คอลัมน์ปรับฐานรากเปลี่ยนฐานคิด ของ อ.เสรี พงศ์พิศ ในนสพ.สยามรัฐ ฉบับวันพฤหัสที่ ๒๐ พ.ย.๕๑ เรื่อง มหาวิทยาลัยชีวิต: สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน(1) มีข้อความว่าพ่อแม่จำนวนมากยอมกู้หนี้ยืมสินให้ลูกไปเรียนเพราะไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตนเอง ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่ามีพ่อแม่จำนวนมากคิดอย่างนั้นจริงๆ

แต่คิดอีกที มีงานหลายอย่างที่มีความยากลำบากมาก เพื่อนผมหลายคนก็รักและสนุกกับงานของตัวเองอยู่เสมอและตลอดมา แม้จะทำงานหนักมาก จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน โดยเฉพาะเพื่อนที่ทำธุรกิจ หากมีปัญหา มีความยากลำบาก เขาก็ถือเป็นเรื่องท้าทาย เขาบอกว่า "ปัญหามีไว้ให้แก้นี่นา"

ที่บ้านเกิดผมมีค่ายมวยและนักมวยที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น พุฒิ ล้อเหล็ก เป็นรุ่นพี่คนบ้านเดียวกัน อาชีพนักมวยเป็นอาชีพที่ลำบากลำบนมากในสายตาผม ต้องเจ็บตัวอยู่ตลอดเวลา แต่นักมวยเหล่านั้นก็ชอบที่จะทำงานนั้น แสดงว่าเขารัก "งาน" ของเขา

ในทางกลับกัน หากคนๆ หนึ่งคิดว่างานที่ตนทำต้องทนทำด้วยความลำบากลำบนไม่อยากให้คนอื่นต้องมาทำแล้วลำบากอย่างตน แสดงว่าเขากำลังเกลียดงานของตัวเอง ดังเช่นพ่อแม่ที่พยายามให้ลูกไม่ต้องมาทำงานอาชีพเดียวกับตัวเอง

มีข้อมูลจากงานวิจัยใครทำจำไม่ได้ว่า มูลเหตุแห่งหนี้สินลำดับต้นๆ ของชาวบ้านในชนบท นอกจากหนี้จากการกู้มาลงทุนแล้ว ยังมีหนี้ที่กู้เพื่อการศึกษาของลูก และหากการกู้ยืมนั้นมาจากความคิดที่ว่าการงานอาชีพที่ตนเองทำอยู่เป็นงานที่ลำบากไม่อยากให้ลูกหลานทำงานอย่างตน ก็แสดงว่า มีชาวบ้านจำนวนมาก ไม่ชอบ ไม่ชื่นชม ไม่รัก งานที่พวกเขาทำอยู่

ผมเชื่อว่าหากเรารักในงานใดจริง(อย่างนักมวย) แม้จะเป็นงานหนักเราก็มีความสุขและสนุกที่จะทำงานนั้นได้ และเราก็จะอยากให้ลูกหลานสืบทอดงานนั้นต่อไป เราจะไม่เกิดความรู้สึกว่า "ลูกเอ๋ย ไปเสียเถอะ อย่าทำการงานอย่างพ่อแม่เลย มันลำบาก ทำแล้วมีแต่ความทุกข์"

ถ้าเกิดความรู้สึกแบบนี้บ้างเป็นครั้งคราวก็ยังไม่เท่าไร แต่ถ้าเกิดอยู่ตลอดเวลา หรือตลอดชีวิตการทำงาน หมายความว่า ต้องอยู่กับความเกลียดงานของตัวเองตลอดชีวิต คนนั้นจะมีความสุขในชีวิตได้อย่างไร?

