คำถาม-คำตอบ

คำถาม-คำตอบ เกี่ยวกับการจัดการความรู้
คำถาม

1.  การจัดการความรู้คืออะไร?
คำตอบ
 การจัดการความรู้  คือ   การจัดการสารสนเทศ (Information)  และการบริหารคน  (People)  ในทุกองค์กรมีการใช้สารสนเทศ ที่จัดเก็บไว้ในรูปดิจิทัลและจัดเก็บความรู้ใหม่ที่บุคคลในองค์กรมีการเผยแพร่และแบ่งปันการใช้สารสนเทศในองค์กร   จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  เช่นระบบอินทราเน็ตและโซลูชั่นกรุ๊ปแวร์เป็นเครื่องมือ     โดยการจัดเก็บความรู้นั้นไม่เพียงเฉพาะความรู้ในองค์กร  แต่เป็นความรู้นอกองค์กรที่มีประโยชน์ ต่อ การทำงานขององค์กรด้วย
 นอกจากนี้  ยังได้มีนักวิชาการมากมายให้ความหมายการจัดการความรู้ ดังเช่น ศ.นพ.วิจารณ์  พานิช   ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้    การจัดการความรู้  หมายถึง  การรวบรวม  การจัดระบบและการเข้าถึงข้อมูลเพื่อสร้างเป็นความรู้  การจัดการความรู้เป็นเรื่องของการแบ่งปันความรู้  พฤติกรรมภายในองค์กร  วัฒนธรรม  พลวัต  และวิธีการปฏิบัติ มีผลต่อการแบ่งปันความรู้  การจัดการความรู้ เป็นเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร  การประเมิน “ต้นทุนทางปัญญา”  และผลสำเร็จของการประยุกต์ใช้  เป็นดัชนีบอกว่าองค์กรมีการจัดการความรู้อย่างได้ผลหรือไม่ 

คำถาม
2.  “ต้นทุนทางปัญญา”  (Intellectual  Capital)  คืออะไร
คำตอบ
 คำว่า  “ต้นทุนทางปัญญา”  (Intellectual  Capital)    หมายถึง  ความรู้  ข้อมูลข่าวสาร  ทรัพย์สินทางปัญญา  และประสบการณ์  ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการสร้างความมั่งคั่งได้ 
 สิ่งที่รวมอยู่ใน  “ต้นทุนทางปัญญา”  อาจมีรายการที่แตกต่างกัน  แล้วแต่วิธีคิด  และความเห็นของนักวิชาการแต่ละคน โดยมากมักรวม  ต้นทุนด้านคน (Human  Capital)  ต้นทุนด้านโครงสร้าง (Structural  Capital)  ต้นทุนด้านทรัพย์สินทางปัญญา  (Intellectual  Property)ต้นทุนด้านลูกค้า   ต้นทุนด้านตลาด 

คำถาม
3.  องค์ประกอบของการจัดการความรู้ มีอะไรบ้าง ?
คำตอบ
  องค์ประกอบของการจัดการความรู้  มีดังนี้
1. ด้านคน   
  การแข่งขันเพื่อความได้เปรียบขององค์กรมุ่งที่ความสามารถของคนในองค์กร การพัฒนาคนในองค์กรจึงมีความสำคัญเป็นอันดับแรก  ในบางทฤษฎีเน้นการจัดการความรู้ว่าเป็นการพัฒนาคนในองค์กรโดยร้อยละ  80  เป็นการใช้สมองของมนุษย์  อีกร้อยละ 20 เป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  เพราะหัวใจของการจัดการความรู้ คือ  การรวบรวมความรู้  (Gathering information) และการวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้ (Sythesizing) รวมถึงการนำความรู้นั้นไปใช้ ตามโมเดลการจัดการความรู้คือการสร้าง  (Creating)   การจัดการ  (Organizing) และการนำไปใช้ (Applying  knowledge)
2. ด้านกระบวนการ 
 กระบวนการของการจัดการความรู้ประกอบด้วยแนวทาง และขั้นตอนการจัดการความรู้เป็นการแยกแยะว่า  ความรู้ชนิดใดที่ควรนำมาใช้ในองค์กร แล้วนำความรู้นั้นมากำหนดโครงสร้างรูปแบบและตรวจสอบ ความถูกต้อง ก่อนที่จะนำมาผลิตเผแพร่  โดยการบริหารกระบวนการนั้นจะต้องเข้าใจวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ขององค์กรว่าต้องการให้บรรลุเป้าหมายอะไร
3. ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 
 การจัดการความรู้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือเพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานของความรู้ในองค์กรให้เป็นความรู้ที่เกิดประโยชน์ต่อบุคคลนั้น  ในเวลาและรูปแบบที่บุคคลนั้นต้องการ  แนวคิดของเทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดการความรู้ มีความหมายกว้างกว่า เทคโนโลยี WWW เนื่องจากเป็นความพยายามในการยกระดับแนวคิด ในการรวบรวมความสามารถของเทคโนโลยีและความรู้ของบุคคล  โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ  โครงการนำร่องของการจัดการความรู้พัฒนาขึ้นใช้ในอินทราเน็ต ฐานข้อมูล  หรือกรุ๊ปแวร์  ที่ให้บุคคลในองค์กรสามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดการความรู้รวมถึงระบบการจัดการเอกสาร (Document management systems) การค้นคืนสารสนเทศ (Information retrieval engines) ฐานข้อมูล  เชิงสัมพันธ์และเชิงวัตถุ (Relational  and  object databases) ฯลฯ

