ขณะนี้กำลังดูข่าว NBT กรณีการเรียกเงิน (แป๊ะเจี๊ยะ) เพื่อแลกกับเก้าอี้ในการเข้าเรียนของเด็กไทย โดยเฉพาะจากโรงเรียนดังในกรุงเทพฯ ๔ โรงเรียน คำนี้ก็ผุดขึ้นมาในสมอง "ครูหิวเลือด...อาจารย์กระหายเงิน"

  ก็โลกมันเปลี่ยนแปลงไป สิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก ไม่แปลกใจเลยที่นักเรียนนักศึกษาถูกเกณฑ์ให้ไปจัดงานไหว้ครู...ขณะที่คนมีตำแหน่งเป็นครู..อาจารย์ มานั่งตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมเด็กเดี๋ยวนี้จึงไม่ไหว้หรือทักทายครูบาอาจารย์....คนที่เป็นครูอาจารย์บางคน หลังเกษียณแล้ว ก็ไม่รู้จะไปไหน เพราะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง "อ้าว พรุ่งนี้ฉันเกษียณแล้วหรือนี่...ตายแล้ว ฉันจะทำอย่างไรดี สมบัติที่มองเห็นอยู่ข้างหน้ายังมีให้ขุดอีกเยอะเลย..ไม่..ฉันขอต่อเวลาดีกว่า..ฉันยังมีกำลัง..ฉันยังทำได้..ใครจะมีความสามารถเท่าฉัน...ฉันสอนมานานแล้วฯลฯ" และครูอาจารย์บางคนก็บอกว่า "เห้อ ถึงเส้นชัยเสียที พอแล้วกับหน้าที่สำหรับผู้อื่น อีกเวลาอีกน้อยนิด ขอทำประโยชน์ให้กับตัวเองบ้าง ประโยชน์นี้ไม่สามารถจะหาได้จากสถานศึกษาฯลฯ"

  หลากหลายลีลา หลากหลายความคิด คำว่า "พอ" ไม่ใช่กินแต่พอประมาณ กินความไปถึงการอยู่ด้วย หมายความว่า "อยู่แต่พอประมาณ" "นอนแต่พอประมาณ" "อ่านหนังสือแต่พอประมาณ" "ออกกำลังกายแต่พอประมาณ" และ "อยากแต่พอประมาณ" เกินประมาณ เกินความพอดีเมื่อไร พุทธศาสนาเรียกว่า "มักมาก" แต่นั่นแหละ ถ้าไม่มักมากไว้ก่อนหรือจะร่ำรวย :-)