เพื่อนคนหนึ่งของผมมีอาชีพรับราชการ เป็นคนที่มีอุดมการณ์สูง มีความตั้งใจในการทำงานมาก แต่กี่ครั้งกี่ครั้ง เมื่อถามเรื่องการงานก็จะเล่าแต่เรื่องงานที่เขาผิดหวังตลอด ทั้งระบบงาน ทั้งผู้ร่วมงาน คล้ายกับว่าต้อนทนทำงานที่ทำอยู่ ต้องทนหัวหน้า ทนเพื่อนร่วมงาน และก็ดูเหมือนจะต้องทนต่อไปอีกหลายปีกว่าที่จะเกษียณ ซึ่งสำหรับกรณีนี้ ผมเพิ่งมาคิดออกว่า ถ้าคนทำงานทุกคนต่างคิดว่า เราเท่านั้นที่มีอุดมการณ์ เราเท่านั้นที่คิดถูก งานที่ทุกคนต้องมาทำร่วมกันก็ยากที่จะสำเร็จ ผมเคยถามเขาว่า มีคุณคนเดียวหรือเปล่าทั้งหน่วยงานที่คิดอย่างนี้ เขาก็บอกว่าใช่ ผมเองก็เชื่อมั่นในตัวเขา เพราะรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ขณะที่เชื่อมั่นก็รับรู้ได้ถึงความทุกข์ของเขา ทีพยายามผลักดันอะไรต่อมิอะไรอยู่เพียงลำพัง ขณะเดียวกันผมก็สงสัยว่าเพื่อนร่วมงานเขาเป็นสิบเป็นร้อยคน นอกจากเขาแล้วล้วนไม่ดีหมด ล้วนทำสิ่งที่ไม่สมควรทำหมด อย่างนั้นหรือ?

อ.เสรี บอกว่า คนที่ได้ทำงานที่ตนรัก สู้คนที่สามารถรักงานที่ตนทำไม่ได้ ครั้งแรกที่ฟัง ผมไม่เข้าใจว่าจะให้คนที่ไม่ชอบงานที่ทำอยู่ สามารถหันมารักงานของเขาได้อย่างไร เพิ่งมาเข้าใจเมื่อได้มาร่วมจัดกระบวนการเรียนรู้* วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและงาน ๓ (สปช.๓)** แก่นักศึกษาปีสุดท้ายในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต ที่กำลังจะสำเร็จหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิตจาก ๔ มหาวิทยาลัย*** ในเทอมนี้

การจัดกระบวนการเรียนรู้ในวิชานี้เราให้นักศึกษามาร่วมกันทำกิจกรรมคิดทบทวนเรื่องการงานของตัวเอง แล้วสะท้อนประสบการณ์ออกมา มีอะไรที่คุณชอบและไม่ชอบในงานของคุณบ้าง แล้วก็ร่วมกันในกลุ่มช่วยกันให้ความหมายของคำว่า "งาน" จากนั้นให้แต่ละคนคิดโครงงานพัฒนาการงานอาชีพของตน แล้วมารายงานผลการทำโครงงานของตนในปลายภาค โดยจัดเป็นลักษณะสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันอีกครั้งหนึ่ง

นักศึกษาหลายคนรักงานที่ตนเองทำอยู่ แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ชอบไม่รักงานที่ตนทำอยู่ บางคนไม่ชอบแต่ก็ต้องทำเพราะพ่อแม่บังคับ บางคนไม่ชอบแต่ทนทำเพราะปัญหาเศรษฐกิจบีบบังคับ

แต่ดูเหมือนทุกคนจะเห็นด้วยกันในบางข้อ เช่น การทำงานทำให้เรารู้สึกตัวเองมีค่า มีศักดิ์ศรี มีความหมาย การทำงานเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบที่เรามีต่อครอบครัว สามี-ภรรยา-ลูก คือไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบงานที่เราทำ งานนั้นก็มีส่วนดีอยู่ด้วยอย่างแน่นอน

ผมมีประเด็นหนึ่งให้นักศึกษาได้ถกกัน คือ ทำไมเกษตรกรบางคนจึงรักในงานของเขา อย่างเช่นคุณมนูญ เทศนำ นักศึกษา ม.ชีวิตคนหนึ่งที่ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ ล้มเหลวจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เป็นหนี้เป็นสินล้นพ้นตัว ปัจจุบันเขาหันมาเดินตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ตอนนี้ไม่เครียดแล้ว เพราะหนี้สินเริ่มลดลง และมีความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถปลดหนี้ทั้งหมดด้วยตนเอง ไม่ต้องให้ใครมาช่วย เขาขลุกอยู่ในนาในสวนของตัวเองทั้งวันอย่างมีความสุข ความสุขนั้นยังแบ่งปันมาถึงสมาชิกในครอบครัว รวมทั้งชาวบ้านย่านนั้นที่ได้กินพืชผักไร้สารเคมี****จากสวนของคุณมนูญ

ลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง ชาวนาอำเภอศรีประจันต์ สุพรรณบุรี ก็รักในอาชีพเกษตรของตัวเอง เห็นคุณค่า-ความหมาย-ศักดิ์ศรีในงานการเกษตรของตัวเอง มีความภูมิใจในอาชีพการเกษตรกันทั้งครอบครัว กระทั่งลูกชายลุงทองเหมาะจบการศึกษาปริญญาโทก็มาสืบทอดอาชีพทำนา มีความรักความภาคภูมิใจในอาชีพของครอบครัว

มีเกษตรกรอีกเป็นหมื่นๆ ครอบครัวที่ไม่ได้รู้สึกว่าอาชีพเกษตรกรรมเป็นงานที่ลำบาก เขาสามารถมีความสุขอยู่กับกลิ่นโคลนสาปควาย  ตรงกันข้าม ท่านเหล่านั้นมีความรัก เห็นคุณค่า ความหมายของงานที่ตนทำ และยังพยายามถ่ายถอดอาชีพที่ตนรักนี้ต่อไปยังลูกหลานด้วย ผมกำลังนึกถึงเกษตรกรอย่างผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ที่ อ.สนามชัยเขต ฉะเชิงเทรา พ่อเชียง ไทยดี ที่ อ.ศรีขรภูมิ สุรินทร์ น้าประยงค์ รณรงค์ ที่ อ.ฉวาง นครศรีธรรมราช และใครต่อใครมีมากมาย

คำตอบที่หลายคนช่วยกันตอบคือ เกษตรกรเหล่านั้นเป็นผู้ที่ "รู้คิดรู้ทำ" โดยมีหลักการสำคัญบางอย่างยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและในการทำงาน เช่น หลักแห่งความพอเพียง(เดินสายกลาง ไม่โลภ) หลักคุณธรรม หลักการพึ่งตนเอง ฯลฯ

อาชีพอื่นๆ ที่ไม่ใช่การเกษตรก็เช่นกัน เช่นในสถานประกอบการ มีคนที่ทำพอให้ผ่านไปวันๆ มีคนที่ทำเพี่ยงเพื่อให้ได้เงินอยู่  แต่ในสถานประกอบการนั้นก็มีคนที่ทำด้วยความรักในงาน ทำอย่างมีความสุข ขนาดที่ผู้มาติดต่อหรือใช้บริการสามารถสัมผัสได้

มีคนถามว่าผู้ที่อายุมากเกษียณแล้ว ไม่มีอาชีพอะไรแล้ว จะทำโครงงานพัฒนาอาชีพอะไร แม่บ้านเต็มเวลาคนหนึ่งก็บอกว่าไม่รู้จะทำโครงงานอะไรเพราะไม่มีงานอาชีพ ผมถามท่านที่เกษียณแล้วว่า ท่านทำอะไรบ้างในชีวิตประจำวัน ท่านก็บอกว่าช่วยงานวัดบ้าง ไปช่วยเป็นกรรมการตรวจสอบของกลุ่มร้านค้าบ้าง ผมก็ถามว่าท่านมีความสุขกับงานที่ทำหรือเปล่าครับ ท่านก็บอกว่ามีเพราะท่านชอบและอยากทำ จึงอาสาสมัครไปทำ ผมก็เลยถามว่า ท่านจะพัฒนางานนั้นให้ดีที่สุดได้ไหม

แม่บ้านก็เช่นเดียวกัน เวลากรอกใบสมัครเป็นนักศึกษาระบุอาชีพอะไร เธอบอกว่า อาชีพแม่บ้าน ผมก็ถามว่าอาชีพนี้ทำอะไรบ้างในแต่ละวัน ซี่งไล่ไปไล่มาก็มีงานเยอะแยะไปหมดตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทั้งดูแลบ้าน ดูแลลูกและสามี แล้วยังมีพ่อแม่อีก คุณไม่คิดหรือว่าคุณกำลังทำ "งาน" ที่ยิ่งใหญ่มาก คุณมี "ตำแหน่งงาน" ตั้งหลายตำแหน่ง เช่นเป็น "แม่" ของลูกๆ เป็น "ลูก" ของพ่อแม่ที่แก่เฒ่า เป็น "ภรรยา" ของสามี ถ้าคุณไม่ทำ "งานบ้าน" เหล่านั้น สามีคุณจะสามารถทำงานอาชีพของเขาได้ดีไหม 

