital KM เราอยากจะพูดตอนไหน เช้าตรู่ ยามวิกาล ดึกดื่น ฯลฯ เราก็จะมี platform นี้ตลอดเวลา (มีล่มบ้าง ตามธรรมชาติของระบบคอมฯ แต่ก็ไม่บ่อยครับ) LEARNING PLACE เรา จะแปลกใจที่พบว่า idea ของเรา ความรู้ของเรา สิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราแสดงออกนั้น สามารถถูกนำไปแปล นำไปใช้ นำไปดัดแปลงในสาขา ในลักษณะที่เราเองไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลย เพราะชุมชนนี้หลากหลายมากๆ มีวาระต่างกันมากๆ ทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจได้เป็นอย่างดี REFLECTING PLACE การเขียนเป็นเครื่องมือการสะท้อนที่ทรงพลัง ข้อมูลมีเข้าออก และ processing 4 ครั้งเป็นอย่างน้อย คือ เราคิดก่อนว่าจะเขียนอะไร ลงมือเขียน ตอนเขียนเราจะเห็นสิ่งที่เราเขียน และสุดท้ายเราพบว่าเรากำลังอ่านและตีความสิ่งที่เราเขียนลงไป มีไม่กี่ที่ที่เราจะสามารถ visualize our own thought คือ "มองเห็นสิ่งที่เราคิด" อยู่ได้
Strength of Gotoknow
เราแลกเปลี่ยนกันจนจบ session ทุกคนรู้สึกอิ่มเอม และเป็น session ที่มีสีสันมาก เราต้องการ session ที่มี interactions แบบนี้ ยิ่งเยอะยิ่งดี ดีกว่าการนั่งฟังบรรยายอย่างเดียว แต่เราได้ "วิทยากรเสริม" มาจาก audience ที่พกพาประสบการณ์ตรง การแก้ปัญหา วาระความสำคัญหลากหลาย มาเป็นอาหารเสริมจานหลัก (ที่บางครั้งกลายเป็นอาหารหลักเสียเองก็มี)
สวัสดีครับ คุณพันคำ
compromize น่าจะเกิดจากการขยับตัวจากทั้งสองฝ่าย จะเรียก blend หรือก้าวคนละก้าว มันก็คงจะเร่ิมจากการขยับตัวก่อน Culture of Silence (หรือที่ผมพรรณนาในงานนี้ ว่าบางทีขนาดเราลอง devil advocate เขียนแบบล่อเป้านิดๆ พอคันๆ ก็แล้ว แต่ที่ได้มาคือ Thunderous Silence!!) พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทองนั้น อาจจะมี "ที่ใช้" และ "เวลาที่จะใช้" แต่ไม่ใช่เสมอไป ตลอดไป
ในสังคมปัจจุบัน พยาธิกำเนิดของอะไรๆในตอนนี้ก็คือ แต่ละฝ่าย แต่ละคน ไม่คุ้นเคยกับการ approach differences ด้วยปัญญา โต๊ะสนทนานั้นไม่ควรเป็น The Last Resouce แต่เป็นใน early stage
ที่จริงพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงออกนั้น มีมากกว่าที่เรากลัวในตอนแรก ถ้าเราไม่เริ่มก้าวออกมาซะเลย เราก็จะไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่หรือไม่ ไม่ต้องไปพูดถึงว่ามีอยู่แค่ไหน
ขอบคุณครับที่แลกเปลี่ยน
สวัสดีครับ
อ. Handy
ครับ
ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียน (และเพิ่มเติมต่อยอด) ครับผม
KM ในมุมมองของผม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จหรือประโยชน์ ปัญหาอยู่ที่ barriers มากกว่า ดังนั้น คงจะนำ barrier to think and read ไปขบ Koan ต่อ
วัฒนธรรมในการพูดอย่างเปิดอกคงต้องสร้างสิ่งแวดล้อมอีกหลายอย่างนะคะ
เคยได้รับการบ่นของน้องๆอย่างไม่เกรงใจ ตัวเองก็ไม่ค่อยพอใจแต่ก็ต้องอดทนค่ะ
อยากมีหมอที่ดูแลคนทั้งกายและใจเหมือนอาจารย์หลายๆคนค่ะ
อ.อัจฉรา ครับ
ครับผม และทางที่ดี การพูดเปิดอกนั้น เป็นการพูดที่ีผ่านการใคร่ครวญมาก่อนแล้ว ว่าเป็นวาระอันควร เป็นวาระสำคัญและจำเป็น การสนทนาจะยิ่งมีค่ามีความหมายมากขึ้น
อันที่จริง Not to say what we think นั้น ก็ไม่ได้ imply ว่า We should say everything หรือ เปิดอกคุยคือการพูดโดยไม่มีการยับยั้งชั่งใจเลย หาได้ไม่
สิ่งสำคัญก็คงจะประกอบด้วยทั้งคนสื่อและคนรับ แต่ประเด็นก็คือ ในกรณีที่เราเป็นคนรับนั้น ที่จริงเราสามารถ "เลือก" รับในพลังงานที่เราต้องการ และทำให็เป็นสร้างสรรค์ได้ บางครั้งในฐานะผู้หล่อเลี้ยง เมื่อเผชิญกับการสื่อที่ผู้สื่อยังควบคุมตนเองไม่ได้ หน้าที่ของเราอาจจะเป็นอย่างที่อาจารย์ทำ คือ แสดงความอดทน เป็นตัวอย่าง และรับฟังจนจบ ซึ่งการแสดงเช่นนี้ก็เป็นการสอนแสดงที่สวยงามอย่างหนึ่งเช่นกัน
ขอบพระคุณมากครับ
สวัสดีค่ะ
ค่อยๆอ่านเพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์เขียน
เห็นด้วยกับเรื่อง4อุปสรรคสำคัญที่เราควรทลายลงไปและจากที่ได้เรียนรู้มาจากการได้มาฝึกหัดฝึกฝนทักษะในการ กล้าคิด และ กล้าเขียน บางครั้งอาจรวมถึงการกล้าเผชิญหน้ากับเสียงสะท้อนหรือผลตอบรับทั้งที่คาดหมายและไม่คาดหมายจากพื้นที่ปลอดภัยในG2Kนี้..จากการทำซ้ำๆพบว่าตนเองเริ่มเกิดการเรียนรู้ที่จะตระหนัก และแยกแยะได้มากขึ้นถึงสิ่งที่มีในความคิดและสิ่งที่แสดงออกมาได้...ภาษาของอาจารย์นวลสิริ เปาโรหิตย์บอกว่าเราควรสื่อสารกันแบบเมตตา( Meta Communication)..
ชอบอ่านบันทึกของอาจารย์มากๆค่ะที่ชอบเพราะว่ามีความรู้ และความกระทบใจ ในสัดส่วนที่เหมาะกับจริตของตัวเอง..แม้ว่าบางเรื่องที่อาจารย์นำเสนอมานั้น..อาจยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่แต่ก็พยายามที่จะทดลองนำไปขบคิด ฝึกหัดทำเท่าที่จะทำได้ค่ะ...
สวัสดีครับ คุณ seangja
ขอบพระคุณมากครับที่มาสะท้อน การที่เราไม่เข้าใจเรื่องบางเรื่องนั้นเป็นธรรมดาที่สุดครับ เพราะคนเรามีความชอบ ความถนัด ไม่เหมือนกัน (ไม่ใช่ "ไม่เท่า" กัน) เพียงแต่เมื่อไรที่เราหาช่องรอยต่อเชื่อมโยงเรื่องใหม่ๆเข้ากับวาระของเราได้ เมื่อนั้น เราก็จะเริ่มเกิดความสนใจในประเด็นอื่นๆ และเดินออกนอกเขตความปลอดภัยเดิม ไปหาดินแดนแห่งความรู้มิติสาขาอื่นๆได้
ในชุมชน gotoknow นั้น มีพื้นที่ใหม่จำนวนมากมายมหาศาล แทบจะทุกสาขาอาชีพ ฉะนั้นเราจะมีพื้่นที่ unknown สำหรับทุกคนอยู่เยอะ ขึ้นกับว่าเราแต่ละคน พร้อมแล้วหรือยังที่จะเดินออกจาก comfort zone ของเรา ไปรู้จักกัลยณมิตรใหม่ๆ รู้จักเรื่องราวใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้สามารถมองเรื่องเดิมๆของเรา จากมุมมองที่ผิดแผกแตกต่างกันออกไป
บางทีก็เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นจริงๆครับ