การให้ นั้นถ้าหากว่าให้แล้วยังหวังผลตอบแทน สมควรจะเรียกว่าการ แลก มากกว่า

ก่อนจะ Hi อะไรกะใครควรจะต้องสนิทกันก่อนถ้ายังไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า ควรจะแค่ Hello


"ให้ท่านท่านจักให้ตอบสนอง
นบท่านท่านจักปองนอบไหว้"
จริงจะเป็นเช่นว่า หรือว่าไร
โอ้ไฉนเช่นนี้ ไม่มีจริง

ที่ให้ตอบแทนกัน นั้นเรียกแลก
ควรแยะแยกการให้ในทุกสิ่ง
จะให้เลยให้เล่นเป็นประวิง
ทำนองทิ้งหรือจะทวงเพราะหวงยัง

แลกหรือขาย ก็คือให้ใช่ไม่ให้
แต่ว่าได้แทนทด ไม่หมดหวัง
เสน่หา ให้กันอนันตัง
ใครจะคลั่ง คืนให้ ไม่เห็นมี

อันไหว้กัน นั้นเรียกว่าแลกไหว้
ไหว้พระให้มือหัก เป็นสักขี
พระที่ไหน ไหว้เราเข้าสักที
เราคงตี ตนตายเพราะอายเอย


กลอนบทนี้ นายผี (อัศนี พลจันทร) แสดง ทรรศนะที่ขัดแย้งแนวความคิดของคนโบราณซึ่งปรากฎอยู่ใน โคลงโลกนิติ บทที่ว่า


ให้ท่านท่านจักให้            ตอบสนอง
นบท่านท่านจักปอง         นอบไหว้
รักท่านท่านจักครอง        ความรัก เรานา
สามสิ่งนี้เว้นไว้-                แต่ผู้ทรชน


คนโบราณมองว่า เมื่อรู้จักให้ ก็จะได้รับเมื่อไหว้ก็จะได้รับการไหว้ตอบเมื่อให้ความรักความเสน่หาก็จะได้รับความรักความเสน่หาตอบ แต่ถ้าให้สิ่งเหล่านี้กับ คนไม่ดี (ทรชน) ก็จะไม่ได้รับสิ่งเหล่านี้ตอบกลับมา(สามสิ่งนี้เว้นไว้แต่ผู้ทรชน) ในกรณีที่เราให้การกราบไหว้พระสงฆ์องค์เณร พระหรือเณรท่านย่อมไม่ไหว้เรากลับซึ่งนั่นก็ย่อมหมายความว่าพระสงฆ์องค์เณรเป็นผู้ทรชน(คนเลว) -_-'' 

อนึ่ง นายผียังได้แสดงทรรศนะว่าด้วยการให้ เอาไว้อีกว่า การให้ นั้นถ้าหากว่าให้แล้วยังหวังผลตอบแทน สมควรจะเรียกว่าการ แลก มากกว่า (ที่ให้ตอบแทนกัน นั้นเรียกแลก ควรแยะแยกการให้ในทุกสิ่ง)



โฆษณาไทยประกันชีวิต (ชีวิตที่มีคุณค่าคืออะไร?) นั้น ก็สามารถ อธิบายได้ด้วยแนวคิดของ นายผี ว่าด้วยเรื่องของ การให้ คือการแลก ชนิดหนึ่ง โฆษณาไทยประกันชีวิต (ชีวิตที่มีคุณค่าคืออะไร?) เริ่มต้นด้วยประโยค

"คุณเคยถามตัวเองไหมว่าชีวิตที่มีค่าคืออะไร? ผู้หญิงคนนี้ชื่อ ต้อย จนผัวทิ้ง นี่คิตตี้บ้านแตก นี่แม็ก โปลิโอ เฮียโต ขี้ขโมย เด็กทุกคนมีแม่คนเดียวกันแม่ต้อย คนที่เก็บเด็กพวกนั้นมาเลี้ยง แม่ต้อยเป็นโรคมะเร็ง อยู่ได้ไม่เกินสองปี แต่เธอบอกว่า โชคดีจัง สองปีทำอะไรได้อีกเยอะ เธอสอนเด็กๆ ว่า ชีวิตที่มีค่าไม่ใช่ชีวิตที่ร่ำรวยมีเกียรติ หรือก็อายุยืน แต่ชีวิตที่มีค่าคือชีวิตที่ตัวเราเป็นคนมีคุณค่าและทำให้ชีวิตคนอื่นมีค่า"




คำถาม 1 :   ต้องคนจน +โดนผัวทิ้ง (เมียทิ้ง) เท่านั้นหรือที่จะเห็นคุณค่าของชีวิต?  
คำถาม 2 :   คนจน+ผัวไม่ทิ้ง (เมียไม่ทิ้ง) 
                  คนรวย+ผัวทิ้ง (เมียทิ้ง) 
                   คนรวย+ผัวไม่ทิ้ง (เมียไม่ทิ้ง) 
    จะ  เห็น/ไม่เห็น คุณค่าของชีวิตบ้างได้หรือไม่?


