GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ภาพ(เก่า) เล่าเรื่อง

" Children's Village School " ซัมเมอร์ฮิลล์เมืองไทย

บางคนเคยกล่าวไว้ว่า “ สายน้ำไม่เคยไหลกลับฉันใด อดีตไม่สามารถจะย้อนคืนกลับมาได้เช่นกัน ”  แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือความทรงจำ

ความทรงจำที่ดีๆ ของดิฉัน เกิดขึ้นกลายคราในช่วงชีวิต ตั้งแต่จบมัธยมแล้วได้เข้าไปเรียนที่เชียงใหม่  ความทรงจะดีๆ ในรั้วสีม่วงแถวตีนดอยเป็นช่วงหนึ่งที่ไม่อาจลืม  และช่วงชีวิตหนึ่งที่ยังประทับใจไม่ลืมคือช่วงที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางต้นไม้และสายน้ำ ริมแควใหญ่ เมืองกาญจนบุรี ภายใน โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ” หรือ ซัมเมอร์ฮิลล์เมืองไทย

ย้อนหลังไป 12-13 ปี ดิฉันได้มีโอกาสเข้าทำงานเป็น “ เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร หรือเป็นครูพี่เลี้ยงของโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ” ซึ่งจะเรียกว่าครูก็ไม่เชิงนัก เพราะไม่ได้สอนจริงจัง  แต่ส่วนใหญ่ดูแลเด็กๆ ที่บ้านเด็กหญิง และดูแลห้องสมุด ให้เด็กๆมีหนังสือดีๆ อ่านเยอะๆ

รูปนี้ถ่ายเมื่อปี 36 มีดิฉันในภาพด้วยค่ะ

ห้องสมุด ที่สร้างบริจาคโดยชาวญี่ปุ่น

มีพี่ๆครูสมัยนั้นเคยบอกดิฉันว่า คนภายนอกมักจะมองว่าที่นี่เป็นคอมมิวนิสต์รึป่าว ( ฮา ) เพราะเป็นโรงเรียนที่เหมือนหมู่บ้าน เนื่องจากแยกไม่ออกระหว่างบ้านกับอาคารเรียน บางชั้นเรียนใต้ถุนบ้าน เรียนใต้ต้นไม้ก็มี  ที่สำคัญคือ ไม่มีเสาธงชาติ
แต่นานๆไปดิฉันก็เริ่มเข้าใจ และไม่ใส่ใจความแปลกของที่นี่ เพราะคิดว่ามันไม่สำคัญเท่ากับปรัชญาของโรงเรียน ที่เน้นการสอนให้เด็กมีความสุข มากกว่าการบังคับ  และให้เด็กมีเสรีภาพ  เพราะเด็กเหล่านี้ถูกทำร้ายและทอดทิ้งมาพอแล้ว

ที่แปลกกว่าภายนอกอีกอย่างคือ เด็กๆจะเรียกครูว่า แม่..  ตามด้วยชื่อ  จะมีบ้างบางคนที่อายุน้อย เค้าก็จะเรียกว่าพี่  สำหรับดิฉัน เด็กอนุบาลและเด็กเล็ก จะเรียกว่า แม่...  เด็กโตส่วนใหญ่จะนับถือเป็นพี่มากกว่า

กิจวัตรประจำวันของเด็กหมู่บ้านเด็ก คือ เช้ากินข้าวที่บ้านพัก แล้วไปโรงเรียน  กลางวันหลังระฆังดัง ต้องถือจานหรือถาดหลุมมาเข้าแถวรับอาหาร ( แรกๆที่ไปอยู่ เคอะเขินไงไม่รู้ ที่ต้องถือถาดหลุมหรือจานไปรอรับข้าวเหมือนเด็กๆ แต่นานๆไปก็ชินค่ะ )  บ่ายฝึกอาชีพ เช่นทำเกษตร ทอผ้าบาติก ตก 4 โมงเย็น เวรคุณครูจะมาเคาะระฆังเพื่อให้เด็ก “ ลงท่าน้ำ ”  ซึ่งก็คือให้เด็กๆ หอบเสื้อผ้าลงไปอาบน้ำริมแม่น้ำแควใหญ่

บรรยากาศที่ดิฉันรู้สึกว่ามีความสุข สดใสมากคือช่วงพาเด็กลงท่าน้ำ พอระฆังดัง  หง่าง หง่าง  เด็กๆ เค้าจะเตรียมเสื้อผ้ามาคอยแล้ว เด็กโตจะมีเวรเอากาละมังซักผ้าให้เด็กเล็ก ผงซักฟอก สบู่มาด้วย  พอถึงท่าน้ำ ต่างคนต่างก็โดดลงน้ำ ตูมม ตูมม   แม่น้ำแควน้อย ถ้าไม่ใช่หน้าน้ำหลาก น้ำจะใส น่าเล่นมาก

 

ทุกสัปดาห์ในวันพฤหัส ( ถ้าจำไม่ผิดนะคะ เพราะผ่านมานานหลายปีเหลือเกิน )  จะมีเวรครูและเด็กโตขึ้นรถคอกหมู ( หรือรถสองแถวคันสูงๆ )  ไปซื้อกับข้าวมาตุนไว้ที่โรงครัว 

วันศุกร์จะเป็นวันประชุมสภาโรงเรียน บรรยากาศก็จำลองสภาผู้ใหญ่มาเลยค่ะ แถมมีประธานเป็นเด็กด้วย  เด็กที่นี่รักประชาธิปไตยมาก  พอมีคนฟ้องว่าใครทำผิด จะต้องกำหนดบทลงโทษ จะมีเด็กๆ กล้ายกมือแสดงความคิดเห็นกันทุกคน

ห้องประชุมสภาโรงเรียน และใช้ดูทีวีร่วมกันด้วยค่ะ

ส่วนวันเสาร์จะเป็นกิจกรรมการแสดงบนเวที  รายการนี้ก็ฟรีสไตล์ เด็กที่นี่จะกล้าแสดงออก ใครอยากแสดงอะไรให้เพื่อนดู ก็สามารถขึ้นไปบนเวทีได้  บางทีครูเองที่ต้องมาประชุมดูการแสดงด้วย ยังอดเล่นสนุกกับกิจกรรมโยกซ้าย ย้ายขวาของเค้าไม่ได้เลย

เด็กๆในโรงเรียนหมู่บ้านเด็กไม่มีโทรทัศน์ให้ดูตามบ้านหรอกนะคะ จะมีโทรทัศน์ส่วนกลางคือที่ห้องประชุม ฉะนั้นวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้นจึงจะได้ดูรายการทีวี เช่นการ์ตูน หนังไทย หนังฝรั่ง และสารคดี ( ไม่แน่ใจเดี๋ยวนี้ยังมีอยู่หรือเปล่าน๊อ ไม่ได้ไปเยี่ยมซะนานมาก )

เด็กๆที่ดิฉันเคยอาศัยอยู่ด้วย หลายคนคงโตมากแล้ว  มีเด็กผู้ชายซนๆ ที่อยู่บ้านเดียวกันคนหนึ่งชื่อ “ โอ” มีวีรกรรมดื้อเหลือรับประทาน  วิ่งไล่จับมาอาบน้ำ มากินข้าว ไม่รู้กี่หน  แต่ก็ยังผูกพันและนึกถึงจนทุกวันนี้ ป่านนี้คงโตเป็นหนุ่มแล้วล่ะ   

บ้านพักของเด็กๆหมู่บ้านเด็ก จะพักอยู่ร่วมกับผู้ใหญ่ บ้านหนึ่งจะมีครูผู้ใหญ่อยู่ดูแลประมาณ 1-2 คน  ส่วนเด็กจะมีเด็กเล็กเด็กโตปะปนกันไป และแยกพักระหว่างบ้านผู้ชาย กับผู้หญิง ยกเว้นเด็กอนุบาล จะพักบ้านครูผู้หญิงได้ เพราะจะดูแลดีกว่า   