คำถาม
4. “โมเดลปลาทู” เป็นโมเดลอย่างง่าย ของ สคส. (สถาบันการจัดการความรู้เพื่อสังคม) ที่เปรียบเทียบการจัดการความรู้ เหมือนกับปลาทูหนึ่งตัวที่ มี 3 ส่วน   จงอธิบายองค์ประกอบของการจัดการความรู้ ตามโมเดลปลาทูมีอะไรบ้าง ?
คำตอบ
1. ส่วน “หัวปลา” (Knowledge Vision-KV) หมายถึง ส่วนที่เป็นเป้าหมาย  วิสัยทัศน์ หรือทิศทางของการจัดการความรู้ โดยก่อนที่จะทำการจัดการความรู้ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “เราจะทำ KM ไปเพื่ออะไร”
2. ส่วน “ตัวปลา” (Knowledge  Sharing-KS)  หมายถึง  ส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญ คือผู้ที่มีหน้าที่ส่งเสริม และจุดประกายให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขึ้น  กระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงานมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมทั้งสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ให้เกิดการหมุนเวียนความรู้  ยกระดับความรู้  และเกิดนวัตกรรม
3. ส่วน “หางปลา” (Knowledge  Assets-KA) หมายถึง  ส่วนของคลังความรู้ หรือ ขุมความรู้ ที่ได้จากการเก็บสะสมเกร็ดความรู้ ที่ได้จากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ตัวปลา” ซึ่งเราอาจเก็บส่วนของ    ”หางปลา” นี้ด้วยวิธีการต่างๆ ส่วนมาจะนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นตัวช่วยในการเก็บและแลกเปลี่ยนความรู้

คำถาม
5. ความรู้แบ่งได้เป็น  4  ระดับคืออะไร ?
คำตอบ
ความรู้เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางสังคม และวัฒนธรรม  ความรู้แบ่งได้ 4 ระดับ  คือ 
1. Know-What  (รู้ว่าอะไร)  เป็นความรู้เชิงข้อเท็จจริง  เป็นความรู้ในระดับที่ผู้จบการศึกษามหาวิทยาลัยใหม่ๆ มี
2. Know-How  (รู้ว่าทำอย่างไร)  เป็นความรู้ที่เชื่อมโยงกับโลกของความเป็นจริง  เป็นความรู้อยู่ในผู้จบมหาวิทยาลัยออกไปทำงาน  2-3  ปี ภายใต้สภาพความเป็นจริงอันซับซ้อน
3. Know-Why  (รู้ว่าทำไม)  เป็นความรู้เชิงเหตุผลระหว่างเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆ ผลของประสบการณ์ แก้ปัญหาที่ซับซ้อน และนำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น 
4. Care-Why  (บ้างก็ห่วงใยและหาทาแก้ไขว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น) เป็นความรู้ในลักษณะของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่ขับดันมาจากภายในตนเอง

คำถาม
6. จงอธิบายความหมายของ  ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge) และ ความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) พอสังเขป
คำตอบ
 ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge)  หมายถึง  ความรู้ที่อยู่ในรูปแบบที่เป็นเอกสาร หรือ วิชาการอยู่ในตำรา  คู่มือปฏิบัติงาน
 ความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge)  หมายถึง  ความรู้ที่แฝงอยู่ในตัวคน เป็นประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน  เป็นภูมิปัญญา
 ในชีวิตจริง ความรู้ 2 ประเภทนี้จะเปลี่ยนสถานภาพ สลับปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลา บางครั้ง Tacit   ก็ออกมาเป็น  Explicit  บางครั้ง Explicit  ก็ออกมาเป็น Tacit

