กรมสรรพากรยัน ผู้เสียภาษีไม่สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพและอุบัติเหตุมาหักลดหย่อนภาษีได้

กรมสรรพากรยัน ผู้เสียภาษีไม่สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพและอุบัติเหตุมาหักลดหย่อนภาษีได้เหมือนเดิม อ้างกฎหมายไม่อนุญาต แต่ที่ผ่านมาถือว่าอนุโลม หวั่นรายได้หดหลังประกาศเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันจาก 5 หมื่น เป็น 1 แสนบาท

รายงานข่าวจากกรมสรรพากรยืนยันว่า ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ มาหักเป็นค่าลดหย่อนทางภาษีเหมือนช่วงที่ผ่านมาได้ ซึ่งมีผลตั้งแต่ปีภาษีนี้ หรือผู้ที่จะยื่นตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2552 โดยที่ผ่านมากรมสรรพากรอนุโลมให้นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ แต่ปีภาษีนี้จะดำเนินการ
ตามตัวบทกฎหมาย ที่ระบุว่า เฉพาะเบี้ยประกันชีวิตที่มีกรมธรรม์ อายุ
10 ปีขึ้นไปเท่านั้น สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้
ทั้งนี้ ความสับสนเกิดขึ้น หลังจากที่กรมสรรพากร ได้ประกาศเพิ่มค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต ที่มีอายุกรมธรรม์ 10 ปีขึ้นไป จากเดิม 5 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2551 เป็นต้นไป แต่กรมสรรพากร
ได้เปิดเผยรายละเอียดในภายหลังว่า เบี้ยประกันที่จะนำมาหักลดหย่อนทางภาษีได้ จะเป็นเบี้ยประกันชีวิตเท่านั้น
ในส่วนของเบี้ยประกันสุขภาพและเบี้ยประกันอุบัติเหตุ ที่ถือเป็นอนุสัญญาของกรมธรรม์ประกันชีวิต ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้
 

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในระยะที่ผ่านมา ผู้เสียภาษีที่ยื่นแบบเสียภาษีประจำปี ได้นำเบี้ยประกันชีวิตมาขอลดหย่อนภาษี โดยรวมเอาเบี้ยประกันสุขภาพและเบี้ยประกันอุบัติเหตุ รวมเข้ามาขอหักค่าลดหย่อนทางภาษีด้วย ถือเป็นการอนุโลม แต่ปีภาษีนี้กรมจะดำเนินตามตัวบทกฎหมาย ที่ระบุว่าเฉพาะเบี้ยประกันชีวิตที่มีกรมธรรม์ อายุ 10 ปีขึ้นไปเท่านั้น ที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ "แม้กรมสรรพากรจะไม่อนุญาตให้นำเบี้ยประกันสุขภาพและอุบัติเหตุมาหักลดหย่อนภาษีได้นับตั้งแต่ปีภาษีนี้ แต่ว่า เราก็จะไม่ดำเนินการหักภาษีย้อนหลังกรณีที่ได้มีการขอลดหย่อนไปแล้ว" แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวรายเดิม กล่าวต่อว่า เมื่อกรมสรรพากรเพิ่มวงเงินในการนำเบี้ยประกันมาหักลดหย่อนเป็น 1 แสนบาท จะทำให้กรมสรรพากรต้องเสียรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ รายได้จากภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บถือเป็นรายได้สำคัญของประเทศ ซึ่งรายได้จากกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2552 ที่ตั้งเป้าไว้ที่ 1.318 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อนหน้า 9.1% และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 74.5% ของรายได้รวมของรัฐบาล โดยผลการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ ปรากฏว่า ยังสามารถจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 6.6%

แหล่งข่าวรายเดิม กล่าวต่อว่า หากมองในภาพรวมของผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในเดือนดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่า เก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายถึง 9.4% ทำให้กรมสรรพากร จำเป็นต้องปิดช่องโหว่ในทุกทางเพื่อเพิ่มเม็ดเงินภาษี มาชดเชยกับรายได้ที่หดหายไปจากส่วนอื่น ๆ ทั้งนี้ รัฐบาลมีภาระที่จะต้องใช้นโยบายการคลัง เพื่อป้องกันการถดถอยของภาวะเศรษฐกิจโดยเฉพาะในช่วงปีหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ประกาศเพิ่มการขาดดุลอีก 1 แสนล้านบาท
ไปแล้ว ทำให้ปีงบ
2552 รัฐบาลขาดดุล เป็น 3.49 แสนล้านบาท

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์  บ้านเมือง 17 หฤศจิกายน 2551