คำตอบ 1-2 :

ศ.ดร.พริ้มเพรา ดิษยวณิช (1) ได้อรรถาธิบายถึง ทฤษฎีแรงจูงใจจากความต้องการพื้นฐานทางชีวภาพ (basic biological needs) ของ อับราฮัม มาสโลว (Abraham Maslow)  ไว้ดังนี้

          1. ความต้องการทางสรีรวิทยา (physiological needs) : ความหิว ความกระหาย เป็นต้น
          2. ความต้องการทางความปลอดภัย (sefty needs) : การรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ปราศจากอันตราย
          3. ความต้องการทางความเป็นเจ้าของและความรัก (Belongingness and love need) : การผูกพันกับคนอื่น การได้รับการยอมรับและการเป็นเจ้าของ
          4. ความต้องการทางการยกย่อง (esteem needs) : การบรรลุผลสำเร็จ การมีความสามารถ การได้รับการยอมรับและการรู้จักจากคนอื่น
          5. ความต้องการทางการรู้ (cognitive needs) : การรู้ การเข้าใจและการสำรวจ
          6. ความต้องการทางสุนทรียภาพ (aesthetic needs) : สมมาตร ความมีระเบียบและความงาม
          7. ความต้องการทางความจริงแท้แห่งตน (self-actualization needs) : การพบความสำเร็จแห่งตนและการเข้าใจศักยภาพของตน


จะเห็นได้ว่า ความต้องการทางความเป็นเจ้าของและความรัก (Belongingness and love need) อีกทั้ง ความต้องการทางการยกย่อง (esteem needs) เป็นสิ่งที่แม่ต้อยขาด เป็น แรงจูงใจที่อยู่สูง กว่าความหิว+ความกระหาย+ความรู้สึกว่าต้องการความปลอดภัย 

เพราะแม่ต้อยย่อมมีความหิว+มีความต้องการความปลอดภัย แต่เพราะความจนจึงทำให้ แม่ต้อยได้รับ ความอิ่ม+และความปลอดภัยนี้ได้ยาก
การทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ต่างๆ เช่น การถ่ายรูป วาดภาพ จัดรายการวิทยุ ปลูกต้นไม้ ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ดูหนังฟังเพลง หรือการทำกิจกรรมจิตอาสาโดยต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามเขาไปดู กระเหรี่ยงคอยาว จากนั้นก็นอนค้างโรงแรมหรูๆ กินอาหารดีๆ ทิ้งงานทิ้งการประจำไปนั้น  ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นการ เพิ่มคุณค่าให้กับชีวิต เป็นการลบปมด้อยภายในจิตใจทั้งสิ้น แต่กิจกรรมเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องใช้เงิน คนจน อย่างแม่ต้อย ย่อมทำกิจกรรมในเชิงสร้างสรรค์เช่นนี้ได้ยาก  เมื่อแม่ต้อยรู้สึก ขาดความรักความอบอุ่นจากสามี ก็จึง แสวงหา+ให้ ความรัก นั้นแก่ เด็กเร่ร่อน เด็กพิการ เด็กที่มีปัญหา ซึ่งการให้ความรัก ในลักษณะนี้ เป็นความรักที่บริสุทธิ์ มิได้หวังคำชื่นชม หรือหวัง มหาบุญ มหากุศล เป็นการตอบแทน (หรืออาจจะหวังอยู่บ้าง แต่ก็ยากที่จะรับรู้รับทราบ)  การให้แล้วได้รับ ความรัก ตอบกลับมา จากเด็กๆ นั้น ย่อมทำให้ ตนเองมีคุณค่า อย่างน้อยๆ ก็มีคุณค่าในสายตาของเด็กๆ ที่ตนให้การช่วยเหลือ

ในทางจิตวิทยา ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่า เป็น การชดเชยหรือการทดแทน (Substitution/Compensation) ด้วยการหาทางออก ในอันที่จะแสดงความต้องการของตน เช่นการต้องการระบายความก้าวร้าวก็หันไปเล่นกีฬาทดแทน หรือวิพากษ์วิจารณ์ศิลปะ เป็นการชดเชยในสิ่งที่สังคมยอมรับได้นั่นเอง พฤติกรรม การชดเชยความรักที่ตนรู้สึกว่าได้ขาดหาย หรือไม่ได้รับจากสามี นี้ อุปมาดั่งคนที่พิการ ขาขาด ที่พยายามค้นหา ขาเทียม มาใส่เดิน แทนขาจริง ผู้พิการก็ย่อมไม่รู้สึกว่าตนพิการ เป็นการลบปมด้อย ของตนเองได้ชั่วครู่ชั่วขณะหนึ่ง

