กุหลาบปากซัน

แดนดินถิ่นไกล เหลือตาอยู่สุดนภายังมีดอกฟ้า แสนงาม
หากไผได้เห็น จะมัวหลง เฝ้าคิดพะวงหลงติดตาม
สาวเอยแสนงามงามเหลือตา
งามจริงดังคำ เขาชม หากได้สุขสมภิรมย์กับน้อง สมใจ
จะขอใฝ่ฝัน แต่นางเดียว บ่ขอข้องเกี่ยว หญิงอื่นใด
เฝ้าแต่หลงไหลใฝ่ฝันใจปอง
โอ้ กุหลาบสวรรค์ แห่งเมืองปากซันให้อ้ายใฝ่ฝัน หมายปอง
ใจ ..อ้ายหวังอยากเคียงประคอง กุหลาบเป็นสีดั่งทอง
เมื่อยามแสงส่องจากดวงสุรีย์
ยามแล้งค่ำลง น้ำซัน หมู่บริพรรณน้ำซันไหลผ่าน ใสดี
ข้อยเห็นผู้สาว เจ้าล่องลอย หมู่ปลาใหญ่น้อย
ลอยล่องนที สิ้นแสงสุรีย์สาดสีแสงจันทร์

เสียงเพลงที่คุ้นหู จากการประพันธ์ของท่านจำปา ลัดตะนะสะหวัน เจ้าของนามปากกา "สุลิวัต"  ศิลปินลาวที่เรียนจบจากไทย ทำให้อยากไปเยือนปากซัน แขวงบลิคำไซ สักครั้ง ข้ามโขงจากอำเภอบึงกาฬ หนองคาย ไปสัมผัสเมืองปากซัน ดูวิถีชีวิต อัธยาศัยไมตรีของคนลาว และไม่ลืมปากน้ำซันที่ไหลลงน้ำโขงตรงข้ามบึงกาฬ

บ้านเมืองสงบเงียบ น้ำจิตน้ำใจผู้คนก็ไม่ต่างจากฝั่งไทยเลย แต่อาจจะอยู่อย่างเรียบง่ายกว่า คล้ายฝั่งไทยสัก 10 ปีก่อน
แต่ที่ไม่ต่างจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของบ้านเราก็คือการเอาเปรียบนักท่องเที่ยวต่างถิ่น ทั้งตามท่ารถและร้านอาหาร จะคิดราคาแพงกว่าปกติ ซึ่งทำให้เสียความรู้สึกอยู่พอสมควร แถมเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยังพักตรงเวลาเป๊ะ คือ 11.30-13.30 น.ถ้าข้ามไปช่วงนี้แล้วไม่อยากรอ ก็ต้องเสียค่าล่วงเวลาอีกสิบพันกีบ

 

น้ำซัน NAM XAN

น้ำซันไหลลงน้ำโขง ฝั่งตรงข้ามคืออำเภอบึงกาฬ

แม่น้ำ 2 สายไหลมาจ๊ะเอ๋กัน ชาวบ้านเรียกจุดนี้ว่า น้ำสองสี น้ำจากน้ำซันจะใสกว่าน้ำโขง

พาหนะหลักของชาวปากซัน เห็นไหมล่ะว่าเขาช่วยป้องกันโลกร้อนกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

โรงแรมสำคัญของเมืองนี้

เวลาทำการของลาว ไปช้านิดเดียวก็ต้องจ่าย OT ให้เจ้าหน้าที่

ท่าเรือปากซัน เดินขึ้นลงก็ชันน่าดู

นักเรียนกลับไปทานอาหารกลางวันที่บ้านแล้วกลับมาเรียนตอนบ่าย

รถโดยสารเวียงจัน-ปากเซ