ประเทศไทย และคนไทยจะต้องหวนกลับไปใช้ พุทธภาษิต "อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ" ในการดำเนินชีวิตให้มากขึ้น...แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะถูกนำมาปรับใช้ในวิถีชีวิตของคนไทยเพิ่มมากขึ้น.

     ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า บันทึกนี้เขียนโดยคนที่ไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ครับ แต่เขียนโดยความเข้าใจของคนๆ หนึ่ง...ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์

  1. วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 "Tomyamgoong disease" และ
  2. วิกฤตเศรษฐิกจปี 2551 "Hamburger disease"

     วิกฤตต้มยำกุ้ง เกิดจากการที่สถาบันการเงินต่างๆ ในประเทศไทย กู้เงินจากต่างประเทศเข้ามาเก็งกำไรกันมากเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปเก็งกำไรทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ทีนี้พอ "ฟองสบู่" แตก...สถาบันการเงินต่างๆ ก็ล้มครืนกันลงมา จนประเทศไทยต้องไปกู้เงินจาก "ไอเอ็มเอฟ"

     ผลกระทบทันที คือ ค่าเงินบาทไทยเมื่อเทียบกับค่าเงินสหรัฐร่วงกราวรูดไปถึง 50 กว่าบาท ก่อนที่กลับมาเสถียรภาพอยู่ที่ประมาณ 41 บาท...(ต่อมาอีก 11 ปี ค่าเงินมาเสถียรอยู่ที่ 33-34 บาท)

     ผลกระทบต่อบุคคล คือ บริษัทต่างๆ โดยเฉพาะสถาบันการเงิน มีเลิกจ้าง หรือจ้างคนให้ออกจากงาน ส่งผลกระทบต่อสังคม และครอบครัว

     แต่ช่วงนั้นภาวะการส่งออกของไทยดี..มีความต้องการสั่งซื้อสินค้าเข้ามามาก เพราะค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงไปมากนั่นเอง...และประเทศไทยก็ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรวดเร็ว

     Hamburger disease สิ่งที่เหมือนกันกับวิกฤตต้มยำกุ้ง คือ การล้มครืนของสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา และลุกลามไปยังประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น อังกฤษ และญี่ปุ่น...และผลกระทบจะลุกลามมายังประเทศไทย...ซึ่งจะเห็นผลชัดเจนในต้นปี 2552

     ส่วนที่ต่างกันระหว่าง Hamburger disease และ วิกฤตต้มยำกุ้ง มีหลายประเด็น ขอยกมาเพียงบางประเด็น

  1. เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งจะลามไปทั่วโลก ทำให้กำลังซื้อของประเทศต่างๆ ลดลง มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย...ที่เราเห็นได้ชัดคือ ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
  2. เมื่อกำลังซื้อลดลง ทำให้ภาวะการส่งออกของไทย ชลอตัว คำสั่งซื้อใหม่ๆ จะไม่มี ส่งผลให้ราคาพืชผลทางเศรษฐกิจของไทย ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ที่เห็นชัดเจน คือ ราคาข้าวโพด, ข้าว, ยางพารา, มันสำปะหลัง ฯลฯ และ จะตามมาอีกหลายตัว...มากจนกระทั่งรัฐบาลประกันราคาไม่ไหว..หนี้สินของเกษตรกรจะเพิ่มขึ้น..เกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมาก
  3. อุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะที่เป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แทบจะไม่มีคำสั่งซื้อใหม่ๆ ส่งผลต่อการจ้างงาน ซึ่งคาดว่า จะเกิดภาวะคนว่างงานประมาณ 1 ล้านคน
  4. นิสิต นักศึกษา ที่จบใหม่ ในปี 2552 ต่อเนื่องไปปี 2553 และย้อนหลังไปปี 2551 จะตกงานสะสม ทำให้ยอดคนตกงานอาจเพิ่มเป็น ๒ ล้านคนเลยทีเดียว

     จากที่กล่าวมาทั้งหมด ผมอยากชี้ให้เห็นว่า "ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์" จากสำนักต่างๆ พอถึงยุคนี้ สมควรต้องมีการสังคายนากันใหม่....ลัทธิบริโภคนิยม เห็นอะไรใหม่ๆ เป็นอยากซื้อ (ถ้ามีเงิน) ถึงคราวที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่..โลกจะหมุนกลับ..

     ประเทศไทย และคนไทยจะต้องหวนกลับไปใช้ พุทธภาษิต "อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ" ในการดำเนินชีวิตให้มากขึ้น...แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะถูกนำมาปรับใช้ในวิถีชีวิตของคนไทยเพิ่มมากขึ้น....จบ

beeman by Apinya

มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์  
神奇的蜂爷
  
(shen2  qi2  de1  feng1  ye2)

 

ปล. ได้ความรู้เพิ่มเติมว่า "วิ-กริด" เขียนได้ ๒ แบบ คือ "วิกฤต" กับ "วิกฤติ" ตามพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542  http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp

วิกฤต, วิกฤต, วิกฤติ, วิกฤติ [วิกฺริด, วิกฺริดตะ,วิกฺริด, วิกฺริดติ] ว. อยู่ในขั้นล่อแหลมต่ออันตราย
 เช่น การเมืองอยู่ในขั้นวิกฤติ, มักใช้แก่เวลาหรือเหตุการณ์ เป็น
 วิกฤติกาล หรือ วิกฤติการณ์, อยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ เช่น
 มุมวิกฤติ จุดวิกฤติ. (ส.; ป. วิกต, วิกติ).