หลังจากนั้น ผมสังเกตเห็นแววตาแห่งความภาคภูมิใจในตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเองจากงานที่เธอทำฉายออกมา เธอคงคิดออกด้วยตัวเองแล้วว่าจะสามารถพัฒนา "งาน" ที่มีความหมาย มีคุณค่า และความภาคภูมิใจนี้ต่อไปอย่างไร

ผมเคยอ่านเจอเรื่องเล่าเก่าแก่เรื่องหนึ่งของอิตาลีในหนังสือเกี่ยวกับการสร้างความสมดุลย์ให้ชีวิตเล่มหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า พระรูปหนึ่งถามช่างตัดหินสามคนที่กำลังทำงานอยู่กลางแดดเปรี้ยงว่า "โยมทำอะไรอยู่หรือ?"

          คนแรกตอบว่า "ผมกำลังตัดหินอยู่ครับ"
          คนที่สองตอบว่า "ผมกำลังทำเงินวันละ ๑๐๐ บาทอยู่ครับ"
          คนที่สามตอบว่า "ผมกำลังสร้างโบสถ์แสนงามอยู่ครับ"

ความจริง การทำงานเพราะมันเป็นงานตรงหน้าที่ต้องทำ หรือการทำงานเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงชีวิตล้วนแต่เป็นสิ่งที่ดี แต่การที่บางคนสามารถมีความสุขกับงานที่กำลังทำและมีเหตุผลที่จะรักในงานที่กำลังทำอยู่(แม้กลางแดดเปรี้ยง)ได้อย่างช่างตัดหินคนที่สาม เป็นสิ่งที่ดียิ่งกว่า

เรื่องนี้ช่วยยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า เพียงเราสามารถเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับงานของเรา ความรู้สึกนึกคิดของเราต่องานที่ทำอยู่ก็เปลี่ยนไปได้ กลายเป็นคนที่โชคดีที่สามารถรักงานที่ตนเองทำอย่างเต็มที่ มีความสุขกับงานอย่างที่ อ.เสรี บอกได้

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
พ.ย.๕๑

________________________________________________________________________
* ในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตเราเน้นการเรียนไม่เน้นการสอน(สอนน้อย-เรียนมาก)โดยจัดกระบวนการให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ตรงและสร้างความรู้ใหม่ขึ้นด้วยตนเองจากการลงมือทำ เราจึงมักหลีกเลี่ยงการใช้คำว่าการสอน เพราะคำว่า การสอน ให้ความรู้สึกของการมีผู้เชี่ยวชาญไปบรรยายความรู้แบบสำเร็จรูปที่บอกต่อๆ กันมา ให้ท่องจำ รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม ผมเองกระตุ้นให้นักศึกษาตั้งคำถามกับความเชี่ยวชาญของผู้บรรยายอยู่เสมอ หากใครไม่เคยทำเรื่องนั้นเพียงแต่ฟังมาอ่านมา ไม่ถือว่า "รู้จริง"

** วิชา สปช.๓ เป็นวิชาที่เรียนต่อจากวิชา สปช.๑ และวิชา สปช.๒ ในวิชา สปช.๑ นักศึกษาทำโครงงานพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเองในด้านสุขภาพ ลด-ละ-เลิกอบายมุข สิ่งเสพติด แก้ปัญหาเศรษฐกิจครอบครัว วิชา สปช.๒ นักศึกษาร่วมกิจกรรมเพื่อการรู้จักตัวเอง แล้วทำโครงงานพัฒนาพฤติกรรม-บุคลิกภาพตนเอง วิชา สปช.๓ นักศึกษาทำโครงงานพัฒนาการงานอาชีพ

*** มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, ศรีสะเกษ, ชัยภูมิ และพระนคร

**** "ผักไร้สาร" คือผักที่ไม่มีสารเคมีเลยตลอดกระบวนการผลิต เช่น ผักจากเกษตรธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ และเกษตรอินทรีย์ชีวภาพ ต่างกับ "ผักปลอดสาร" ซึ่งใช้เคมีเช่นปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชในกระบวนการผลิต แต่งดใช้ก่อนการเก็บเกี่ยวตามที่บริษัทผลิตสารเคมีบอกว่าเป็นระยะเวลาที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค