ประเด็นที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้มีดังนี้
- โปรแกรมการรักษาควรวางแผนหลังจากขั้นตอนการประเมินปัญหา วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ลำดับความสำคัญและความสัมพันธ์ของปัญหา ประเมินศักยภาพ (ความสามารถและความสุขในการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต) วิเคราะห์และสังเคราะห์ศักยภาพที่เกี่ยวข้องกับปัญหา
- การวางแผน (คิดก่อนร่างกิจกรรมการรักษาอย่างมีเหตุผลทางคลินิก) ควรต่อเนื่องในระยะเวลา 3-6 สัปดาห์ พร้อมมีความถี่ที่เหมาะสมในการให้โปรแกรมการรักษา
- โปรแกรมการรักษาแต่ละสัปดาห์ต้องมีการประเมินเพื่อติดตามความก้าวหน้าจากกิจกรรมการรักษาและนำข้อมูลมาประเมินเพื่อปรับเปลี่ยนรายละเอียดและลำดับสื่อการรักษาในแต่ละสัปดาห์สะสมจนครบทั้งหมด
- การประเมินความก้าวหน้าของการรักษาต้องเปรียบเทียบกับการประเมินครั้งแรก ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ในลักษณะ Baseline และแปรผลได้ใน 2 ลักษณะ ได้แก่ ผลการรักษาดีขึ้นทั้งภาพรวมและรายละเอียดตามเป้าหมายของการรักษา ซึ่งสามารถจำหน่ายออกจากโปรแกรมได้เลย กับ ผลการรักษาคงที่ และ/หรือแย่ลง ต้องมีการประเมินและจัดโปรแกรมการรักษาใหม่
- หลักการที่น่าสนใจคือ กิจกรรมทั้งเพิ่มศักยภาพการดำเนินชีวิตจากนักกิจกรรมบำบัด และ/หรือ ทักษะการจัดการอารมณ์และพฤติกรรมจากนักจิตวิทยาพัฒนาการ ควรเพิ่มความท้าทายและความสร้างสรรค์ ซึ่งนักบำบัดทั้งสองสาขาวิชาชีพควรแสวงหาและพัฒนาจากการจัดการความรู้ภายในตัวตน ผู้รู้อื่นๆ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้รับบริการ ผู้รับบริการ และเทคโนโลยีความรู้รอบตัว
- เมื่อใดที่กิจกรรมการรักษามีความซ้ำมากจนเกินไป เช่น จำกัดการเรียนรู้เดิม 3-5 รอบ จะพบว่าความก้าวหน้าทางการรักษาไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
- การใช้เวลาปรับทัศนคติของผู้ปกครอง ผู้ดูแล และผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้รับบริการที่มีความบกพร่องทางจิตสังคม นักบำบัดต้องให้เวลาในการให้คำปรึกษาโดยประเมินศักยภาพของกลุ่มคนเหล่านี้ก่อนการประเมินปัญหาของพวกเขา แล้ววิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อสร้างแนวทางการพัฒนากิจกรรมการรักษาที่นำไปปฏิบัติได้ในชีวิตจริงและติดตามผลอย่างเป็นกลางและมีคุณค่าร่วมกัน
ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ 1
เด็กชายออทิสติก อายุ 11 ปี
ประเมินจากการสังเกตเด็กชายออทิสติกขณะทำกิจกรรมศิลปะแบบอิสระและมีแบบแผน พร้อมการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง
วิเคราะห์ปัญหาและศักยภาพเชิงลึก เด็กชายออทิสติกสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการทำกิจกรรมได้ แต่ต้องแนะนำช้าๆ ไม่เกิน 2 ครั้ง และบางขั้นตอนต้องค่อยๆช่วยจับทำด้วย มีปัญหาการจัดการอารมณ์หากสื่อสารไม่ตรงกับความเข้าใจและสถานการณ์ สามารถแยกตัวจากผู้ปกครองได้บ้างเมื่อทำกิจกรรมที่สนใจกับผู้บำบัดที่สื่อสารได้เข้าใจ มีความสนใจสั้นในการทำกิจกรรมใหม่ๆให้สำเร็จแต่ต้องปรับเวลาที่ใช้และความท้าทายของกิจกรรมมากขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ทำกิจกรรมที่เคยเรียนรู้แล้วได้อย่างรวดเร็วแต่ไม่ชอบให้บังคับทำซ้ำๆ สังเกตหากผู้ปกครองไม่ใช้เงื่อนไขที่ชัดเจนและจริงจังในการสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสม เด็กและผู้ปกครองจะกลับไปใช้รูปแบบสัมพันธภาพเดิมจนเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ตามใจหรือช่วยทำกิจกรรมจนเสร็จเพียงหนึ่งขั้นตอนแล้วมาขอขนมกับผู้ปกครอง
สังเคราะห์กิจกรรมการรักษาเชิงลึก กิจกรรมที่ควรแนะนำผู้ปกครอง คือ
- การจัดตารางทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์และมีการเพิ่มรายละเอียดของความรับผิดชอบในงานต่างๆ จนเสร็จ
- การส่งเสริมให้รู้จักช่วยทำกิจกรรมหรือมีส่วนร่วมทำกิจกรรมร่วมกับคนแปลกหน้าโดยผู้ปกครองทำเป็นตัวอย่างและไม่ช่วยเหลือมากจนเกินไป
- การส่งเสริมการสื่อสารและสัมพันธภาพกับผู้อื่นโดยผู้ปกครองแนะนำและปฏิบัติให้เกิดความสม่ำเสมอ
- ผู้ปกครองปรับทัศนคติให้รู้จักอดทนและควบคุมอารมณ์ที่เครียดเมื่อลูกก้าวร้าวอย่างไม่พอใจ
- ผู้ปกครองรู้จักใช้สติในการเบี่ยงเบนอารมณ์ก้าวร้าวของลูกสู่กิจกรรมที่ชอบ
- ค่อยๆ ปรับกิจกรรมที่ชอบสู่กิจกรรมที่ท้าทายการเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นเป้าหมายของการสื่อสารกระตุ้นความคิดให้ทำกิจกรรมจนสำเร็จก่อนการให้รางวัล เช่น คำพูด การเล่นอย่างผ่อนคลาย การไปเที่ยวกับผู้ปกครอง เป็นต้น
ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ 2
วัยรุ่นชายออทิสติก อายุ 26 ปี
ประเมินจากการสังเกตวัยรุ่นชายออทิสติกขณะทำกิจกรรมศิลปะ งานช่าง และดนตรีแบบมีแบบแผน พร้อมการสัมภาษณ์ผู้ปกครองและคนดูแล
วิเคราะห์ปัญหาและศักยภาพเชิงลึก เด็กชายออทิสติกสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการทำกิจกรรมได้ แต่ต้องแนะนำช้าๆ ไม่เกิน 3 ครั้ง รู้จักจัดการอารมณ์ขณะทำกิจกรรมใหม่ๆ กับคนแปลกหน้า รู้จักจัดการเวลาและสนใจทำกิจกรรมอย่างมีเป้าหมายหากมีการสื่อสารให้เข้าใจลำดับและความสำคัญของขั้นตอน/งานในหนึ่งกิจกรรม มีปัญหา "จิตว่าง" และ ภาวะ "พึงพิงแบบผูกพันกับพี่เลี้ยงมากเกินไป" เนื่องจากวิธีการสื่อสารและประสบการเรียนรู้ในวัยเด็กที่พึงพิงและได้ความรักจากคุณแม่มากกว่าคุณพ่อ มีพี่สาวที่ป่วยเป็นจิตเภท มีพี่ชายและพี่เลี้ยง (นับถือแบบพี่สาว) ที่ติดตามดูแลแบบไว้วางใจได้แต่ไม่เคยคิดวางแผนทำกิจกรรมที่มีเป้าหมายด้วยกัน (เช่น กิจกรรมทักษะทางสังคม) เริ่มมีภาวะสับสนในการแสดงออกกับผู้อื่นที่ไว้ใจและเป็นเพศตรงข้าม เช่น คุยซ้ำๆ ไม่หยุดและตามติดพี่เลี้ยง ตั้งแต่อายุย่างวัยรุ่น มีความสนใจงานช่างแต่แสดงออกโดยขโมยอุปกรณ์ช่างไปเล่นจนช่างคนงานตำหนิ สิ่งแวดล้อมในบ้านและที่ทำงานยังไม่ถูกวางแผนในการพัฒนาศักยภาพแบบเตรียมอาชีพ แต่คุณแม่และพี่เลี้ยงมีความเข้าใจอย่างรวดเร็วถึงการสร้างรูปแบบกิจกรรมบำบัด เน้นการไม่อยู่ว่างและทำกิจกรรมที่มีเป้าหมายเพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากภาวะการเปลี่ยนแปลงวัยรุ่นและขาดการเรียนรู้ทางจิตสังคม
สังเคราะห์กิจกรรมการรักษาเชิงลึก กิจกรรมที่ควรแนะนำผู้ปกครอง คือ
- การจัดตารางทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์และมีการเพิ่มรายละเอียดของความรับผิดชอบในงานต่างๆ จนเสร็จและมีความภาคภูมิใจในบทบาทการทำงาน
- การส่งเสริมให้รู้จักช่วยทำกิจกรรมหรือมีส่วนร่วมทำกิจกรรมร่วมกับคนในครอบครัว ทั้งเพศชายและหญิง ด้วยบทบาทที่ชัดเจน เช่น ลูก-แม่ พี่ชาย-น้องชาย พี่สาว-น้องชาย พี่ฝึกงานช่าง-คนทำงานช่าง โดยผู้ฝึกแยกขั้นตอนจากง่ายไปยาก ทำเป็นตัวอย่าง และช่วยเหลือบ้างในบางขั้นตอน
- การส่งเสริมการสื่อสารและสัมพันธภาพกับผู้อื่นโดยผู้ฝึกแนะนำ สื่อสารด้วยเหตุผลจนปฏิบัติให้เกิดความสม่ำเสมอ พยายามใช้คำพูดที่เป็นทางบวก ต้องไม่ใช้ "อย่า" หรือ "ห้าม" ทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่ปล่อยวางและเบี่ยงเบนสู่การทำกิจกรรมด้วยพฤติกรรมที่เหมาะสม (มีเวลา เงื่อนไข ขั้นตอน การสื่อสาร บทบาท และสัมพันธภาพ ที่ชัดเจน)
- ผู้ฝึกปรับทัศนคติให้รู้จักอดทนและควบคุมอารมณ์ที่เครียดเมื่อวัยรุ่นท่านนี้ไม่ทำตามกิจกรรมที่วางแผนไว้
สาระความรู้ที่ได้จากการประชุม วันที่ 23 ตุลาคม 2551 โดยสถาบันไพดี้ได้รับความกรุณาจาก ดร. ศุภลักษณ์ เข็มทอง สรุปได้ดังต่อไปนี้
1. การจัดทำโปรแกรมการรักษา จะต้องแจกแจงประเด็นให้ชัดเจนอย่างมีเหตุมีผล โดยเราต้องประเมินให้ได้ว่า “ปัญหา” มาจากสาเหตุใด และสิ่งสำคัญที่เรามักมองข้ามไป นั่นคือการค้นหาศักยภาพของเด็ก รวมถึงบันทึกความสามารถเพื่อเป็น baseline ในการประเมินความก้าวหน้าต่อไป
2. เราต้องสามารถจัดลำดับความสำคัญของปัญหา โดยคำนึงถึงความจำเป็นที่เร่งด่วนก่อน
3. ระยะเวลา และความถี่ในการจัดโปรแกรมการรักษาจะต้องเหมาะสมกับเด็กแต่ละคน ซึ่งโปรแกรมที่เหมาะสม ควรอยู่ที่ประมาณ 6 สัปดาห์
4. หลังจากการให้โปรแกรมการรักษา เราจะต้องทำการประเมินความก้าวหน้า รวมทั้งทบทวนแผน โดยทำการปรับปรุงแผนเดิมที่วางไว้ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับความสามารถและความมีประสิทธิภาพของโปรแกรมจากศักยภาพของเด็ก ใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา
5. เราต้องปรับเปลี่ยนกิจกรรม และมีความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ เนื่องจากกิจกรรมที่ซ้ำซาก จำเจ ทำให้เกิดความน่าเบื่อหน่าย ไม่มีความน่าสนใจและแรงจูงใจในการทำกิจกรรมของเด็ก ซึ่งการจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้นั้น เราจะต้องค้นคว้าหาความรู้ พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น การสอบถามจากผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ บุคคลซึ่งใกล้ชิดกับเด็ก ตัวของเด็กเอง เพื่อนร่วมงาน รวมทั้งการค้นคว้าจากสื่อต่าง ๆ ด้วยตัวของเราเอง
6. การประเมินซ้ำเป็นสิ่งจำเป็นและควรทำร่วมกันกับผู้ปกครองเพื่อประเมินความก้าวหน้าของงเด็กอย่างเป็นกลางและมีข้อสรุปร่วมกันค่ะ
กว่าจะได้คนเก่งและมีคุณภาพ สมองบวมเลยนะครับอาจารย์
ขอบคุณครับคุณ Kantika และคุณยงยศ
การพัฒนา "คน" ให้เก่งและมีคุณภาพ ต้องมีการจัดระเบียบของข้อมูลแห่งการเรียนรู้ หากสมองบวม ทั้งตัวอาจารย์และลูกศิษย์คงต้องพักผ่อนเป็นช่วงๆ และหากลวิธีผ่อนคลายความตึงเครียดแห่งการเรียนรู้ เช่น สื่อสารในแนวทางที่สามารถคิดและเข้าใจอย่างเป็นระบบครับ