ยูบิควิตัส เป็นการใช้เทคโนโลยีในอนาคต

http://www.pantip.com/cafe/book_stand/hobbyelect/123.html

http://www.nrct.go.th/2008/print.php?sid=106

สังคมยูบิควิตัส

วันนี้มีคำศัพท์ไอที ที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันมาเสนอ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ และการสื่อสาร ก็คือ โลกเราทุกวันนี้ กำลังก้าวสู่ยุคของ สังคมยูบิควิตัส (Ubiquitous Computing Society) หรือ ยูบิคอมพ์ (Ubicomp) เนื่องจาก การพัฒนาทางด้านคอมพิวเตอร์ และการสื่อสาร ซึ่งสามารถย่อโลกเรา ให้เล็กลงได้

คำว่า ยูบิควิตัส (Ubiquitous อ่านว่า ยู-บิก-วิ-ตัส) มีรากศัพท์ มาจากภาษาลาติน ความหมายก็คือ "มีอยู่ทุกหน ทุกแห่ง" ซึ่ง นายมาร์ก ไวเซอร์ (Mark Weiser) แห่งศูนย์วิจัย Palo Alto ของบริษัทซีร็อกซ์ สหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งถือกันว่าเป็น "บิดาแห่ง ยูบิควิตัส" ได้จินตนาการไว้ตั้งแต่ปี 1993 ว่า "ในอนาคตอันใกล้นี้ คนเราสามารถที่จะเข้าถึงคอมพิวเตอร์ ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด (computing access will be everywhere)" ซึ่งความจริงข้อนี้ เริ่มจะเป็นจริงมากขึ้น เมื่อมีการนำการสื่อสาร แบบไร้สาย และอินเทอร์เน็ต มาใช้งานร่วมกัน

ลักษณะเด่นของสังคมยูบิควิตัสที่ว่านี้ ก็คือ

1. มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายตลอดเวลา
2. คอมพิวเตอร์จะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในเครื่องใช้ต่างๆ (anytime anywhere, anydevices) โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้สึกตัวว่า กำลังใช้งานคอมพิวเตอร์อยู่ และ
3. บริการของคอมพิวเตอร์สามารถจะ ปรับเปลี่ยนตอบสนอง ได้ตามผู้ใช้แต่ละคน

นักอิเล็กทรอนิกส์เราก็คงต้องเริ่ม ทำความคุ้นเคยกับ ระบบคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋ว ที่จะเริ่มเข้ามาฝังตัว (embedded) เข้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ในยุคยูบิคอมพ์ ที่นอกจากจะ ทำงานควบคุม เครื่องใช้นั้นๆ ให้ทำงานได้แล้ว ตัวมันยังจะต้อง มีความสามารถ ในการติดต่อสื่อสาร หรือแลกเปลี่ยนข้อมูล กับเครื่องใช้อื่นๆ ได้ด้วย อาจจะมีเครื่องใช้แปลกๆ ที่ทำงานได้ เกินจินตนาการ เช่น ตู้เย็นอินเทอร์เน็ต ที่สามารถสั่งของ จากร้านค้ามาเติมตู้ได้เอง หากของในตู้เย็นหมด หรือเตาอบไมโครเวฟ อินเทอร์เน็ต ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อดูสูตรอาหารได้ หรือรถยนต์ที่เชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต เพื่อหาเส้นทางวิ่งเองได้ ในแบบที่ลัดที่สุด เดินทางได้รวดเร็วที่สุด ซึ่งเมื่อก่อนอาจจะเป็นแค่ เรื่องเพ้อฝัน ในนิยายวิทยาศาสตร์ เท่านั้น

สังคมยูบิคอมพ์นี้ มาแน่ ไม่ช้าก็เร็ว เราคงต้องหันมารับมือ และดูกันว่า เราพอจะมีส่วน เป็นผู้สร้างเทคโนโลยีได้บ้างหรือไม่ หรือจะเป็นแค่ ผู้บริโภคเทคโนโลยี เพียงอย่างเดียว ซึ่งหากเข้ามาแล้ว จะต้องส่งผลกระทบ ต่อชีวิตประจำวันของเรา ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ ไม่มากก็น้อย อย่างแน่นอน.