บ้านแม่ณี หลังนี้เคยนอน

พี่สาวที่เป็นคุณครูใจดีบ้านเดียวกันกับดิฉันชื่อ แม่ณี หรือพี่ณี  “ คุณครูอรุณี บุญโย ”  ดิฉันทราบจาก Website มูลนิธิเด็กว่า ปัจจุบันเธอยังเป็นคุณครูอยู่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กเหมือนเดิม  ต้องยอมรับนับถือในอุดมคติของแม่ณีจริงๆ เพราะพี่ณีเป็นครูที่เอาใจใส่เด็ก  สอนเด็กเก่งมาก และยังเป็นแม่ที่ดูแลเด็กที่นี่มาถึง 16 ปี  ขนาดมีหนังสือพิมพ์นำเอาเรื่องราวของเธอไปลงในคม ชัด ลึกเลยค่ะ

ถ้ามีโอกาสเจอหรือมีโอกาสได้เห็นงานเขียนนี้ อยากบอกพี่ณีว่า ยังคิดถึงพี่ณีเสมอ

ต้องขอบคุณแม่แอ๊ว หรือคุณครู รัชนี ธงไชย ครูใหญ่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก  ที่ให้โอกาสดิฉันได้เข้าทำงานที่นั่น ทำให้ได้ประสบการณ์มากมาย ที่แม้ตำราหรือในห้องเรียนก็หาไม่ได้
ถ้าใครอยากรู้จักโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ลองแวะเข้าไปชมได้ที่นี่นะคะ  http://www.ffc.or.th/mbd/

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 22108
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 5
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (5)

ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อ 60 กว่าปีที่แล้วจะเป็นเช่นนี้
  • ขอขอบคุณอาจารย์ศศิธร...
  • ตอนเป็นนักศึกษาอ่านเรื่อง "ซัมเมอร์ฮิลล์" แล้วประทับใจมาก เพิ่งมีโอกาสเห็นภาพจริงจากบล็อกของอาจารย์เป็นครั้งแรก
  • อยากให้เด็กไทยมีโอกาสเติบโตขึ้นมาในท่ามกลาง "บรรยากาศแห่งโอกาส (opportunity atmosphere)" เช่นนี้ครับ...
  • ลืมกล่าวชมอย่างหนึ่งว่า
    อาจารย์เขียนได้คล้ายกับเป็นนักเขียนอาชีพทีเดียว
    (ที่ไม่เหมือนเพราะ... มือโปรจริงๆ มักจะต้องพัฒนาเอกลักษณ์ใหม่ขึ้นมา ทำให้ลีลาต่างจากคนอื่น)
  • บันทึกของอาจารย์ดูมีความเป็นตัวของตัวเองสูงคล้ายกับนักเขียนอาชีพท่านอื่นๆ...
  • เรียนเสนอให้ลองเขียนเป็น "ชุดบทความ (series)" ครับ
ไม่แปลกใจเลยค่ะ ว่าทำไมพี่ปุ๊กถึงรู้สึกผูกพันธ์กับเมืองกาญจนบุรี และ โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เพราะดิฉันรู้สึกได้ทุกครั้ง คราใดที่พี่ปุ๊กได้พูดถึงเมืองกาญจน์ฯ และเด็กๆที่นั่น แววตาจะเปล่งประกายมีความสุขทุกครั้ง ดิฉันเชื่อว่าน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ และน่าจะเป็นความประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว

ปัจจุบันนี้หมู่บ้านเด็กก็ยังคงมีเรื่องราวความสนุกสนาน มีเปลี่ยนบ้างลองมาเยี่ยมชมอีกซิ่ค่ะตอนนี้โอโตเป็นหนุ่มแล้วเรียนมหาลัย  ปี 3