ในบรรดาสถานที่ต่างๆ ที่ได้ไปเยือนมา (ซึ่งก็ไปมาไม่กี่แห่ง) ข้าพเจ้าชอบประเทศนิวซีแลนด์มากที่สุด  ที่นั่นสงบเงียบ  มีภูเขา มีทะเลสาบสวยๆ  อากาศดี  แถมบ้านเมืองสะอาดสะอ้าน  มีสวนสาธารณะที่สวยงาม ผู้คนไม่พลุกพล่าน  เวลาในการใช้ชีวิตของประเทศนี้ดูจะผ่านไปอย่างช้าๆ ประหนึ่งว่าชีวิตเราไม่ต้องเร่งรีบอะไร  ไม่ต้องวิ่งไปทางไหน  การได้ไปเยือนประเทศนี้มา  ทำให้ข้าพเจ้าอยากกลับไปอีกหลายๆครั้ง  ในความคิดเห็นส่วนตนถ้าไม่อยากอยู่เมืองไทย  นิวซีแลนด์นี่แหละน่าไปอยู่ที่สุด  เพราะที่นี่มีบรรยากาศที่ดี เหมาะแก่การใช้ชีวิตอย่างสงบๆ เป็นอย่างยิ่ง   แค่นึกถึงการไป walking meditation ใน Hagley park ยามเช้า  ข้าพเจ้าก็รู้สึกดีๆ  เกิดขึ้นมาในใจมากมายทีเดียว

แต่มีเมืองอยู่เมืองหนึ่งที่ข้าพเจ้ากับกัลยาณมิตรหลายคน  พากันลงความเห็นว่า  ไม่น่าอยู่ ไม่น่าไป ไม่น่าแวะ มากที่สุด  เมืองนั้นก็คือกัลกัตตา   เพราะที่ผ่านมาช่วงต้นปี  แค่สัมผัสกับเมืองนี้เพียง 22 ชั่วโมง ก็ทำเอาข้าพเจ้าและบรรดากัลยาณมิตรร่วมทาง มีอาการจิตตก และคิดถึงเมืองไทยเสียมากมาย  เมืองอะไรช่างวุ่นวายและทำให้จิตตกได้มากมายขนาดนั้น

มาครั้งนี้ต้นเดือนนี้  ข้าพเจ้ากับกัลยาณมิตร ซึ่งเดินทางไป Trekking ที่สิกขิมด้วยกันถึงสิบกว่าวัน  จำต้องมีเหตุให้แวะที่กัลกัตตาอีกครั้ง แถมเป็นการแวะยาวนานถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เราต่างต้องทำใจที่จะอยู่ผจญกับอะไรๆในเมืองนี้อีกครั้ง  เพื่อรอขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยในเช้าวันรุ่งขึ้น

 

เมื่อกล่าวว่า เราต้องอยู่กัลกัตตาหนึ่งวันหนึ่งคืน สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าสนใจก็คือการได้ไปแวะเยี่ยมเยือนที่ Mother Teresa House   อย่างอื่นไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่  แต่เนื่องจากพวกเรามีเวลามากมายที่นี่อย่างน้อยก็หนึ่งวันเต็มๆ   เราจึงซื้อทัวร์ชมเมืองนี้เสียเลย  เพื่อดูว่ามีอะไรที่น่าไปดูไปชมบ้าง

ตลอดทั้งวันที่เราตระเวนไปชมเมืองนี้  ติดอยู่บนถนนอันจอแจและวุ่นวาย  เพื่อนร่วมทางของข้าพเจ้าต่างเก็บภาพของเมืองนี้ได้หลายแง่มุม  ภาพชีวิตของผู้คน  ภาพของสภาพแวดล้อม  ทุกสิ่งถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องหลายกล้อง  และภาพต่างๆ ที่บันทึกมา คือสีสันของชีวิตและผู้คนที่น่าสนใจ  บางภาพอาจจะไม่น่าดูน่าชมนัก  แต่นี่คือภาพชีวิตจริงๆ ของผู้คนที่นี่  ชีวิตที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดแบบไหนอย่างไร

กัลยาณมิตรร่วมทางบางท่านกล่าวลอยๆขึ้นมาว่า ในขณะที่อินเดียมีอาวุธนิวเคลียร์ มีเทคโนโลยีหลายๆอย่าง แต่ประชาชนบางส่วนทำไมยังดูลำบากนัก เหตุเพราะการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะ  หรือเป็นเพราะอะไรกันแน่ ??   สภาพชีวิตอันลำบากของผู้คนที่นี่   ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นจิตตกไปพอประมาณ   และรู้สึกว่าเมืองนี้มีแต่ความทุกข์  แต่ผู้คนส่วนหนึ่งคงมีความสุขกันดี โดยเฉพาะผู้คนที่มีวรรณะสูงๆ  

เป็นการยากที่จะเข้าใจเหมือนกันว่า  ผู้คนที่นี่มีความมุ่งหมายใดในชีวิต  บางทีสิ่งที่พวกเขาต้องการก็เป็นเพียงปัจจัยสี่  แต่สำหรับบางคนแล้ว ไม่มีแม้แต่บ้านหรือชายคาที่จะอยู่  ที่อยู่อาศัยของพวกเขาก็คือริมถนน ริมบาทวิถี  พวกเขานอนอยู่ที่นั่น เมื่อค่ำคืนมาเยือน  

กัลกัตตายังคงเหมือนๆเดิม  ดังเช่นเมื่อแปดเดือนก่อน  แต่ความรู้สึกของข้าพเจ้าในครั้งนี้กับเมื่อแปดเดือนก่อนนั้นเปลี่ยนไป.....

 ในครั้งนั้นข้าพเจ้ารู้สึกอึดอัดขัดข้องใจไม่น้อยกับภาพต่างๆของเมืองนี้   แต่ในครั้งนี้ข้าพเจ้าทำใจและเตรียมใจได้มากพอควร  ในท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คนเมืองนี้ ข้าพเจ้ายังคงสงบอยู่ภายในและพยายามตามลมหายใจอย่างช้าๆ  จิตใจของข้าพเจ้าไม่ได้วิ่งวุ่นไปกับผู้คนที่นี่  เวลาของข้าพเจ้าก็ไม่ได้วุ่นวายเร่งรีบเหมือนพวกเขา   อัตราการหายใจ และชีพจรของข้าพเจ้ายังคงเดิม   เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจว่า  ความสงบท่ามกลางความวุ่นวายของสิ่งภายนอกนั้นเป็นเช่นไร  

หมายเหตุ  

 ขอบคุณภาพถ่ายจากกัลยาณมิตรร่วมทาง ทต.พีระยุทธ์ ค่ะ