หน่วงให้ช้า มอง-ดู-เห็น ลองของ ปลดกรอบให้หลวม ไม่เป้นไรหรอก ไม่เห็นเป็นอะไร ฝืนอย่างละเมียดละไม หยุดคำว่า "ต้อง"

ขอลอกเลียนเคล็ดลับที่ใหญ่ชอบใช้มาทดลองทำดูหน่อยว่าให้ผลอะไร เคล็ดลับนี้ตาลแห่งห้องนั่งเล่นเคยบอกให้ได้ยินในวันที่ไปถึงห้องนั่งเล่นครั้งแรกค่ะ เธอเล่าว่า เธอมักจะถูกถามด้วยคำถามว่า "รู้สึกอย่างไร เรียนรู้อะไร"

มองภาพรวม อืม! รับรู้ความแตกต่างระหว่างคำว่า "มอง"กับ "ดู" เรียนรู้ว่า สองคำนี้มีระดับความละเอียดไม่เท่ากัน

ลองนำสองคำมารวมกัน อืม! รับรู้ว่า "มอง-ดู-เห็น" มันเกิดพร้อมกันเร็วมาก ในขณะที่ "มอง" ใจไม่รับรู้ ในขณะที่ "ดู" ใจเริ่มรับรู้แต่ยังไม่ให้เสียง ความคิดยังไม่เริ่มทำงานตัดสิน ในขณะที่ "เห็น" เป็นเวลาที่ความคิดเริ่มทำงานตัดสิน แล้วบอกให้ใจให้เสียงออกมาให้ได้ยินเป็นเสียงแรก

เสียงแรกที่ได้ยินทำหน้าที่ปกป้องตัวตนให้อยู่รอด ซึ่งในกรณีของวิถีที่เชียงใหม่ที่นำมาทบทวนบทเรียนรู้นี้ เป็นการอยู่รอดของใจที่อยู่ภายในตัวตนค่ะ

เมื่อใจสั่งให้ปกป้อง ตัวตนก็ตื่นขึ้น แล้วคอยบอกให้ใจส่งเสียงต่อไป จึงมีเสียงแรกของผู้นำทิศอื่นๆส่งเสียงออกมาเพื่อปลุกให้ตัวตนอื่นๆตื่นขึ้นมาช่วยให้ใจอยู่รอดต่อไป ความผ่อนคลายที่เกิดจากการไม่ติดกรอบเวลา การไม่มีเงื่อนไขในการดำรงอยู่ในวิถี การที่สิ่งแวดล้อมทำให้ใจมีเสียงแรกบอกว่า "ปลอดภัย ผ่อนคลาย" อีกทั้งกายก็ไม่มีปัญหาอะไรในการดำรงอยู่ ทำให้นิเวศของฉันสมดุลในขณะที่อยู่ที่คณะเภสัชศาสตร์ในวันนั้น ผลความสัมพันธ์ในนิเวศทำให้ทั้งกายและใจของฉันอยู่รอดและอยู่ร่วมกันอย่างผ่อนคลาย ยังผลให้ใจรับรู้กับความสุขที่เกิดขึ้น

ข้อแนะนำไว้พัฒนาตนก็คือ ถ้ารู้จักหน่วงให้ความคิดช้าลงจนกริยา 2 คำแรกมีระยะห่างกันสักหน่อยหรือปล่อยวางความคิดในขณะ "มอง" "ดู" สิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะ "เห็น" ต่างกัน

"เห็น" มีผลมาจากใจสัมพันธ์กับความคิดผสมกันจนละเมียด ณ เวลาหนึ่งออกมาเป็นการรับรู้ด้วยเสียงแรกที่ได้ยิน

การไม่มีเงื่อนไข คือ การหลุดกรอบใดๆ เป็นเรื่องหนึ่งที่พึง "ลอง" "ฝืน" พัฒนาตน การจะหากรอบให้เจอ พึงฝึกฝนการหน่วงตัวเองให้ฟังจนได้ยินเสียงแรก ณ เวลาหนึ่งของผู้นำแต่ละคน ได้ยินแล้วให้เชื่อมโยงกลับมาใคร่ครวญและฟังเสียงแรกที่เป็นเสียงเริ่มต้นอีกครั้ง แล้วจะพบทางสว่างของการแปลงร่างด้วยอาวุธคือผู้นำสี่ทิศให้สมดุล

บรรยากาศของความผ่อนคลาย สร้างได้ด้วยการปลดกรอบเวลาให้หลวม การไม่มีเงื่อนไขเป็นกรอบรัดรึงผู้คน ช่วยปลดล็อคให้เกิดความผ่อนคลายขึ้น บางทีเราก็ไม่รู้ว่า เราติดกรอบ หรือไม่ จนกว่าเราจะหน่วงตัวเองจนมีเสียงในตัวเราเตือนขึ้นให้เกิดความสะกิดใจ

 

 

บทสรุป : หน่วง "มอง-ดู-เห็น" เพื่อให้ได้ยินเสียงแรกที่เริ่มต้นให้ชัดๆ

ใจมีเสียงด้วยน่ะ

รสชาติของการลองของ เป็น การเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่เป็นผลมาจากใจสั่งมาให้ฝึกเดินออกจากพื้นที่ไข่แดงซะบ้าง

เมื่อได้ลองแล้วก็ได้ลิ้มรสชาติของมันว่า "ไม่เห็นเป็นอะไร"

การที่ไม่ยอมลอง ไม่ใช่เพราะความเป็นหนู ไม่ใช่เพราะใจสั่งมา แต่เป็นเพราะ "กายต้องการให้ใจอยู่รอดจึงส่งเสียงสั่งให้ผู้นำทิศอื่นๆมาปกป้องหนูตะหาก"

ปลดกรอบเวลาให้หลวม ปลดกติกาที่รัดรึงให้หลวม ความผ่อนคลายจะเกิดขึ้นมาเอง

Keywords : หน่วงให้ช้า มอง-ดู-เห็น ลองของ ปลดกรอบให้หลวม ไม่เป็นไรหรอก ไม่เห็นเป็นอะไร ฝืนอย่างละเมียดละไม