แต่ในสังคม ย่อมมีทั้ง

       คนจน+ผัวไม่ทิ้ง (เมียไม่ทิ้ง)
       คนจน+ผัวทิ้ง (เมียทิ้ง) 
       คนรวย+ผัวทิ้ง (เมียทิ้ง)
       คนรวย+ผัวไม่ทิ้ง (เมียไม่ทิ้ง)

เมื่อขึ้นชื่อว่าคนแล้วก็ย่อมต้องเกิดแรงจูงใจจากความต้องการพื้นฐานทางชีวภาพ (basic biological needs) ตามทฤษฎีของ อับราฮัม มาสโลว (Abraham Maslow)  แทบทั้งสิ้น เราจะเห็นได้ว่ามหาเศรษฐี อย่าง บิล เกตส์ (Bill Gates) หรือ วอร์เรน บัพเฟตต์ ( Warren Buffet) ก็ยังเลือกที่จะบริจาคเงินจำนวนมากมายมหาศาล แก่มวลชนผู้ทุกข์ยาก นอกเหนือไปจากจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา กรุณาแล้ว ก็อาจที่จะยังแฝงไปด้วย  ความต้องการทางความเป็นเจ้าของและความรัก (Belongingness and love need) อีกทั้ง ความต้องการทางการยกย่อง (esteem needs) อยู่ด้วยนั่นเอง อนึ่งแนวคิดของ  อับราฮัม มาสโลว (Abraham Maslow)  นี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงอรรถาธิบายไว้นานมากแล้ว คือเรื่องว่าด้วย ตัณหา ตามตารางเปรียบเทียบดังต่อไปนี้




รูปที่ การเปรียบเทียบความต้องการ (needs) ตามทรรศนะของ อับราฮัม มาสโลว (Abraham Maslow)  กับ ตัณหา (desire or cravings) ตามทรรศนะของพระพุทธเจ้า (1)



โดยสรุปแล้ว

การที่มีผู้ใด หยิบยื่นบางสิ่งบางอย่างให้กับผู้หนึ่ง  ลึกๆ แล้วเขาก็ย่อมต้องการบางสิ่งบางอย่าง ตอบกลับ (interchange)  ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในรูปแบบของตัวเงิน ก็เป็นได้ ดังเช่นกรณี ของแม่ต้อยใน โฆษณา เขาก็ย่อมได้รับ ความรัก ความอบอุ่นตอบกลับนั่นเอง ซึ่งสอดคล้องกับทรรศนะของนายผีที่ว่า  การให้ นั้นถ้าหากว่าให้แล้วยังหวังผลตอบแทน (มีตัณหา) สมควรที่จะเรียกว่าการ แลก มากกว่า และถ้าจะกล่าวว่า แม่ต้อยคือ นักลงทุนที่มุ่งหวังผลกำไร ก็ไม่น่าที่จะผิดนัก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็น นักลุงทุน นั่นก็คือ หากเป็นการลงทุนในธุรกิจที่ขาวสะอาด ก็มักที่จะได้รับคำชื่นชม O_o



วิเคราะห์

คนเราทุกคนนั้นมีโอกาส จน+ผัว/เมีย ทิ้ง+เป็นโรคมะเร็ง(ป่วยหนัก) จึงควรทำประกันชีวิต! นี่ล่ะคือวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการโฆษณา

พุทธศาสนา นั้นสอนเรื่องการให้ทาน+การให้การช่วยเหลือมวลชนผู้ทุกข์ยาก ว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่การให้ทาน+การให้การช่วยเหลือมวลชนผู้ทุกข์ยากโดยมี ตัณหา เป็นสิ่งเร้านั้น ย่อมไม่ใช่ ชีวิตที่มีค่าอย่างแท้จริง  การทำประกันชีวิตในทางธรรม นั้นควรพยายาม ลด ละ เลิก กิเลสตัณหา ต่างๆ โดยการหมั่นพิจารณาถึง อริยสัจ 4 ดำเนินตามหลัก มรรคมีองค์ 8 เพื่อหนทางการดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง ทำได้ดังนี้จึงจะถือว่าเป็น การทำประกันชีวิตในทางธรรมโดยจริงแท้



อ้างอิง

(1) พริ้มเพรา ดิษยวณิช. เอกสารประกอบการบรรยาย วิชาพฤติกรรมศาสตร์ 304202.  [cited 2008 November 7]. Available from: http://www.chamlongclinic-psych.com/document/motif/index.html