เช่น ในงานอินเตอร์เนชั่นแนล คอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ โชว์ (International Consumer Electronics Show - CES) ที่จัดขึ้นที่เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 ม.ค. ภาพก่อนเริ่มงานจะเห็นชาวไอทีจำนวนมาก รอเข้าชมงานด้วยการนอน นั่ง ตามหน้าทางเข้างาน เพื่อนับถอยหลังนาทีเปิดประตูงานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยงานดังกล่าวมีผู้ร่วมแสดงสินค้ากว่า 2,700 บริษัท นานาชนิดสินค้าทั้งที่อยู่ในวงการไอที หุ่นยนต์ และบันเทิงเชื่อว่าจะมีผู้เข้าชมงานปี 2551 นี้จะมีจำนวนมากกว่า 140,000 ราย สำหรับการเริ่มงานได้นายบิล เกตส์ ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น คือ ผู้ขึ้นเวทีกล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน CES 2008 ก่อนแน่นอนว่าเมื่อบิลล์ เกตส์ขึ้นเวทียอมได้รับความสนใจมากมาย และเหนือสิ่งอื่นใดนายเกตส์ก็บอกกับทุกคนในงานแล้วว่า ปีนี้วินโดวส์ตามคุณไปทุกที่ทุกเวลาแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น รถยนต์ หรือ หน้าจอทีวีอย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ในโลกไอที ที่ได้เข้าร่วมงาน CES 2008 อีกทั้งยังถือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดันการใช้อินเทอร์เน็ตไร้สาย เป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกการผลิตโพรเซสเซอร์ประมวลผล ทำให้การใช้งานโน้ตบุ๊ค หริอ แลปท็อปเป็นที่แพร่หลาย นั่นคือ อินเทล ก็ได้มาร่วมสะท้อนภาพของอนาคต เมื่ออินเทอร์เน็ตสามารถติดตัวผู้ใช้งานไปทุกที่ทุกเวลา การที่คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงแต่ความสามารถสูงขึ้น รวมทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานนายพอล โอเทลลินี ประธานและซีอีโอ บริษัท อินเทล คอร์ปอเรชั่น ประกาศว่า อินเทอร์เน็ตจะยังคงสร้างการเปลี่ยนแปลงภายใต้แนวทางใหม่ๆ ต่ออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคและอุตสาหกรรมบันเทิงต่อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า สมมติว่ามีคนอเมริกันคนหนึ่งเดินทางไปปักกิ่ง ชายผู้นี้สามารถใช้อุปกรณ์โมไบล์อินเทอร์เน็ตที่พกติดกระเป๋าได้ เพื่อแปลป้ายตามอาคาร รายการอาหารในภัตตาคาร และการสนทนาต่างๆ ออกมาเป็นคำพูดหรือตัวอักษรบนหน้าจอได้ในทันที นอกจากนั้นยังอาจมีแอพลิเคชันบางชนิด ที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวผู้นี้ไม่ต้องหลงทางอีกต่อไป โดยการดูภาพจุดสำคัญที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอทีละขั้นตอนได้ผู้ที่ร่วมบรรยายบนเวทีกับนายโอเทลลินีคราวนี้ คือ นายสตีฟ ฮาร์เวล นักร้องนำของวง Smash Mouth นั่นเอง คนทั้งสองได้ทำการสาธิตให้ดูว่าอินเทอร์เน็ต จะช่วยให้การติดต่อทางสังคมมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นได้อย่างไร

 

นักวิชาการเตือนสังคมรับมือคลื่นลูกที่สามของไอที
วันจันทร์ ที่ 26 สิงหาคม 2545 - 21:19 น.
Topic ข่าวไอที


นักวิชาการเตือนทุกฝ่ายตระหนักและสร้างความเข้าใจ รับมือกระแสการถาโถมของคลื่นลูกที่สามของสังคมเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ ยูบิควิตัสคอมพิวติ้ง พร้อมกับแนะทางออกลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการใช้เทคโนโลยี พร้อมกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีของชาติให้ชัดเจน

ดร.อิทธิ ฤทธาภรณ์ กรรมการบริหารสมาคมเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น (สสท.) กล่าวว่า หากแบ่งการพัฒนาโลกเทคโนโลยีออกเป็นยุคกล่าวได้ว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่สามของโลกไอทีหรือที่เรียกว่า ยูบิควิตัส คอมพิวติ้ง (Ubiquitus Computing ) ที่หมายถึงการมีคอมพิวเตอร์อยู่ทุกหนทุกแห่ง (PC anywhere) ทั้งในบ้าน ทีที่ทำงาน โรงเรียน ตามถนนหนทาง ผู้คนจะสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้จากทุกสถานที่โดยเชื่อมต่อถึงกันด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ตามกระแสแห่งการพัฒนากล่าวได้ว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคยูบิควิตัส ส่วนประเทศไทยเองอาจยังต้องใช้เวลาพัฒนาเทคโนโลยีอีกระยะ อย่างไรก็ดี การเข้าสู่สังคมยุคใหม่มีผลกระทบทั้งทางที่ดีและทางลบต่อสังคมทำให้ผู้ใช้เทคโนโลยีและคนที่อยู่ในทุกสังคมต้องตระหนักและทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ข้อดีของยูบิควิตัสคอมพ์ คือการความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต โดยมีเครือข่ายคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีสื่อสารบรอดแบนด์ และโทรศัพท์มือถือเป็นกุญแจสำคัญ โดยหลักสำคัญของยูบิควิตัสคือการที่ผู้คนสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในโทรศัพท์มือถือสั่งซื้อสินค้า ,รถยนต์พูดได้ที่สามารถเตือนข้อบกพร้องในการขับขี่ หรือใช้อินเทอร์เน็ตที่ติดตั้งกับตู้เย็นในการสั่งอาหาร รวมถึงการสะดวกสบายในการทำงาน การดำเนินชีวิต ส่วนผลลบของยูบิควิตัสคือการสิ้นเปลื้องพลังงานจำนวนมากในการใช้งานเครื่องมือในอนาคต ,ความแตกต่างในการพัฒนาช่องว่างทางด้านดิจิตอล รวมถึงการใช้เงินจำนวนมากเพื่อลงทุนซื้อเทคโนโลยี

การตั้งรับยูบิควิตัสสำหรับประเทศไทยจะต้องตระหนักในลดช่องว่างในสังคมดิจิตอลหรือความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้มีโอกาสกับผู้ด้อยโอกาส สำหรับประเทศไทยมีช่องว่างดิจิตอลอยู่สองมิติคือช่องว่างในการพัฒนาระหว่างประเทศ และช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน สิ่งเหล่านี้จะต้องระวังไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคนและไม่ควรทำให้ช่องว่างนั้นถ่างออกมากไปกว่านี้ หนทางที่ดีคือการสร้างความเสมอภาคในการใช้เทคโนโลยี นอกจากนี้ประเทศไทยควรมีการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารควรให้ความชัดเจน เช่น การพัฒนาบรอดแบนด์ เมื่อเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีพื้นฐานที่มีอยู่จะต้องมีการลงทุนและพัฒนาอย่างไร เป็นสิ่งที่รัฐจะต้องตระหนักและให้ความสนใจ

อย่างไรก็ดีการก้าวเข้าสู่ยุคที่สามของสังคมไอทียังไม่เกิดขึ้นชัดเจนในประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างสมบรูณ์จึงมีโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับประเทศไทยที่จะตระหนักในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นและเตรียมรับมือเมื่อสังคมโลกก้าวเข้าสู่การเป็นยูบิควิตัสอย่างสมบรูณ์เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องเสียเปรียบต่างชาติและเกิดปัญหาทางสังคม