การใช้ชีวิตอย่างมีค่า คือการสร้างคุณค่าชีวิตของตนเองและสร้างคุณค่าชีวิตของผู้อื่น

          คงต้องเริ่มต้นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เมื่อว่างเว้นจากการเขียนเรื่องราวใน Blog เป็นระยะเวลานาน ๆ ดูแล้วคล้ายเป็นเรื่องแก้ตัว แต่ทุกครั้งเป็นเรื่องจริง คราวนี้ผมหายไป เพราะไปประชุมที่ชุมพร หลายวัน ได้พบได้เห็นเรื่องราวดี ๆ มากมาย วันหลังจะเล่าให้ฟัง (อ่าน) แต่วันนี้ตั้งใจจะเขียนเรื่อง แม่อ้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมประทับใจมากก่อน

          คงจะจำกันได้ว่า ครั้งหนึ่งผมเขียนเรื่อง อยากเห็นสิ่งดีๆในจอทีวีตลอดไป ที่เล่าเรื่องราวของโฆษณาที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกที่ดี ๆ ในช่วงนี้ผมพบโฆษณาชิ้นหนึ่งที่ผมค่อนข้างประทับใจอีกแล้ว รู้สึกจะเป็นการนำเสนอของไทยประกันชีวิต เรื่อง แม่อ้อย

         แม่อ้อย เป็นหญิงวัยกลางคน ที่ค่อนข้างมีจิตเมตตาต่อผู้ยากไร้ทั้งหลาย  ทั้ง ๆ ที่ฐานะของเธอก็ไม่สู้ดีเท่าไร เธอเก็บเด็กมาเลี้ยง 4 คน เป็นเด็กผู้ชายขี้ขโมย 1 คน เด็กที่ป่วยเป็นโปลีโอ 1 คน เด็กขอทาน 1 คน และเด็กหญิงกำพร้าอีก 1 คน ทั้ง 4 คนอยู่ในความอุปการะของแม่อ้อย เธอให้ความช่วยเหลือเขาเหล่านั้นด้วยความรัก ความห่วงใยเสมอมา พยายามช่วยให้เขารู้จักการช่วยเหลือตัวเอง และละทิ้งนิสัยไม่ดีทั้งหลาบให้หมดไป

          ด้วยความรักความผูกพัน บวกกับการห่วงหาอาทร ทำให้เด็กเหล่านี้มีความสุขตามอัตภาพ  กลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกันที่ขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้ จุดสุดยอดของโฆษณาอยู่ตรงที่ว่า หมอบอกว่าแม่อ้อยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี  เธอบอกหมอว่าไม่เป็นไร ยังมีเวลาเหลืออีกมาก ในการดูแลช่วยเหลือเพื่้อนมนุษย์ด้วยกัน และเธอจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีค่า 

          การใช้ชีวิตอย่างมีค่า คือการสร้างคุณค่าชีวิตของตนเองและสร้างคุณค่าชีวิตของผู้อื่น ผมดูครั้งแรก ผมนื่งอื้งอยู่นาน พร้อมกับถามตัวเองว่า แม่อ้อยตัวจริงอยู่ที่ใหน ถ้าผมรู้ ผมจะไปพบเธอ เพื่อขอรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวของเธอให้มากกว่านี้ แต่ผมคงไม่มีทางรู้ว่าแม่อ้อย คือใคร