เราต้องระวังอย่างติดกับเนื้อเรื่องหรือรายละเอียดมากนัก.. มันเหมือนเป็นกับดักทำให้เราจับประเด็นผิด หรือ จับประเด็นย่อยมาแทน เราจึงพลาดทำให้จับประเด็นหลักไม่ได้
บันทึก สิ่งที่ได้เรียนรู้.. จากการฝึกจับประเด็น (๑)
วันที่ ๒ : การเลือกใช้คำ การจัดหมวดหมู่ และการรับรู้อารมณ์คนส่งสาร
กระบวนการในวันนี้ กิจกรรมหลักเริ่มด้วยให้ผู้เข้าร่วมหาคำแทนหลายๆ คำ ที่มีความหมายคงเดิม ตามด้วยการจัดหมวดหมู่คำที่กำหนดให้โดยให้จัดออกมาหลายๆ แบบ และกิจกรรมสุดท้ายของวันนี้คือการจับอารมณ์ผู้เล่า โดยให้แต่ละคนเล่าเรื่องดีๆ ใน ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วสังเกตว่าผู้เล่ามีลักษณะอย่างไรไม่ว่าจะเป็น สีหน้า แววตา เป็นต้น และสุดท้ายก็ให้การบ้าน คือ อ่านบทความที่แจกให้ประมาณ ๓-๔ หน้า แล้วหาประเด็นออกมาให้สั้น กระชับ ครบถ้วน เข้าใจง่าย ที่สุด
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันที่ ๒ คือ
- การจับประเด็นเป็นเรื่องของการสื่อสาร เพราะการจับประเด็นของผู้พูดนั้นบางครั้งประเด็นที่เราจับได้อาจไม่ใช่ประเด็นหลักที่ผู้พูดต้องการสื่อ เนื่องจากเรามักจะจับประเด็นที่เราสนใจหรือประเด็นที่ทำให้เรามีอารมณ์ร่วม (นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจหรือประเด็นส่วนตัวหรือประเด็นย่อย แต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก) ดังนั้นหากเราจับประเด็นหลักผิด การสื่อสารระหว่างกันก็อาจคลาดเคลื่อนได้
- การจับอารมณ์หรือรับรู้อารมณ์ผู้พูดได้จะเป็นตัวช่วยทำให้เราจับประเด็นหลักได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่ระวังให้ดี เราอาจเกิดความรู้สึกร่วมด้วยซึ่งเป็นอารมณ์ที่แว๊บขึ้นมาโดยเราไม่รู้สึกตัว (เช่น อารมณ์โกรธ อารมณ์ชอบ การเห็นภาพในอดีตที่เราเคยรู้สึก เป็นต้น) สิ่งนี้อาจทำให้เราจับมาเป็นประเด็นหลักได้ เป็นต้น
- การได้ค้นหาประเด็นโดยเฉพาะในการอ่านบทความต่างๆ (นี่เป็นประเด็นส่วนตัวจริงๆ นะคะ) รู้สึกสนุกเพราะการจับประเด็นขณะอ่านบทความต้องพยายามเข้าใจและคิดให้ลึก (ไม่ใช่คิดลึกนะคะ) มากกว่าแค่ตัวหนังสือที่เราอ่าน ทำให้เหมือนกับว่าเรากำลังค้นหาปริศนาที่อยู่เบื้องหลังตัวหนังสือที่ผู้เขียนพยายามจะบอก โดยที่เราต้องระวังอย่างติดกับเนื้อเรื่องหรือรายละเอียดมากนัก.. มันเหมือนเป็นกับดักทำให้เราจับประเด็นผิด หรือ จับประเด็นย่อยมาแทน เราจึงพลาดทำให้จับประเด็นหลักไม่ได้
ขอจบบันทึกวันที่ ๒ ไว้เพียงเท่านี้นะคะ.. อย่าลืมติดตามอ่านวันที่ ๓ ในบันทึกถัดไปนะคะ
URAImAN