วันนี้เราเรียนเรื่องการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหาเรื่องการสื่อสาร โดยเฉพาะการพูดจากัน เช่น ข่าวว่าจะมีการส่งเสียงทางไกลถ่ายทอดมายังเวทีชุมนุนคนเสื้อแดง พวกเรายิ่งตื่นเต้นกันใหญ่ จะว่ากระต่ายตื่นตูมก็ไม่ใช่ เพราะมันมีเหตุอันควรให้เชื่อได้ คืนนี้ทหารร่วมกับตำรวจออกมารักษาความสงบร่วมกันหลายกองร้อย สาเหตุอาจจะมาจากคนไทยปากเปียกปากแฉะกันนั่นแหละ

รศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นผู้บรรยายอาจารย์ให้ความรู้ที่เป็นประเด็นสำคัญสอดคล้องกับสถานการของบ้านเมือง

 

(พี่สีน้อย เกษมสันต์ ณ อยุธยา)

บางคนพูดจามะนาวไม่มีน้ำ

บางคนปากหวานก้นเปรี้ยว

บางคนพูดเอาแต่ได้

บางคนพูดแล้วถึงได้คิด

บ้างคนพูดกระแหนะกระแหน

บางคนปากปราศัยน้ำใจเชือดคอ

 

อานุภาพของลมปากนั้นร้ายนัก

ขงเบ้งพูดให้จิวยี่กระอักเลือดตายมาแล้ว

โบราณมีคำสุภาษิตไว้ว่า

ปากเป็นเอกเลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี

สุนทรภู่ให้ข้อฉุกคิดเกี่ยวกับการพูดไว้..

ลมปากหวานหูไม่รู้หาย

   

                    (ช่วงที่1นั่งแบบไม่รู้ไม่ชี้)

ถ้าแต่ละเวทีการเมืองพูดจาตามตัวอย่างนี้เรื่องจบไปแล้ว

ทุกเวทีพูดเอามันส์เข้าว่า

ทั้งๆที่พูดใส่ไมค์โคโฟนก็ลืมตัวตะโกนจนเสียงแหบเสียงแห้ง

การพูดแบบขั้วบวกขั้วลบเช่นนี้  อยากนักที่จะอี๋อ๋อกันได้ 

   

                  (ช่วงที่2 ขยับมาคุยกัน)

อาจารย์ฉันทนาพูดเรื่องความไว้วางใจ วิเคราะห์ปัญหาความไม่ไว้วางใจ ระดมความเห็นเพื่อฟื้นฟู และสร้างความไว้วางใจ แล้วโยนคำถามใส่พวกเรา..

ทำไม  คนในพื้นที่มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อการทั้งๆที่อาจรู้เบาะแส

ทำไม  การชุมนุมซึ่งน่าจะเป็นวิถีประชาธิปไตย จึงถูกมองว่าเป็นปัญหา

ทำไม  จึงไม่เห็นผู้นำศาสนาแสดงบทกำกับ ควบคุมความรุนรง

ทำไม  คนที่ทำหน้าที่เยี่ยวยาจึงมีชื่ออยู่ในบัญชีดำ

ทำไม  ทำไม ..(อีกหลายทำไม)

  

                (ช่วงที่3 ยิ้มแย้มแจ่มใส)

ฐานะของความไว้วางใจ

·        การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร

·        การเสริมสร้างความร่วมมือ

·        การร่วมแก้ไขปัญหา

ความไว้วางใจ เป็นทุนทางสังคมประเภทหนึ่ง

 

                (ช่วงที่4กินข้าวร่วมโต๊ะ

ทำความเข้าใจ กับ ความไว้วางใจ

·        ความไว้วางใจมาจากไหน

·        ขึ้นอยู่กับอะไร

·        การสูญเสียความไว้วางใจ

 

ประเด็นความสูญเสียความไว้วางใจนี่แหละที่ก่อปัญหาทางสังคมอยู่ในขณะนี้ อาจจะเรียกว่าวิกฤติศรัทธาได้หรือเปล่าไม่รู้นะครับ มองหาใครจะมาประสานใจ หรือเป็นคนกลางในการเจรจายากมาก ถ้าเริ่มต้นไม่ไว้วางใจ-ไม่สนิทใจที่จะพูดกันแล้ว มันก็เหมือนใส่หน้ากากเข้าหากัน แต่อาจารย์ยังให้ความหวังว่า..ความไว้วางใจนั้นไม่ได้มีที่มาจากสิ่งเดียว และการสูญเสียความไว้วางใจบางสิ่งไม่ได้หมายความว่าสูญเสียความไว้วางใจไปทั้งหมด การไว้วางใจไม่ได้เต็มร้อยเสมอไปก็ได้..

 

ระหว่างที่ผมนั่งฟังอาจารย์บรรยายเพลินอยู่นั้น

พี่สีน้อย เกษมสันต์ ณ อยุธยา

เดินมากระซิบว่า..ครูบาเอากล้องมาไหม

พร้อมกับโบ้ยให้ผมมอง2หนุ่มใหญ่ที่นั่งคู่กัน

นายโกวิทย์ ธารณา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.พรรคพลังประชาชน

ทั้ง2ท่านเป็นนักศึกษาที่เอาการเอางานมาก

ไม่เคยขาดเรียน..แต่ไม่เคยนั่งประกบกันเช่นนี้มาก่อน

 

ผมคว้ากล้องเดินไปด้านข้าง

แอบกดชัตเตอร์ตามอริยาบท

..ตอนแรกๆทั่งคู่นั่งไม่รู้ไม่ชี้

ต่อๆมาก็ค่อยๆหันหน้าเข้าหากัน

มีท่วงทำนองปรึกษาหารือกันด้วยนะ

ช่วงท้ายๆเห็นยิ้มแย้มให้กัน

แล้วยังชวนกันไปนั่งรับประทานอาหารโต๊ะเดียวกัน

ผมอยากรู้จังเลยว่าทั้ง2คุยอะไรกัน

จะถามเพื่อนร่วมโต๊ะก้เกรงว่าจะเสียการ

 

สิ่งที่เล่ามานี้ ตีความเชิงประจักษ์ได้พอสมควร

ปัญหาการเมืองขณะนี้

น่าจะตรงกับที่อาจารย์บรรยายไว้ว่า..

ความไว้วางใจนั้นเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายเสมอ จะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับระดับความคาดหวังต่อกัน  การไม่สนใจแจกแจงให้ได้ว่าสังคมไว้วางใจกันด้วยเงื่อนไขอะไร หรือการใช้เพียงสามัญสำนึกแต่เพียงอย่างเดียว อาจส่งผลให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนดความสัมพันธ์หรือความเป็นไปในสังคม

 

ปากจึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังถ้ารู้จักวิธีใช้

ถ้าใช้ไม่เป็น แกว่งปากหาเสี้ยน  

ปากไม่มีหูรูด ปากอาจจะมีสีก็ได้

การทำให้คนอื่นไว้ใจ ต้องควบคู่ไปกับการเรียนรู้ที่จะไว้ใจคนอื่น สังคมที่มีความไว้วางใจ คือสังคมที่ไปมาหาสู่กัน หรือสังคมที่มีวัฒนธรรมแบบสมาคม

 

หรือจะเอาอย่างที่เสนอตอนที่แล้ว

อย่าลืมนะจ๊ะ อย่าหวงยิ้ม

ไปไหนพกยิ้มไปด้วย

เอายิ้มเป็นใบเบิกทาง

อ่านถึงตรงนี้ก็ทดลองยิ้มดูสิ อิ อิ..