คำถาม
7. ขั้นตอนของการจัดการความรู้ เป็นอย่างไร?
คำตอบ
ความต้องการนำความรู้ที่มีอยู่ในแต่ละบุคคลมาใช้ประโยชน์   เป็นแนวทางการจัดการความรู้ในองค์กร  โดยการสร้างแหล่งจัดเก็บความรู้และพัฒนาวิธีการเข้าถึงความรู้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ  โดยมีขั้นตอน       ดังนี้        
1.  การจัดหาหรือการสร้างความรู้  (Knowledge acquisition)  เป็นกระบวนการพัฒนาและการสร้างความรู้ใหม่จากทักษะและความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กร  เป็นวิธีการพัฒนาความรู้ของแต่ละบุคคลในลักษณะของกระบวนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยการระดมความคิด  การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างบุคคลในกลุ่ม (Socialisation)
2. การแบ่งปันความรู้ (Knowledge  sharing)  เป็นขั้นตอนต่อมาในการนำเอาความรู้ที่สร้างหรือ   บันทึกไว้  ออกมาเผยแพร่ให้เป็นที่รับรู้และเผยแพร่หลายในองค์กร  โดยใช้เครื่องมือติดต่อสื่อสารที่เรียกว่า Collaborative  tool  ได้แก่  e-mail, newsgroup
3. การใช้หรือการเข้าถึงความรู้  (Knowledge  utilization)    เป็นการใช้ความรู้ในองค์กรจากฐานข้อมูล  วรรณกรรม  เอกสาร  การสนทนา  เป็นการผสมผสานความรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ (Combination)

คำถาม
8. สาเหตุสำคัญที่ทำให้องค์กรมีข้อจำกัดในการจัดการความรู้ คืออะไร?
คำตอบ
มีสัจธรรม  อยู่  3  ข้อ เกี่ยวกับความยากของการจัดการความรู้ ได้แก่
1. ความรู้เป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำให้ชัดเจนได้ยาก
2. ความรู้สำคัญที่สุด เป็นสิ่งที่แลกเปลี่ยนได้ยาก
3. วัดคุณค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินด้านความรู้ (Knowledge  Asset)  ได้ยาก

คำถาม
9. คลังความรู้  หมายถึงอะไร?
คำตอบ
คลังความรู้  หมายถึง  แหล่งรวบรวมความรู้ในเรื่องต่างๆและสาขาวิชาต่างๆไว้อย่างเป็นระบบ  มีระบบการจัดเก็บและระบบการค้นหาความรู้ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ  ได้แก่  แหล่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ต  ห้องสมุด  ศูนย์เอกสารและศูนย์ข้อมูล  ศูนย์ศิลปะ  ศูนย์วัฒนธรรม  พิพิธภัณฑ์  เป็นต้น


คำถาม
10. ความสำเร็จในการจัดการความรู้คืออะไร?
คำตอบ
การพัฒนาคลังความรู้หรือแหล่งเรียนรู้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาสังคมความรู้  การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจึงไม่สามารถละเลยการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  เพราะนั่นคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาขนอย่าง    แท้จริง   จะเห็นพื้นฐานของการเรียนรู้  คือ การแสวงหาความรู้  เช่น  การอ่าน  การค้นคว้า  เพื่อสิ่งต่างๆอย่างต่อเนื่อง  ดังประโยคที่ว่า “หนังสือทุกเล่มมีคุณค่า...ถ้าอยากรู้จริงต้องอ่านหลายๆเล่ม  หนังสือทุกเล่มมีความดีของตัวเองอยู่  แต่ว่าต้องอ่านมากๆ  แล้วจึงจะรู้  ต้องคอยตรวจสอบ  แม้กระทั่งสิ่งที่เราเรียนซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  เมื่อวิวัฒนาการเปลี่ยนไป  สิ่งที่เคยถูกต้องในอดีตก็ไม่จำเป็นต้องถูกต้องในอนาคต”
การจัดการความรู้ในองค์กรทำให้เกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้  ซึ่งหมายถึง  การที่องค์กรขยายขอบเขตความสามารถในการสร้างอนาคตอย่างต่อเนื่อง  โดยการเรียนรู้ทำให้องค์กรสามารถสร้างปัจจัยส่งเสริมความอยู่รอดในอนาคต  ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของ “การเรียนรู้ในการปรับตัว”  เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่  ถือว่าเป็นการเรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตัวเอง ซึ่งมีความสำคัญยิ่งสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันและในอนาคต