เมื่อได้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้  โดยการนำเนื้อหาในหนังสือวิวิธภาษา เรื่องพรที่สัมฤทธิ์ ให้นักเรียนได้แง่คิดว่า “พร” คือสิ่งที่มีคุณค่า  ที่คนทั่วไปปรารถนา เป็นเรื่องของจิตใจไม่ใช่เรื่องของอำนาจศักดิ์สิทธิ์ใดๆ  เมื่อผู้ให้พรมีความปรารถนาดี  ผู้รับพรเชื่อมั่นในพรที่ตนได้รับ  ผู้รับพรก็จะเกิดกำลังใจตั้งใจดำเนินชีวิตไปตามครรลองที่ดี ก็ถือว่าพรที่ได้รับนั้นบังเกิดผลสัมฤทธิ์   คำอวยพรในโอกาสต่างๆ  เป็นสิ่งที่มีคุณค่าใกรสอนวิธีคิดให้นักเรียน

"โตขึ้นขอให้เป็นเจ้าคน นายคน"  คือคำอวยพรของผู้ใหญ่ สมัยก่อนที่ชอบอวยพรให้เด็ก ๆ หรือลูกหลาน ได้ก้าวหน้าในอนาคตมีตำแหน่งหน้าที่ ที่มีเกียรติ คือได้เป็นเจ้าคน นายคน  เป็นทัศนคติเก่า  ที่ปัจจุบันต้องสอนวิธีคิด  ขยายความให้เกิดมุมมองที่ชัดเจน  เพราะนักเรียนบางคนยังเข้าใจไปว่าการเป็นนายคนคือการชี้นิ้วสั่ง  ไม่ต้องทำอะไร ทั้งยังมองว่าการทำงานหนัก  ลำบากตรากตรำ เป็นสิ่งที่ไม่ดี  ยิ่งได้ข้อมูลจากการพูดคุยกับผู้ปกครองและนักเรียน  นักเรียนบางคนพ่อแม่สอนให้กลัวงานหนัก  ส่งลูกให้เรียนหนังสืออย่างเดียว  ปิดกั้นไม่ให้ลูกแตะต้องงานที่ใช้แรงกาย  เพื่อแสดงให้ลูกได้เห็นถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก ว่าไม่อยากให้ลุกลำบากเหมือนพ่อแม่  แทนที่จะปลูกฝังให้ลูกมีความความแข็งแกร่ง หนักเอาเบาสู้ เรียนรู้ถึงงานที่พ่อแม่ทำ สัมผัสได้ถึงความยากลำบาก  เพื่อให้รู้จักการตัดสินใจ  รู้จักวางแผนการจัดการชีวิตด้วยตนเอง  ว่าต้องการประกอบอาชีพเหมือนบรรพบุรุษหรือไม่

            ความมุ่งหวังที่ต้องการให้ลูก"โตขึ้นขอให้เป็นเจ้าคน นายคน"  พ่อแม่จะต้องจัดระเบียบให้ลูก ปลูกฝังเป็นคนมีวินัย  รับผิดชอบ มีความอดทน   มีความเข้มแข็ง  กระตือรือร้น ใฝ่รู้ใฝ่เรียนให้เกิดความเฉลียวฉลาด  มีวุฒิภาวะมากพอที่จะเป็นผู้นำหรือเป็นนายคนได้   การสอนให้ลูกทำงานเป็น  ไม่ว่านั้นจะหนักหรือเบา  คนที่ทำงานได้ ก็คือคนที่มีวาสนาในเบื้องต้น อยู่แล้ว   

พ่อแม่ยุคใหม่ยังคงให้พรว่า"โตขึ้นขอให้เป็นเจ้าคน นายคน" ได้ต่อไป.... แต่ต้องสอนให้ลูกได้ลงทุนทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจในการศึกษาเล่าเรียน    สอนให้รักที่จะเรียนรู้วิธีการทำงาน   รักการทำงาน  และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้    ในที่สุดลูกก็จะเป็นทั้งผู้ตามและผู้นำที่ดี   ได้เป็น “นายคน”  หรือเป็นผู้นำที่มีคุณภาพ  ให้สมกับที่พ่อแม่ตั้งใจให้พรและเป็น “พรที่สัมฤทธิ์”ได้สมความปรารถนา